แบบนี้เรียกว่าเป็น commoditization of public mourning หรือเปล่าครับ หรือเป็น Mourning factory

January 30th, 2008 § 0
แบบนี้เรียกว่าเป็น commoditization of public mourning หรือเปล่าครับ หรือเป็น Mourning factory

January 29th, 2008 § 11

ช่วงนี้ TRN กำลังคิดวางแผนว่าปีนี้จะมีแนวทางการหนุนเสริมเรื่องการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการแสวงหาและพัฒนาความรู้ที่หลากหลายอย่างไร อยากชวนคนอื่นคิดด้วยว่าปีนี้เราอยากให้เกิดอะไรขึ้นบ้างในโลกออนไลน์ไทย เบื้องต้นที่ TRN ได้แนวๆคร่าวๆ แบ่งเป็น Ecosystem layers คล้ายๆในหนังสือ the wealth of networks ดังนี้
Physical layer
Meta layer
Content layer
Social movement support layer
ขอความเห็นหน่อยนะครับ
January 28th, 2008 § 0
วันก่อนได้อ่านหนังสือ presentation zen ก็เลยคิดว่าน่าจะลองสรุปให้นักศึกษาฟัง สรุปไปสรุปมาก็ทำให้มันง่ายขึ้นไปอีก แล้วก็ใช้แนวแบบวะบิซาบิมาผสมผสาน คือเน้นความเรียบง่ายแต่สร้างแรงบรรดาลใจเกิดความเข้าใจบนความคิดที่ว่า “น้อยคือมาก” (Less is more)
ลองอ่านดูนะครับ มันเป็นเรื่องที่รู้ๆกันอยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยได้ทำ อ่านข้อความสั้นๆแล้วคิดจินตนาการตามก็จะเข้าใจได้ สำคัญคือความเรียบง่ายเหล่านี้ต้องนำไปสู่การปฏิบัติให้ได้ครับ
LINK ไปที่ slide ได้ที่นี่ครับ
January 28th, 2008 § 5
วันนี้ได้มีโอกาสกินข้าวเย็นคุยกับเก่งและคนทำงานใน google สองคนที่รับผิดชอบภูมิภาคแถวนี้… เขาดูง่วงกันพอควรเพราะเห็นว่าเครื่องเพิ่ง landed เมื่อสองชั่วโมงที่แล้ว คุยไปคุยมาหลายเรื่อง.. แต่ที่สนใจที่สุดคือ gap minder ซึ่งก็เป็น tool ใหม่ที่ google เพิ่งไป acquired มา เป็นเครื่องมือทำ data visualization ที่ interactive เหมาะกับการนำเสนอข้อมูลที่ซับซ้อนมาทำใหเข้าใจง่าย เช่นอัตราการตายเมื่อเทียบกับการเจริญทางเศรษฐกิจระหว่างหลายประเทศ หรือจังหวัด ซึ่งน่าจะเกิดประโยชน์มากกับการสื่อสารเพื่อให้เกิดผลเชิงนโยบาย ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไว้ที่ blog เดิมสนใจคลิกอ่านได้ที่นี่เขาว่าตอนนี้ที่ google head office ทางเข้าจะมี gap minder โชว์หราอยู่ คนที่ google ก็เลยรู้เรื่องนี้กันทั่วไป สิ่งที่น่าสนใจก็คือการนำข้อมูลสำคัญๆ เช่นข้อมูลสุขภาพคนไทยจากกระทรวงสาธารณสุขหรือ สสส. มานำเสนอ แบ่งตามจังหวัด แล้วเอาไปให้ที่ประชุมผู้ว่าดู รับรองว่าเกิดผลสุดๆแน่ เช่นการแข่งขันของแต่ละจังหวัดเรื่องการตายจากเอดส์ หรือแม้แต่ข้อมูลไข้หวัดนก อย่างไรก็ตามเขาว่าจะ connect ให้เพราะทางทีมที่ทำ gap minder คงอยากได้ dataset จากประเทศกำลังพัฒนาเพื่อเอาไปทดลองดู หวังว่าคงจะได้ทำอะไรเรื่องนี้ในอนาคตอันใกล้เขาว่าสิ่งที่เขาสนใจคือเรื่องของ content ในไทย ก็เลยชวนเขาว่าหากจะทำ google books / google scholars นั้นเรายินดีจะลองช่วยกันหา partner ที่สนใจในเมืองไทย เพื่อให้ฐานข้อมูลความรู้ งานวิจัย และหนังสือสำคัญๆเข้าถึงได้โดยคนทั่วไป ซึ่งอย่างไร TRN ก็คงต้องทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะทำกับใคร แต่หากมี technology partner ที่มีประสบการณ์มาแล้วก็คงจะดี
