Note on Jungian Active Imagination

March 5th, 2010 § 0

Just quickly finished reading Von Franz’s accounts on Active Imagination Techniques based on C.G. Jung.

Objectives:

1. Learning, hearing, understanding the unconscious content.

2. Influencing unconscious elements.

3. Develop deep relationship with the unconscious in bringing changes in personality much more intensively compared to Dream Analysis method.

Cautions:

1. Dangerous , possible neurosis. as Jung called it something like ‘voluntary neurosis’.

2. Differ from other imagination & day dreaming methods. Focus on working with emerging unconscious symbols and contents.

Stages:

1. Clear up the ego mind, of conscious thoughts and images.

2. Allow unconscious content to emerge, could use previous dream content or archetypal images as triggers. The important thing is to take these content seriously rather than pure fantasy in order to form working relationship with the unconscious. Allow the content to develop spontaneously.

3. Bring those content through material stage, i.e. writing, painting, dancing and other art or creative forms. The trick is to act without forcing , or to allow the movement without striving conscious interventions. Also not to massively elaborate the content nor spending too little time on it, the point is to learn the content deeply.

4. Morally confront those content and learn from them as important psychic messages and content rather than senseless or wishful fantasy. Look for development, meanings and even psycho-somatic symptoms.

Repeat.

#NOTE: thinking that this method can be used as ways to sense situations and its deep meanings, in gaining insights for innovation design as well.

อังกฤษและกิจการเพื่อสังคม; บทเรียนสำหรับเมืองไทย #1

March 4th, 2010 § 0

ผมเพิ่งกลับมาจากสหราชอาณาจักร  เนื่องจากได้ไปร่วมการประชุมองค์กรผู้ผลักดันงานด้านกิจการเพื่อสังคมในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเชีย และไทย พร้อมๆกันนี้ก็มีโอกาสไปศึกษาดูงานในสหราชอาณาจักรในประเด็นกิจการเพื่อสังคมอีกด้วย   งานนี้เป็นกิจกรรมที่ริเริ่ม จัดการ และสนับสนุนโดย British Council ซึ่งมีหน้าที่หลักในการสร้างความสัมพันธ์เชิงวัฒนธรรมที่ดีระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศอื่น (ไม่ใช่เพียงที่เรียนภาษาอังกฤษ)  เลยได้สรุปไว้เผื่ออาจจะเป็นประโยชน์กับผู้อื่นที่อาจสนใจบ้าง

1. บทบาทของรัฐ และเทคนิควิธีการ

แม้สหราชอาณาจักรจะมีกิจการเพื่อสังคมที่หลากหลายอยู่มานานแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักยอมรับในสังคมวงกว้างอย่างในปัจจุบัน  จากการที่ได้มีโอกาสได้พูดคุยกับองค์กรต่างๆที่มีบทบาทสำคัญในวงการกิจการเพื่อสังคมในสหราชอาณาจักร ก็พอจะสรุปความได้ว่าบทบาทของรัฐนั้นสำคัญอย่างมาก ในการยกระดับประเด็นนี้ขึ้นมากลายเป็นประเด็นระดับชาติ จนสามารถขับเคลื่อนความสนใจและทรัพยากรจำนวนมากมาผลักดันจนทำให้กิจการเพื่อสังคมมีมาถึงราว 60,000 องค์กร และยังเกิดผลทางเศรษฐกิจได้กว่า 2 หมื่น 7 พันล้านปอนด์อีกด้วย

หลักการสำคัญที่ทำให้รัฐบาลให้ความสนใจในประเด็นกิจการเพื่อสังคมก็คือการมองเห็นว่าเป็นการแก้ปัญหาและพัฒนาโอกาสทางสังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพในรูปแบบที่มีความยั่งยืนทางการเงิน สามารถขยายผลได้ไม่สิ้นสุด ซึ่งต่างกับการสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมทั่วไปซึ่งมักจะจบลงเมื่อไม่สามารถระดมทุนให้เปล่าได้เมื่อหมดโครงการ  อีกทั้งยังเป็นการใช้ระบบเสรีนิยมทางเศรษฐกิจมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม เป็นการพัฒนาที่ดึงเอาภาคส่วนต่างๆที่ปกติจะถูกทอดทิ้งจากพัฒนาการทางเศรษฐกิจให้มาร่วมมีส่วนร่วม  เช่น กลุ่มผู้ด้อยโอกาส คนยากจน ผู้พิการ และคนจรจัดเป็นต้น   โดยทั้งหมดทั้งสิ้นขึ้นกับความสามารถของเอกชนที่จะใช้ความเป็นผู้ประกอบการมาพัฒนาโอกาสทางสังคมให้เกิดผลได้อย่างยั่งยืน  บทบาทของภาครัฐจึงเป็นการสนับสนุนในลักษณะการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่จะทำให้เกิดการประกอบการเพื่อสังคมผ่านกิจการต่างๆได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ

เดิมทีเดียวงานด้านกิจการเพื่อสังคมนั้นอยู่ในกระทรวงพาณิชย์ฯ  แต่ได้มีการปรับมาไว้ภายใต้สำนักงานภาคส่วนที่ 3 (Office of the Third Sector) สำนักนายกรัฐมนตรี (Cabinet office) เพื่อยกระดับให้เป็นประเด็นที่สำคัญ และสามารถทำงานข้ามหน่วยงานต่างๆของรัฐและเอกชนได้อย่างสะดวกขึ้นในเชิงนโยบาย   สำนักงานภาคส่วนที่ 3 นั้นรับผิดชอบงานขับเคลื่อนพัฒนาเครือข่าย องค์กร หน่วยงานที่เป็นภาคประชาสังคม อาสาสมัคร และมีกิจการเพื่อสัังคมเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นรับผิดชอบ

นิยามของกิจการเพื่อสังคมนั้นทางรัฐบาลได้ให้คำจำกัดความกว้างๆไว้ว่าเป็นธุรกิจซึ่งมีเป้าหมายการก่อตั้งเพื่อสังคมเป็นหลัก และลงทุนส่วนกำไรกลับไปยังการขยายงานตามเป้าหมายนั้นๆ หรือในการลงทุนในชุมชน และไม่ได้มุ่งหมายในการสร้างกำไรสูงสุดต่อผู้ถือหุ้นและเจ้าของเป็นหลัก   ซึ่งในสหราชอาณาจักรเองก็ยังมีการถกเถียงเรื่องนิยามต่างๆอยู่อย่างมาก แต่หน่วยงานส่วนใหญ่ก็พบว่าเป็นการป่วยการที่จะถกเถียงในเชิงนิยามความหมายจนเกินพอดี แต่เน้นที่จะกำหนดนิยามที่เหมาะสมสำหรับแต่ละหน่วยงานที่จะดำเนินการไปได้เองเป็นหลัก โดยไม่จำเป็นจะต้องให้มีความหมายที่ชัดเจนอย่างที่สุดที่เป็นที่ยอมรับกันในทุกภาคส่วน  ดังนั้นนิยามของภาครัฐจึงเป็นเพียงนิยามกว้างๆที่แต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องพอจะยอมรับได้ เรียกว่าเป็นยุทธศาสตร์แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่างนั้นเอง

นโยบายหลักของการพัฒนากิจการเพื่อสังคมของรัฐนั้นแบ่งเป็น 4 ด้านใหญ่ๆ คือ

(1) การสร้างวัฒนธรรมด้านกิจการเพื่อสังคม ผ่านการสื่อสารและเรียนรู้ในสังคม เช่น การเผยแพร่แนวคิด หลักการ และ ตัวอย่างของกิจการเพื่อสังคมไปในวงกว้าง ทั้งในหมู่คนรุ่นใหม่ที่อยู่ในระบบการศึกษา คนทำงาน และแม้แต่ผู้สูงอายุ  นอกจากการสื่อสารกับประชาชนแล้วยังมีการสื่อสารไปยังภาคธุรกิจ และภาครัฐเพื่อให้รู้จักและแสวงโอกาสที่จะร่วมมือกับกิจการเพื่อสังคมในลักษณะที่ได้กันทุกฝ่าย (win-win) อีกด้วย  นวัตกรรมที่น่าสนใจนอกจากเรื่องหลักสูตรและโปรแกรมการเรียนรู้ต่างๆก็คือการทำแบรนด์ “ป้ายกิจการเพื่อสังคม (social enterprise mark)” เพื่อให้ผู้บริโภคหรือผู้ซื้อสินค้าและบริการสามารถแยกแยะได้ว่าสินค้าและบริการใดเกิดจากกิจการเพื่อสังคม

อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจก็คือเคมเปญ “Make your mark with a tenner” ซึ่งเป็นเคมเปญที่ทำกับเด็กนักเรียนทั่วสหราชอาณาจักร โดยมีโจทย์ว่านักเรียนจะใช้เงิน 10 ปอนด์ ในการไปทำธุรกิจจิ๋วๆที่ทั้งทำเงินเพิ่มและสร้างความแตกต่างเพื่อสังคมสิ่งแวดล้อม ภายในหนึ่งเดือน ได้อย่างไร?  โดยปรากฏว่ามีนักเรียนกว่า 30,000 คนทั่วสหราชอาณาจักรเข้าร่วมโครงการ เสนอโครงการ รับเงิน 10 ปอน์ดไปดำเนินกิจการ และคืนเงินกลับให้โครงการภายในหนึ่งเดือน  โดยเมื่อสิ้นสุดโครงการคาดว่ามีการเกิดมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจถึง 1.2 ล้านปอน์ด จากเงินเพียง 10 ปอนด์ของเด็ก 30,000 คนดังกล่าว  เคมเปญนี้ได้รับความยอมรับอย่างมากว่ามีประสิทธิภาพและคุ้มค่าอย่างยิ่งในการสร้างการรับรู้เรียนรู้ทั้งในด้านการประกอบการ และกิจการเพื่อสังคม ที่แม้แต่เด็กนักเรียนก็ยังเข้าใจได้

(2) การพัฒนาศักยภาพของกิจการเพื่อสังคม เช่น การสนับสนุนให้เกิดองค์กรตัวกลางจำนวนมากที่สามารถเข้าไปช่วยกิจการเพื่อสังคมในการพัฒนาศักยภาพแต่ละด้านของตน เช่น การวางแผนธุรกิจ การจัดการทางการเงิน ภาษี การจัดการด้านกฏหมาย การพัฒนาการตลาด การระดมทุน ฯลฯ​  และมีการร่วมมือกับหน่วยงานที่หลากหลายในการจัดการฝึกอบรมในประเด็นดังกล่าว

(3) การพัฒนาช่องทางการเข้าถึงเงินทุน เช่น การพัฒนากองทุนสนับสนุนกิจการเพื่อสังคมทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ โดยมักจะสนับสนุนผ่านองค์กรตัวกลางที่จัดกระบวนการคัดเลือก ตัดสิน และลงทุนทั้งในลักษณะให้เปล่า สินเชื่อ และเงินลงทุนในหุ้น ไปพร้อมๆกับการพัฒนาศักยภาพของกิจการเพื่อสังคมนั้นๆ  ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนากลไกการเงินในลักษณะที่เรียกว่า Wholesale Bank คือเป็นคล้ายๆกับกองทุนขนาดใหญ่ที่สามารถปล่อยต่อให้สถาบันการเงินด้านสังคมสามารถนำไปลงทุนในรายย่อยต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีต้นทุนต่ำ

(4) การส่งเสริมเปิดโอกาสให้ทำงานกับองค์กรของรัฐ เช่น การให้ข้อมูลความรู้กับภาครัฐในส่วนต่างๆเพื่อให้เห็นประโยชน์ของกิจการเพื่อสังคมต่องานของตน โดยมีตัวอย่างที่สำเร็จคือกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเห็นว่ากิจการเพื่อสังคมสามารถช่วยเสริมระบบบริการสุขภาพ และกลไกการสร้างเสริมสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และสามารถลดการลงทุนของรัฐในประเด็นดังกล่าวได้ในระยะยาว อีกทั้งยังส่งเสริมการกระจายอำนาจและการจัดการตัวเองในระดับชุมชน  จึงเกิดการพัฒนากองทุนเพื่อกิจการเพื่อสังคมในประเด็นสุขภาพขึ้น โดยมีขนาดราว 100 ล้านปอนด์ มีกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ลงทุนหลัก   อีกหน่วยงานหนึ่งที่กำลังให้ความสนใจอย่างมากคือกระทรวงยุติธรรม ซึ่งพบว่ากิจการเพื่อสังคมสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการดูแล ฟื้นฟู และพัฒนาอาชีพและโอกาสต่างๆสำหรับนักโทษและผู้ที่เพิ่งถูกปล่อยตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับโครงการคล้ายๆกันที่กระทรวงเป็นผู้ดำเนินการเอง  โดยเฉพาะประสิทธิภาพของกิจการเพื่อสังคมในการลดอัตราการที่นักโทษจะกลับเข้าไปในวงจรอาชญากรรมอีกครั้ง จนต้องถูกจับและเข้ามาในกระบวนการยุติธรรมอีกครั้งซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายมหาศาลของภาครัฐ   กระบวนการที่น่าสนใจในการสร้างความสนใจในภาครัฐด้วยกันเองเพื่อมาสนับสนุนกิจการเพื่อสังคมนั้นคือการตั้งงบประมาณการทำวิจัยกึ่งปฏิบัติการที่ให้หน่วยงานของรัฐต่างๆสามารถเขียนโครงการวิจัยมาเสนอขอได้เพื่อใช้ในการศึกษาว่ากิจการเพื่อสังคมจะเกี่ยวกับภาระงานของตนได้อย่างไร  เมื่อได้ผลวิจัยแล้วค่อยๆขยายผลไปในแต่ละกระทรวง/หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  นอกจากประเด็นการสร้างความสนใจของหน่วยงานของรัฐแล้วยังมีการปรับปรุงและทำคู่มือกระบวนการจัดซื้อจัดการเพื่อเปิดโอกาสให้กิจการเพื่อสังคมเข้ามาร่วมแข่งขันเสนอราคาในงานต่างๆของรัฐได้อย่างยุติธรรมและโปร่งใสอีกด้วย

เมื่อได้ถามเจ้าหน้าที่ของสำนักงานภาคส่วนที่สาม ถึงบทเรียนสำคัญที่ทำให้งานพัฒนากิจการเพื่อสังคมของสหราชอาณาจักรประสบผลสำเร็จพอสมควร พวกเธอ (ซึ่งเป็นข้าราชการหญิงรุ่นใหม่ทั้งคู่) ได้ตอบว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงาน องค์กร และกิจการเพื่อสังคมที่เกี่ยวข้อง  เพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มผู้ทำงานจริงๆในประเด็นนี้และเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของพวกเขา และยังสามารถสื่อสารข้อจำกัดต่างๆของรัฐให้พวกเขาเข้าใจ เพื่อร่วมหาทางออกที่สร้างสรรค์ร่วมกัน  ซึ่งในสหราชอาณาจักร องค์กร หน่วยงาน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการเพื่อสังคมมีการรวมตัวกันเป็นองค์กรตัวแทนซึ่งเรียกว่า “Social Enterprise Coalition” ซึ่งมีหน้าที่สร้างความเชื่อมโยงร่วมมือในหมู่เครือข่ายและองค์กรภายนอก รวมถึงภาครัฐอีกด้วย

นอกจากนั้นอีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญก็คือความสามารถที่จะวัดผลของการพัฒนากิจการเพื่อสังคมในภาพรวมทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม  ทั้งนี้เพราะงบประมาณของรัฐบาลในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจย่อมมีแนวโน้มที่จะลดลงในภาพรวม การลงทุนของรัฐจึงจะต้องทำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจุดตัดสินก็คือหลักฐานที่วัดผลได้ว่ากิจการเพื่อสังคมเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าในการพัฒนาประเทศชาติแค่ไหน อย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาองค์กรตัวกลางที่ทำหน้าที่สนับสนุนกิจการเพื่อสังคมในแง่มุมต่างๆนั้นได้ทุนมาจากรัฐบาลเป็นหลัก หากงบประมาณมีการปรับลดย่อมจะกระทบกับพัฒนาการของกิจการเพื่อสังคมอย่างแน่นอน

ประเด็นสุดท้ายที่เจ้าหน้าที่จากสำนักงานภาคส่วนที่สามได้ฝากเอาไว้ก็คือปรากฏการณ์ที่ผู้คนในอังกฤษทั้งคนทั่วไป และในภาคธุรกิจต่างให้ความสนใจอย่างมากกับกิจการเพื่อสังคมมากขึ้นทวีคูณนั้นมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้คนต่างเห็นว่าทุนนิยมแบบดั้งเดิมอาจจะไม่เพียงพอและมีความเสี่ยงอย่างมาก ในขณะที่กิจการเพื่อสังคมกลับพบว่าส่วนใหญ่มีการขยายตัวในขณะที่เกิดสภาวะเศรษฐกิจถอถอยอันเนืื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก  ดังนั้นภาครัฐจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และพยายามจะใช้โอกาสนี้ในการสร้างความสนใจในวงกว้าง โดยเฉพาะในภาคการเงินการลงทุนให้เข้ามามีบทบาทหนุนเสริมกิจการเพื่อสังคมในระยะยาว ดังจะเห็นได้จากการเกิดขึ้นของสถาบันการเงินพิเศษที่เชี่ยวชาญด้านกิจการเพื่อสังคมโดยเฉพาะ เช่น Triodos Bank, Charity Bank ฯลฯ​ ซึ่งเป็นภาคเอกชนล้วนๆไม่ได้รับการสนับสนุนหรือหนุนเสริมจากภาครัฐแต่อย่างใด  ดังนั้นอนาคตของการพัฒนากิจการเพื่อสังคมในสหราชอาณาจักรจึงขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนเป็นสำคัญ

#ติดตามตอนต่อไปตามแผนการเขียนด้านล่าง   ขณะนี้เมื่อยมือเป็นอย่างมาก จึงต้องพักสักครู่หนึ่ง

2. บทบาทขององค์กรตัวกลาง

Unltd

SSE

Eastside

3. บทบาทของกิจการเพื่อสังคมที่หลากหลาย

4. สถานการณ์ในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออก

4. โอกาสและความเสี่ยง

Superpersuation

March 1st, 2010 § 0

Just read scientific American mind, an article on persuation is quite interesting. It basically says that there are 4 factors in super persuation, SPICE (simplicity, perceived self interest, incongruity, confidence, empathy)

1. Simplicity, simple to understand , easy to digest.
2. Perceived self interest, make sure that they think it’s for their beat interest.
3. Incongruity, using humour and surprises to lower their intellectual guards.
4. Confidence, leverage trust, brand, authority, price to your object of persuation.
5. empathy, to be perceived as caring for them.

Interesting points to check for anyone’s next talk or presentation. Read more on scientific American mind march/April 2010 issue.

Emptiness as strategy

February 16th, 2010 § 0

To see few steps ahead,
and make way for others to take a step forward,
Then the upstream is conditioned,
and a fellowship is created.

As the stream is widening,
Let others benefit more than yours,
Always keep low and centered,
The flow will not be exhausted.

To take the form of emptiness,
And let all things flow into,
Nurturing the river’s propensity,
Without forcing yet great works are done.

จิตไร้สำนึกอันสร้างสรรค์ และศิลปะสมัยใหม่

February 6th, 2010 § 0

1. ศิลปะยุคใหม่และความคับแคบในการตีความทางจิตวิทยา

คงมีใครอีกหลายคนในที่นี้ที่ชมงานศิลปะสมัยใหม่บางชิ้นแล้วต้องส่ายหัวด้วยความงุนงง เพราะไม่เข้าใจว่า ผลงานเหล่านั้นต้องการจะสื่อสารหรือนำเสนออะไร เช่นเดียวกับการเสพวรรณกรรมของเจมส์ จอยซ์ หรือดนตรีคลาสสิคของอาร์โนลด์ เชินแบร์ก โดยปราศจากคู่มือ/ความรู้ชี้นำ การจะค้นหาสุนทรียะ/อรรถรสที่ซ่อนตัวอยู่ภายในหลืบเร้นของผลงานเหล่านี้ ย่อมเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ หรือเมื่อเราเปรียบเทียบผลงานล้ำยุคจำนวนมากจากศตวรรษที่ 20 กับศตวรรษก่อนหน้าก็จะเห็นได้ชัดเลยว่า ภาพรวมของศิลปะในศตวรรษที่ 20 นั้นมีแนวโน้มของความยุ่งเหยิงไร้ระเบียบและมีลักษณะขาดตอนเป็นส่วนเสี้ยวมากขึ้นทุกทีๆ

กุญแจดอกหนึ่งที่ช่วยให้เราเข้าถึง หรือสามารถไขเข้าไป ‘อ่าน’ ผลงานเหล่านี้ได้ก็คือ ‘จิตวิทยา’ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า เป็นสาขาวิชาหนึ่งที่มีมาเนิ่นนานแล้วในโลกตะวันตก (คือนับเนื่องจาก De Anima ของอริสโตเติลเป็นต้นมา) และการตีความศิลปะด้วยจิตวิทยาก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่เสียทีเดียว หากแต่วิธีการดังกล่าวเริ่มเป็นที่นิยม หรือมีบทบาทความสำคัญขึ้นมาก็เมื่อนักจิตวิทยาชาวออสเตรีย ซิกมุนด์ ฟรอยด์ได้นำเอาทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของเขาไปถอดรหัสผลงานของมนุษย์อัจฉริยะ ลีโอนาร์โด ดา วินชี

ฟรอยด์ตีความศิลปะของดา วินชีว่าเป็นผลมาจากความเก็บกดปิดกั้นในระดับจิตใต้สำนึก สืบเนื่องมาจากการที่เขากำพร้าพ่อและได้รับความดูแลเอาใจใส่จากแม่เพียงฝ่ายเดียว ปมขาดบิดานี้เองผลักดันให้ดา วินชีกลายเป็นพวกรักร่วมเพศ ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นเดียวกับที่ปรากฏอยู่ในงานศิลปะของเขา ฟรอยด์ยังได้กล่าวอีกด้วยว่าการที่ดา วินชีละทิ้งงาน (ซึ่งยังไม่สำเร็จเสร็จสิ้น) เพื่อหันไปเริ่มต้นทำงานชิ้นใหม่ๆ มาจาก ‘ความไม่พึงใจ’ ที่เกิดจากความขัดแย้งไม่ลงรอยในเรื่องที่เขาชอบผู้ชาย{1}

หากศิลปะคือผลงานที่มาจากจิตใจ ซึ่งมีความหลากหลาย ทั้งในเชิงมิติความลึกและความซับซ้อนอย่างหาที่สุดมิได้แล้วไซร้ การทำความเข้าใจโดยอาศัยหลักจิตวิเคราะห์ดังเช่นที่ฟรอยด์กระทำนั้นก็ย่อมจะคับแคบและตื้นเขินเกินไป โดยเฉพาะการลดทอนนัยยะของศิลปะลงให้เหลือเพียงแค่เรื่องของความต้องการเชิงอำนาจ แรงขับดันทางเพศ ฯลฯ

นักจิตวิตยาชาวสวิส คาร์ล ยุง ศิษย์คนสำคัญของฟรอยด์กล่าวว่า แม้การใช้จิตวิทยาศึกษาศิลปินจะมีคุณูปการต่อการทำความเข้าใจงานศิลปะในหลายแง่มุม แต่ถึงกระนั้นเราย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ความรู้ทางด้านจิตวิทยาไม่สามารถอ่าน หรือไขความลับของงานศิลปะได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ {2}กล่าวคือมีงานศิลปะอีกเป็นจำนวนมากในโลกนี้ โดยเฉพาะผลงานชิ้นเอกที่มีที่มา ความหมาย และหน้าที่กว้างเกินกว่าที่เราจะนำเอาเหตุการณ์ในช่วงชีวิต หรือผลกระทบต่อจิตใจของศิลปินผู้สร้างไปเป็นแบบแผนในการอธิบาย เนื่องจากศิลปะคือผลงานสร้างสรรค์ของจิตใจ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถลดทอนแยกส่วนได้ ซึ่งว่ากันว่าแม้แต่วิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าที่สุดในปัจจุบันก็ยังไม่อาจเข้าถึงมิติต่างๆ ของจิตใจได้ทั้งหมด ความลึกลับแห่งจิตจึงยังคงดำรงอยู่และรอคอยการค้นพบ เฉกเช่นศิลปะซึ่งเป็นผลงานสร้างสรรค์จากจิตใจของมนุษย์

2. เซอร์เรียลิสม์และการเข้าสู่ยุคศิลปะแแห่งจิตไร้สำนึก

ขบวนการสำคัญที่เปิดทางให้ศิลปะสมัยใหม่ขบวนการหนึ่งคือ เซอร์เรียลิสม์ (surrealism) ที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง ในช่วงเวลานั้นเอง นักเขียน-ศิลปินที่เข้าร่วมขบวนการต่างก็เชื่อว่าสงครามโลก และความเลวร้ายทั้งหลายอันเป็นผลพวงของสงครามนั้นเกิดมาจากจิตใจที่คับแคบของมนุษย์ ที่ต่างก็ใช้เหตุผลและตรรกะเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ หรือพัฒนาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อสนองความต้องการในการประหัสประหารกันเอง

อ็องเดร เบรอตง (André Breton) เป็นผู้ริเริ่มเผยแพร่แนวคิดของกลุ่มเซอร์เรียลิสม์อย่างเป็นกิจลักษณะคนแรก เขาผู้นี้เคยเป็นนักเรียนแพทย์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งทำให้ได้มีโอกาสศึกษาแนวคิดของฟรอยด์ ที่เซอร์เรียลิสต์ต่างก็เห็นว่า ทฤษฎีเกี่ยวกับจิตไร้สำนึกของฟรอยด์มีความสำคัญยิ่งต่อชีวิตและการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของมนุษย์

เบรอตงและพรรคพวกได้นำเอาวิธีการเชื่อมโยงเสรี (free association) ของฟรอยด์มาประยุกต์ใช้กับศิลปะ โดยให้ศิลปินวาดรูป หรือเขียนสิ่งที่ลอยเข้ามาในความคิดโดยไม่ต้องสนใจเหตุผลตรรกะใดๆ งานศิลปะของเซอร์เรียลิสม์จึงเป็นทั้งเนื้อหาและสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ผุดบังเกิดจากจิตไร้สำนึก (หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นการสร้างสรรค์จากโลกภายในของศิลปิน และโลกที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ของโลกกายภาพ)

เซอร์เรียลิสต์แต่ละคนอาจมีแนวทางในการนำเสนอแตกต่างไปบ้างตามแต่ความเคร่งครัดในหลักการ หากโดยแก่นแล้วมักจะยอมรับในการหยิบใช้เรื่องราวในความฝัน การเขียน หรือวาดโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการแสดงออกของจิตไร้สำนึก

เอกลักษณ์อีกอยางหนึ่งของศิลปะแบบเซอร์เรียลิสม์ก็คือการใช้สิ่งที่เรียกว่า ความบังเอิญ (chance) มาเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอผลงาน โดยเฉพาะการหยิบเอาสิ่งของสองอย่าง (หรือมากกว่านั้น) ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องมาวางไว้ด้วยกัน เหมือนเป็นการพบกันโดยบังเอิญ ที่บันดาลให้เกิดความหมาย อารมณ์ความรู้สึกแปลกใหม่ เช่นการนำเอาหูกทอผ้า และร่มมาวางไว้บนเตียงผ่าตัด ซึ่งแม้แต่ละอย่างจะไม่มีความเกี่ยวเนื่องกันเลย แต่เมื่อมาอยู่รวมกันในพื้นที่เดียวกัน ก็ย่อมจะกระตุ้นให้ผู้ชมเกิดจินตนาการและความรู้สึกถึงเอกภาพแบบใหม่ ซึ่งไม่ขึ้นกับเหตุผลหรือตรรกะใดๆ ในโลกกายภาพ

นอกจากนั้น เซอร์เรียลิสม์ยังให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความบังเอิญทั้งหลายที่เราพบในชีวิตประจำวัน เหมือนว่าแท้จริงแล้ว มันมีความจริงที่ลึกซึ้งกว่าซ่อนอยู่ในนั้น

เซอร์เรียลิสต์ชาวสเปน โฆอัน มีโร (Joan Miro) มักจะเก็บสิ่งต่างๆ จากหาดทราย ค้นหาบุคลิกภาพอันพิเศษของสิ่งของเหล่านั้น แล้วจึงสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะที่ดูเหมือนอยู่ในความฝัน

มักซ์ แอร์นสท์ (Max Enrst) เซอร์เรียลิสต์ชาวเยอรมัน เป็นอีกคนหนึ่งที่ใช้วิธีการคล้ายคลึงกับมีโร เขาพยายามใช้งานศิลปะเผยให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งต่างๆ ที่ดูไม่เกี่ยวข้อง หากแต่ผูกผันกันด้วยความบังเอิญคล้องจอง แอร์นสท์พยายามซึมซับรับรู้ และแสดงให้ผู้ชมมองเห็นโลกวิญญาณภายในวัตถุสิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีอยู่เดิมตามธรรมชาติ หรือสิ่งที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น

ศิลปะของเซอร์เรียลิสม์โดยส่วนใหญ่จึงมักจะชี้ให้เห็นถึงพลังวัตรที่ขับเคลื่อนไหวเวียนอยู่ในสรรพสิ่ง เป็นความเชื่อมโยงเกี่ยวแก่กันระหว่างโลกภายนอกกับโลกภายในที่ไม่สามารถแบ่งแยกจากกันได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งเซอร์เรียลิสม์เชื่อว่า ภายใต้การหลอมรวมของโลกทั้งสองด้าน ความจริงที่ซ่อนอยู่จะถูกเปิดเผยออกมา

ที่จริงแล้ว การค้นพบว่าวัตถุสิ่งของมีวิญญาณ หรือความลับบางอย่างซ่อนอยู่นั้นมีมาเนิ่นนานแล้ว เช่น ความเชื่อในศาสนาฮินดู ชินโต คริสตศาสนา นิกายสรรพเทวนิยม ความเชื่อของชนพื้นเมืองในหลายๆ ภูมิภาคทั่วโลก หรือโดยเฉพาะในศาสตร์แห่งการเล่นแร่แปรธาตุ ซึ่งกล่าวกันว่า เป็นการฉายภาพของจิตไร้สำนึกของคนลงไปยังวัตถุธาตุ (ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก ทองแดง ตะกั่ว ฯลฯ) ซึ่งนักเล่นแร่แปรธาตุเชื่อว่า เป็นตัวแทนของวิญญาณในระดับต่างๆ ซึ่งสามารถหลอมรวมกันกลายเป็นทอง อันเป็นธาตุที่แสดงถึงวิญญาณบริสุทธิ์

3. จิตวิทยาแห่งจิตไร้สำนึกในศิลปะยุคใหม่

ศิลปินนั้นเป็นเครื่องมือแห่งยุคสมัยของพวกเขา ซึ่งก็ทำให้จิตวิทยาที่อ้างอิงกับชีวิตส่วนตัวของศิลปินอธิบายงานศิลปะได้เพียงส่วนเดียว ในบทนี้เราจะได้กล่าวถึงลักษณะโดยทั่วไปของสิ่งที่เรียกว่า ‘จิตไร้สำนึก’ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างจิตไร้สำนึกกับศิลปิน

ในมุมมองของคาร์ล ยุง จิตไร้สำนึกไม่ใช่สิ่งเลวร้ายหรือสิ่งที่ดีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หากแต่มันมีหน้าที่ในการสร้างสมดุลให้แก่จิตสำนึก เมื่อจิตสำนึกเอนเอียงไปด้านใดมากจนเกินไป จิตไร้สำนึกก็จะทำหน้าที่ทดแทนอีกด้านเพื่อทดแทนถ่วงดุล

‘จิตสำนึก’ จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ คอยรับฟังสัญญาณเตือนจากจิตไร้สำนึก และค่อยๆ หลอมรวมส่วนต่างๆ ของจิตไร้สำนึกเข้ามาไว้ในจิตสำนึก เพื่อขยายพัฒนาการทางจิตอย่างต่อเนื่อง และเมื่อเราเชื่อมโยงแนวคิดที่ว่า ศิลปินย่อมเป็นเครื่องมือแห่งยุคสมัยเข้ากับหน้าที่ของจิตไร้สำนึก เราก็จะเริ่มเห็นว่าศิลปะยุคใหม่ โดยเฉพาะเซอร์เรียลิสม์นั้นคือการผละหนีไปจากโลกของเหตุผลที่บูชาวิทยาศาสตร์และความมั่งคั่งทางวัตถุ นี่เป็นเหตุผลให้ศิลปะร่วมสมัยในยุคเดียวกับเซอร์เรียลิสม์ดูไร้เหตุผล หรือมุ่งเน้นที่จะแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นนามธรรมและกราดเกรี้ยวรุนแรงมากขึ้น

นอกจากการถ่วงดุลแล้ว จิตไร้สำนึกยังทำหน้าที่สะท้อนพัฒนาการของจิตสำนึกที่เชื่อมโยงกับโลกกายภาพ คือยิ่งโลกกายภาพเกิดความหวาดหวั่น เกิดความแตกแยก หรือเกิดความสับสนมากขึ้นเท่าไร จิตไร้สำนึกก็ย่อมยิ่งแสดงออกผ่านศิลปะที่เป็นสัญลักษณ์ ซับซ้อน และไร้ระเบียบมากขึ้นเท่านั้น

ปอล เกลฺ (Paul Klee) จิตรกรชาวสวิส ผู้มีชีวิตอยู่ร่วมยุคร่วมสมัยกับขบวนการเซอร์เรียลิสม์กล่าวว่า “ยิ่งโลกน่าหวาดกลัวขึ้นเท่าใด… ศิลปะก็ย่อมจะกลายเป็นนามธรรมมากขึ้นเท่านั้น และในขณะที่โลกสงบสุข ศิลปะจะดูเสมือนจริง{3}” กล่าวคือยิ่งเมื่อโลกเราเข้าสู่สภาวะยุ่งเหยิงมากเท่าใด ศิลปะก็จะหันหลังให้โลกภายนอกและจมดิ่งสู่โลกภายในมากขึ้นเรื่อยๆ

การหันหลังให้โลกกายภาพเพื่อกระโจนเข้าไปในโลกแห่งจิตไร้สำนึกของเซอร์เรียลิสม์นั้น แม้จะสร้างสรรค์ความแปลกใหม่และหยิบยื่นประสบการณ์อันเป็นคุณูปการอย่างมากมาย แต่กระนั้นวิธีการดังกล่าวก็เต็มไปด้วยอันตรายอย่างยิ่งยวด เพราะโดยพื้นฐานแล้ว จิตไร้สำนึกประกอบขึ้นจากปม (complexes) และต้นแบบทางจิต{4} (archetypes) จำนวนมากซึ่งเปี่ยมไปด้วยพลังอันมหาศาลที่สามารถจะถ่าโถมท่วมทับศิลปินผู้ที่ไม่พร้อม หรือยังไม่ถึงแก่เวลาที่จะเปิดตัวเองสู่โลกแห่งจิตไร้สำนึก

อารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรงยากต่อความควบคุมและอาการผิดปกติทางจิตในรูปแบบต่างๆ นั้นล้วนมีที่มาจากพลังของจิตไร้สำนึกทั้งสิ้น การปลดปล่อยพลังเหล่านี้เข้าสู่จิตสำนึกในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอาจจะรุนแรงเกินกว่าศิลปินบางคนจะรับได้ และส่งผลในเชิงทำลายล้าง (กรณีนี้คล้ายๆ กับตอนที่กลุ่มเซอร์เรียลิสม์ทดลองโดยการให้โรแบรต์ เดสโนส พูดออกมาในตอนที่อยู่ในภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่น ซึ่งปรากฏว่า เดสโนสลุกขึ้น แล้วคว้าเอามีดวิ่งไล่แทง ปอล เอลูอารด์ กวีที่เดสโนสเกลียดชังอยู่ลึกๆ)

ดังนั้นแม้ศิลปินจะสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่แลดูมหัศจรรย์มากสักเพียงใด แต่ปัญหาทางจิตที่เกิดติดตามมา อาจจะทำให้ศิลปินผู้นั้นต้องมีชีวิตที่ทนทุกข์ทรมานและหลายกรณีก็จบลงด้วยการฆ่าตัวตาย ดังนั้นแนวทางเซอร์เรียลิสม์ที่มุ่งจะลดทอนความสำคัญของจิตสำนึก เหตุผล และเปิดรับเฉพาะสัญลักษณ์ต่าง ๆ จากจิตไร้สำนึกนั้นย่อมมีความเสี่ยงสูง ที่จิตไร้สำนึกจะกลืนจิตสำนึกไปโดยสมบูรณ์ การณ์เช่นนี้ย่อมจะนำไปสู่ทุกขภาวะทางจิต หรือเสี่ยงต่อการเกิดความเจ็บป่วยทางใจ โดยเฉพาะโรคจิตเภท โรคซึมเศร้า หรือมีบุคลิกแปลกแยก ซึ่งศิลปิน-นักเขียนหลายๆ คนที่อยู่ในกลุ่มเซอร์เรียลิสม์ อาทิเช่น อ็องโตแน็ง อาร์โตด์, เรอเน่ เคลฺอแว็ล หรือปอล ริโกต์ต่างก็โดนคุกคามด้วยอาการเจ็บป่วยดังกล่าวด้วยกันแทบทั้งสิ้น

คาร์ล ยุงได้แบ่งสภาวะการสร้างสรรค์งานศิลปะออกเป็นสองแนวทางกว้างๆ คือ สภาวะเชิงจิตวิทยาส่วนบุคคล (psychological mode) และสภาวะเชิงนิมิต (visionary mode)

สภาวะสร้างสรรค์เชิงจิตวิทยาส่วนบุคคลนั้นคือ สภาวะสร้างสรรค์โดยที่เกิดจากประสบการณ์และเนื้อหาของจิตสำนึกเป็นหลัก เป็นการสร้างสรรค์งานศิลปะในลักษณะดั้งเดิมที่ใช้ความคิด เหตุผล กฎเกณฑ์ และหลักการต่างๆ ทางศิลปะเพื่อนำอารมณ์ ความรู้สึก และสัญลักษณ์ที่พบในชีวิตประจำวัน และโลกกายภาพมาทำให้กลายเป็นศิลปะ หากจะมีส่วนใดที่เกิดจากอิทธิพลของจิตไร้สำนึกนั้นก็จะสามารถเห็นได้ชัดว่า เป็นจิตไร้สำนึกในระดับส่วนตัว คือเป็นความเก็บกด ความหลงไหล ฯลฯ ที่แม้ศิลปินเองจะไม่ได้รับรู้ หรือแสดงออก แต่เราก็สามารถจะวิเคราะห์ได้อย่างชัดเจนว่า เนื้อหาของงานศิลปะนั้นๆ เกิดมาจากประสบการณ์ส่วนใดในชีวิตของศิลปิน

สภาวะการสร้างสรรค์เชิงนิมิตแตกต่างจากสภาวะแรกอย่างเห็นได้ชัด ตรงที่งานศิลปะจากสภาวะอันนี้จะเต็มไปด้วยพลังทางสัญลักษณ์ และมีรูปแบบที่กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกอย่างน่าแปลกประหลาด หรือเป็นงานที่เมื่อชมแล้วชวนให้พิศวงงงงวยว่ามันที่มาอย่างไร เนื้อหาของงานประเภทหลังนี้มักจะวางอยู่ระหว่างขั้วของความดีและความเลว แสงสว่างและความมืด  ความสวยงามที่คั่นกลางความละเมียดละไมและความดิบเถื่อน หรือเป็นงานก้าวข้ามความเป็นเหตุผล หรือไม่ได้มีเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน/ประสบการณ์ทั่วๆ ไปของศิลปิน และดูราวกับว่า งานชิ้นนั้นผุดบังเกิดมาจากพลังอันลึกลับผ่านมือศิลปิน ซึ่งยุงเรียกพลังดังกล่าวนี้ว่า จิตวิญญาณแห่งยุคสมัย (Zeit Geist-Spirit of the Age)

จิตวิญญาณในความหมายนี้ย่อมมิได้หมายถึง ‘ผี’ในความเชื่อทางไสยศาสตร์ แต่หมายถึงสภาวะจิตที่ผู้คนในแต่ละยุคสมัยมีร่วมกัน ในหลายครั้ง เรามักจะได้ยินศิลปินหลายคนพูดว่า งานของพวกเขาเกิดขึ้นจากบางอย่างที่อยู่เหนือจิตสำนึกและตัวตนของพวกเขา หรือกระทั่งพวกเขาเหมือนเป็นร่างทรงของบางสิ่งที่เปี่ยมไปด้วยพลังอันสร้างสรรค์ ซึ่งทำให้เรากล่าวได้ว่า ภายใต้สภาวะการสร้างสรรค์เชิงนิมิตร เราไม่สามารถเข้าใจว่างานชิ้นนั้นประกอบไปด้วยเนื้อหาอะไรและมีความหมายอย่างไร หากเรามองจากมุมของประสบการณ์ส่วนตัวของศิลปินแต่เพียงอย่างเดียว  และหากเราดึงดันที่จะใช้วิธีการดังกล่าว เราก็จะเบี่ยงเบนหันเหไปจากความหมายที่แท้จริงของงานชิ้นนั้นๆ ซึ่งมีต่อยุคสมัยและมนุษยชาติ เช่นการอ่านความหมายของงานศิลปะของดา วินชีว่าเป็นเพียงแต่ความเก็บกดทางเพศเท่านั้น

4. บทบาทสามขั้นของศิลปะต่อพัฒนาการทางวัฒนธรรม

อีริค ฟอน นูมันน์ (Erich Von Neumann) นักจิตวิทยาในสายของคาร์ล ยุง คือผู้สร้างทฤษฏีพัฒนาการสามขั้นของศิลปะอันมีบทบาทต่อพัฒนาการทางวัฒนธรรมที่มีนัยสำคัญต่อยุคสมัย โดยกล่าวว่าวัฒนธรรมนั้นเกิดจากความคิด ความเชื่อ ความสนใจ การให้ความสำคัญกับอารมณ์ความรู้สึกร่วมและเนื้อหา ทางสังคมที่มีลักษณะเฉพาะของจิตสำนึกในยุคนั้นๆ กล่าวคือ วัฒนธรรมคือจิตสำนึกร่วม (collective consciousness) นั่นเอง

นูมันน์ยังเห็นด้วยกับคาร์ล ยุงอีกด้วยว่า นอกเหนือจากจิตสำนึกร่วมแล้ว แต่ละยุคแต่ละสมัยยังมีสิ่งที่เรียกว่า จิตไร้สำนึกร่วม (collective unconsciousness) ซึ่งประกอบด้วยต้นแบบทางจิต ที่เป็นดั่งสัญชาตญาณที่ทุกๆ คนมีร่วมกัน จิตไร้สำนึกร่วมเป็นที่มาของพลังความสร้างสรรค์ และอารมณ์ความรู้สึกซึ่งไม่อาจอธิบายได้ด้วยเหตุผลทั่วไป และในแต่ละยุคนั้น ก็จะมีรูปแบบทางจิตบางส่วนที่เชื่อมโยง สะท้อน ส่งทอดไปสู่วัฒนธรรมในแต่ละสมัย

เช่น รูปแบบทางจิตแห่งแม่ (mother archetype) ซึ่งแสดงออกผ่านความเลื่อมใสในพระแม่มารีและงานศิลปะอันยิ่งใหญ่ที่มีเธอเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาในยุคกลาง หรือรูปแบบทางจิตแห่งโลก (earth archetype) ซึ่งทำให้ผู้คนมาสนใจความสวยงาม ยิ่งใหญ่ และรุ่มรวยของโลกกายภาพ ซึ่งนำไปสู่รูปแบบศิลปะที่เน้นความเสมือนจริงในยุคพื้นฟูศิลปวิทยา ยุคคลาสสิค และช่วงกลางของศตวรรษที่ 19 เราจะเห็นได้ว่า จิตไร้สำนึกร่วมนั้นมีปฏิสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับวัฒนธรรมต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในรูปของจิตสำนึกร่วมของผู้คนในแต่ละยุคสมัย ซึ่งนูมันน์ได้แบ่งพัฒนาการดังกล่าวออกเป็นสามขั้น

ขั้นแรก  ศิลปะเป็นเครื่องมือในการแสดงออกของวัฒนธรรมแห่งยุคสมัย นี่เป็นช่วงเวลาที่ศิลปินส่วนใหญ่ต่างก็สร้างสรรค์ผลงานศิลปะตามความคิดความเชื่ออันเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในห้วงเวลานั้นๆ ขั้นตอนนี้ทำให้เกิดรูปแบบทางศิลปะที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างไปในแต่ละยุค หากแต่ยิ่งศิลปินทำศิลปะที่เชื่อมโยงสร้างสรรค์บนความนิยมแห่งยุคสมัยมากขึ้นเท่าใดก็จะยิ่งเป็นการสร้างกำแพง หรือเปลือก (wall& shell) ห่อหุ้มวัฒนธรรมมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเปลือกหุ้มเหล่านี้ทำให้ผู้คนในยุคต่างๆ เกิดความคุ้นชิน และความนิยมชมชอบในรูปแบบทางศิลปะ และความคิดต่างๆ ที่มีลักษณะเฉพาะตามยุค จนไม่สามารถมองเห็นข้อเสีย หรือข้อด้อยของเนื้อหาวัฒนธรรม (ที่มักไม่สามารถไล่ทันความเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ การเมือง หรือไม่สามารถนำเอารูปแบบใหม่ๆ มาผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมที่มีอยู่เดิมได้) ซึ่งก็มักจะนำไปสู่ความเอนเอียงทางด้านวัฒนธรรมอย่างสุดโต่ง หรือเป็นอุปสรรคต่อการแสดงออกที่สามารถเปลี่ยนแปลงและสร้างความหมายใหม่ให้แก่ผู้คน และสังคมได้ ซึ่งลักษณะเช่นนี้นำไปสู่พัฒนาการทางศิลปะขั้นต่อไป

ขั้นที่สอง ศิลปะมีหน้าที่ทดแทนความตื้นเขิน หรือความสุดโต่งของวัฒนธรรมแห่งยุคสมัย ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า จิตไร้สำนึกนั้นมีหน้าที่ในการทดแทน (compensate) บางด้านของจิตสำนึกที่เอนเอียง หรือสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง ผ่านการแสดงทางสัญลักษณ์และอารมณ์ความรู้สึกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ความฝัน การสร้างสรรค์ผ่านผลงานศิลปะ ที่เต็มไปด้วยความหมาย และเป็นคำตอบของยุคสมัย แต่หากเรา/สังคมไม่สามารถรับรู้สัญญาณที่ส่งมาจากจิตไร้สำนึก หรือไม่สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เกิดดุลยภาพแล้ว มันก็จะนำไปสู่ปัญหาความผิดปกติทางจิต เช่น การหันไปหาไสยศาสตร์ ความเชื่องมงายในสัญลักษณ์บางอย่าง หรือแม้แต่ความโกรธเกลียดที่ไร้เหตุผล อาทิเช่น การเหยียดผิว เหยียดชนชาติ เหยียดศาสนา เหยียดสถานะทางสังคมที่สามารถนำไปสู่การนองเลือด หรือแม้แต่การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ได้

ด้วยเหตุนี้ เซอเรียลิสม์ จึงถือได้ว่าเป็นกระบวนการสำคัญ ที่ดึงมวลมนุษย์กลับสู่สมดุลแห่งโลกนามธรรม โลกที่ให้คุณค่ากับสิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากเหตุผลและวิทยาศาสตร์ อันเป็นพัฒนาของจิตสำนึกร่วมที่ทำให้มนุษย์ได้ค้นพบตัวตนในอีกด้านหนึ่งของพวกเขา การใช้จิตไร้สำนึกของเซอร์เรียลิสต์จึงถือเป็นจุดหักเหสำคัญทางประวัติศาสตร์ความคิดที่ไม่อาจมองข้ามได้

ขั้นที่สาม ศิลปะที่ก้าวพ้นห้วงเวลา (Art in timelessness) เป็นระยะของศิลปะที่นอกจากสามารถทดแทนด้านที่ขาดของวัฒนธรรมแห่งยุคสมัยได้แล้ว ยังสามารถแสดงถึงสัญลักษณ์ที่มีคุณค่าต่อพัฒนาการทางจิตของมนุษย์ หรือสะท้อนถึงสัญลักษณ์และความหมายที่ไม่ขึ้นกับยุคสมัย

กล่าวคือเป็นศิลปะที่มีความเป็นอมตะ และสามารถแสดงสัญลักษณ์บางอย่างที่สำคัญต่อพัฒนาการทางจิตและสังคมได้ ไม่ว่าผู้ชมจะอยู่ในยุคใด ผลงานเหล่านี้รอวันที่จะให้มนุษย์แต่ละคนค้นพบความหมายและพลังของมันด้วยตัวเอง ศิลปะในขั้นนี้มีปราฏอยู่ในทุกแขนง อาทิเช่น ภาพเขียนของเรมบรันด์ งานประพันธ์เรื่อง Faust ของเกอเธ่ ฯลฯ

คำถามก็คืองานในแนวเซอเรียลิสม์ชิ้นใดที่พอจะเข้าข่ายศิลปะที่ก้าวพ้นห้วงเวลา? ผลงานที่พอจะเข้าข่ายศิลปะที่ไม่ขึ้นกับกาลเวลานั้นก็อาจจะเป็นภาพ The Treachery of Images ของมากริตต์ Persistence of Memory ของดาลี หรือ Guernica ของปีกัสโซ่ (ถึงแม้ปีกัสโซ่จะมีงานหลากแนวนอกเหนือจากเซอร์เรียลิสต์ แต่อ็องเดร เบรอตงเห็นว่า ผลงานของเขานั้นให้แรงบันดาลใจแก่เซอร์เรียลิสม์อย่างมาก)

Guernica เป็นภาพที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสงครามกลางเมืองของสเปนที่เมืองแกร์นิก้าในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แกร์นิก้าเป็นเมืองที่กองทัพเผด็จการสเปนทิ้งระเบิดทำลายล้างฝ่ายต่อต้านเผด็จการโดยไม่คำนึงถึงชีวิตของผู้หญิงและเด็ก ภาพวาดดังกล่าวนอกจากจะปลุกเร้าถึงอารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรงต่อสงครามแล้ว ยังซ่อนแทรกสัญลักษณ์ และรหัสหมายต่างๆ ที่มีมาแต่โบราณ

ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์ของกระทิงซึ่งแสดงถึงพลังความรุนแรงที่ไม่อาจต้านทานได้  แสงไฟจากหลอดไฟฟ้าที่แสดงถึงความล้ำสมัยแห่งเทคโนโลยีและอาวุธสงครมอันเป็นสิ่งเทียมไม่เป็นไปตามธรรมชาติ   แสงเทียนที่แสดงถึงความดีและความหวังที่เต็มไปด้วยความเป็นมนุษย์  ดาวห้าแฉก ฯลฯ  ซึ่งนอกเหนือไปจากสัญลักษณ์ที่กล่าวมาแล้ว ภาพ Guernica ยังส่งผลต่อจิตใจของผู้ที่ได้จ้องมองอย่างตั้งใจและปลดปล่อยให้จิตไร้สำนึกของตนได้สื่อสารกับสัญลักษณ์และเนื้อหาที่ถูกสร้างขึ้นด้วยพลังของจิตไร้สำนึกร่วม ซึ่งไม่ว่าจะอีกกี่ร้อยปีข้างหน้า ภาพดังกล่าวนี้ย่อมจะยังคงเป็นที่เข้าใจ หรือสามารถกระตุ้นเร้าเพื่อให้บทเรียนที่สำคัญแก่มนุษย์ได้เรื่อยๆ ไป

พัฒนาการทั้งสามขั้น ตั้งแต่ศิลปะที่เป็นการแสดงออกของวัฒนธรรมแห่งยุคสมัยไปสู่ศิลปะในฐานะการทดแทนด้านมืดบอดทางวัฒนธรรม และศิลปะที่ก้าวพ้นห่วงเวลานั้น ล้วนแต่เป็นพัฒนาการของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมและจิตไร้สำนึกร่วม โดยมีจิตวิญญาณของศิลปินเป็นสื่อกลาง พัฒนาการดังกล่าวคือสัญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงให้สังคมโดยรวมได้เรียนรู้ และปรับเปลี่ยนทัศนะของตนเอง เพื่อผลักดันให้เกิดวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา ซึ่งสามารถผันแปรไปตามวิวัฒนาการของมนุษยชาติ

สังคม หรือชนชาติใดที่ไม่รับ หรือปฏิเสธสัญญาณ และการตอบรับจากโลกของศิลปะนั้นย่อมนำไปสู่วัฒนธรรมที่แก่ตัวลง เปลี่ยนแปลงยาก ยึดมั่นในจารีตประเพณีจนสุดโต่ง  และตายลงโดยไร้การสืบสาน ซึ่งแน่นอนความตายของวัฒนธรรมนั้นย่อมนำไปสู่วิกฤติและความรุนแรงที่จะเกิดแก่สังคมนั้นๆ ซึ่งจะต้องใช้เวลาอีกนานในการเยียวยาเพื่อให้เกิดเอกภาพและความสมดุลบนความแตกต่างอีกครั้ง

5. ภิกษุสันดานกา สัญญาณเตือนจากซอกหลืบแห่งสังคมสยาม

ประเทศไทยมีบริบทด้านการเข้าถึงศิลปะบริสุทธิ์ที่แตกต่างจากสังคมตะวันตกมาก หลายคนยังคงเชื่อว่าสิ่งที่กล่าวมาในเรื่องปฏิสัมพันธ์ระหว่างศิลปะและจิตไร้สำนึกนั้น อาจจะใช้ไม่ได้กับสังคมไทย เพราะศิลปะที่ผู้คนไทยเข้าถึงส่วนใหญ่ยังสะท้อนลักษณะศิลปะเหมือนจริง คือเป็นรูปเป็นร่าง ดูรู้เรื่อง ฟังเข้าใจ อ่านรู้เรื่อง ซึ่งหากใช้กรอบการวิเคราะห์สถานะทางจิต (หรือแนวคิดของปอล เกลฺ) ย่อมจะแสดงว่า สังคมไทยไม่ได้เผชิญกับความแตกแยกทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมไทยไม่ได้ตื้นเขิน หรือมืดบอด และจิตไร้สำนึกไม่มีผลต่อการแสดงออกทางศิลปะของสังคมไทย ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นความจริง

สำหรับผู้ที่ติดตามความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง วัฒนธรรม และศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทยก็คงจะตอบเป็นเสียงเดียวว่าแท้จริงแล้วพัฒนาการทางศิลปะของไทยในยุคหลัง ซึ่งเป็นไปในทางที่ออกจากความจริงในโลกกายภาพมากขึ้นเรื่อยๆ นั้นไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงผ่านสื่อกระแสหลัก หรือกิจกรรมทางสังคมทั่วๆไป  หากแต่ซ่อนอยู่ในซอกหลืบของสังคมที่อยู่นอกเหนือความควบคุมของวัฒนธรรมกระแสหลัก ที่ขับเคลื่อนด้วยความประนีประนอมระหว่างทุนนิยมและระบอบวัฒนธรรมจารีตอันเคร่งครัด

ในโลกตะวันตกประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงสัญญานบอกความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมจากจิตไร้สำนึกผ่านงานศิลปะที่ผลัดเปลี่ยนกันแสดงในหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์ทั่วไป  หรือแม้แต่สื่อกระแสหลักก็ยังมีช่องทางการนำเสนอศิลปะเหล่านี้อยู่บ้างอย่างต่อเนื่อง

แต่ประเทศไทยนั้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับช่องทางเหล่านี้ คือมีเพียงหอศิลป์ในมหาวิทยาลัยบางแห่ง และแกลเลอรี่ที่มีจำนวนน้อยและเข้าถึงยากเท่านั้น ประกอบกับสื่อกระแสหลักที่โหมกระหน่ำล้างสมองคนไทยให้ชื่นชมกับศิลปะเชิงพาณิชย์ หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องเป็นวัฒนธรรมไทยจารีตประเพณีไปเลย กล่าวคือบทบาทของศิลปะในบ้านเรายังไม่มีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับโลกตะวันตกหรือแม้แต่ประเทศในภูมิภาคเดียวกัน เช่น จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ฯลฯ อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมหรือจิตสำนึกร่วมที่ไร้รากฐาน ไร้ความต่อเนื่องระหว่างศิลปะไทยแบบดั้งเดิมและศิลปะสมัยใหม่ สังคมไทยจึงไม่มีกลไกที่จะรับสัญญาณเตือนทางวัฒนธรรมจากจิตไร้สำนึก และทุกครั้งที่สัญญาณเตือนนั้นหลุดออกมาสู่วัฒนธรรมกระแสหลักก็มักจะถูกต่อต้านอย่างรุนแรงโดยพันธมิตรแห่งสื่อทุนนิยมและระบอบจารีต

กรณีที่เห็นชัดเจนที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมาก็คือ ภิกษุสันดานกา ภาพวาดสีอครีลิกบนจีวร ของ อนุพงษ์ จันทร ผลงานซึ่งได้รับรางวัลเหรียญทองประเภทจิตรกรรมจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ครั้งที่ 53 ประจำปี พ.ศ. 2550

ภิกษุสันดานกา เป็นภาพของพระภิกษุที่มีปากเป็นกาสองรูป ซึ่งกำลังแย่งของในบาตร ภาพที่มีกลิ่นอายของเซอร์เรียลิสม์ชิ้นนี้เชื้อชวนให้ผู้ชมตีความได้หลากหลาย หรือกระทั่งพูดได้ว่า ‘ภาพ’ ได้ ‘พูด’ ในสิ่งที่ศิลปินไม่ได้ ‘บอกบท’ อาทิเช่น การสื่อแสดงให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ (sacred) และความสามานย์ (profain) ที่อยู่ควบคู่กันในสังคมพุทธ (ตุ๊กตาปั้น, ลูกประคำในย่าม, รอยสักกฤตยาคม ซึ่งผลงานทั้งหมดรองรับด้วยผ้าจีวร) หรือหากไม่มองว่าเป็นการวิจารณ์เสียดสีพฤติกรรมของสงฆ์แล้วก็คงต้องนับว่า เป็นภาพซึ่งสะท้อนถึงความใจกว้างอย่างยิ่งของพุทธศาสนาที่รับเอา ‘อมนุษย์’ สองตนเข้ามาบวชเป็นเพศบรรพชิต (ซึ่งก็ชัดเจนว่าคงต้องใจเวลาอีกนานกว่า ‘สงฆ์ประหลาด’ ทั้งสองจะสำรวมได้อย่างสงฆ์จริงๆ) หรืออีกในหลายๆ ประเด็นที่ไม่สามารถนำมากล่าวในที่นี้ได้หมด

อย่างไรก็ดี หลังการจัดแสดงผลงานดังกล่าวไม่นาน เครือข่ายชาวพุทธและพระสงฆ์จำนวนหนึ่งก็ได้ออกมาต่อต้านอย่างรุนแรงว่า ภาพภาพนี้ถือเป็นการหมิ่นแคลนศาสนา โดยที่ฝ่ายต่อต้านนั้นลืมไปว่า หากภาพดังกล่าวทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันสงฆ์จริง หนังสือพิมพ์ที่ลงข่าวเสื่อมเสียในแวดวงพระนั้นก็น่าจะถูกประท้วงด้วย

ซึ่งแน่นอนว่า ปัจจุบันนี้การเห็นพระที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม ใช้วัดเป็นสถานบันเทิง หรือสถานประกอบการธุรกิจอวิชชาพ่อมดหมอผี หรือแม้แต่เป็นโรงงานผลิตวัตถุบูชา เป็นสิ่งที่พบเห็นได้โดยทั่วไป ดังนั้นความรู้สึกของชาวพุทธที่จะขัดเคืองใจกับผลงานดังกล่าวจึงอาจไม่เข้มข้นเท่าบางกลุ่มองค์กร หรือโดยเฉพาะฝ่ายที่เสียประโยชน์จากการดิสเครดิต ‘ลัทธิบูชาวัตถุ/พระเครื่อง’

หากเรามองข้ามเรื่องยุ่งๆ ที่เกิดขึ้นกับผลงานชิ้นนี้ไป เราก็จะพบว่า แท้จริงแล้วทุกๆ สถาบันของสังคมต้องการการวิจารณ์และตรวจสอบด้วยกันแทบทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนี้ตัวศิลปินเองจึงมีสิทธิตั้งคำถามและวิพากษ์สถานะของพระสงฆ์ โดยไม่จำเป็นต้องออกตัวว่า ผลงานชิ้นนี้มาจากความตั้งใจดีที่ต้องการชี้ให้เห็นถึงความตกต่ำของพุทธศาสนา แต่สิ่งที่ตัวศิลปินและแม้แต่กรมศิลปากรออกมาชี้แจง รังแต่จะยิ่งทำให้สถาบันศาสนาเป็นสิ่งที่แตะต้องหรือวิจารณ์ไม่ได้ ซึ่งในกรณีนี้ศิลปะจึงเป็นเสมือนเครื่องมือชิ้นหนึ่งในการสร้างสมดุล หรืออาจกล่าวได้ด้วยซ้ำไปว่า ภิกษุสันดานกา เป็นเพียงงานหนึ่งในหลายๆ ชิ้น ที่ได้รับพลังจาก ‘จิตไร้สำนึกร่วม’ เพื่อทดแทน และส่งสัญญาณให้คนไทยหันกลับมามองด้านมืดในวัฒนธรรมของตนเอง เพื่อเรียนรู้และแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น หรือเพื่อให้วัฒนธรรมพุทธสามารถพัฒนาขึ้นมามีชีวิตและมีความหมายต่อจิตสำนึกร่วมของชาติ ดังที่เคยเป็นมาในอดีต

แต่หากเมื่อใดก็ตามที่คนในสังคมปฏิเสธที่จะรับฟังสัญญาณเตือนดังกล่าว เมื่อนั้นความมืดบอดอันเกิดจากความยึดมั่นอย่างสุดโต่งในจารีตประเพณีหรือวัฒนธรรมเชิงพาณิชย์แต่เพียงอย่างเดียว ก็จะนำมาซึ่งความล่มสลายของทุกๆ สถาบันในสังคม และความโกลาหลในอีกหลายทศวรรษที่จะมาถึง

1 Sigmund Freud, Eine Kindheitserinnerung des Leonardo da Vinci,

2 Carl Jung, Psychology and literature, paragraph 134

3 Aniela Jaffe, Symbolism in Virtual Arts, Man and his symbol p. 311, 1964

4 archetype หรือ ‘ต้นแบบทางจิต้’  เป็นส่วนสำคัญของทฤษฏีจิตไร้สำนึกของคาร์ล ยุง  กล่าวคือเป็นส่วนของจิตไร้สำนึกที่มีอยู่ร่วมกันของมนุษยชาติ (collective unconsciousness) คล้ายๆกับเป็นสัญชาตญาณทางจิต ซึ่งมีรูปแบบดั้งเดิมในหลายส่วน ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการทางจิตของมนุษย์มาตลอด เช่น รูปแบบทางจิตเกี่ยวกับความรัก ความเกลียด  หน้ากาก ปัญญา เวลา แม่อันยิ่งใหญ่ วงกลมอันสมบุรณ์ ปีศาจ ฯลฯ ซึ่งมักจะแสดงตนขึ้นในจิตสำนึกผ่านภาพต่างๆที่พบเห็นได้ในความฝัน และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับจิตไร้สำนึก เช่นในภาพวาด ภาพเขียน เป็นต้น

(เคยตีพิมพ์ในวารสารหนังสือใต้ดิน #14)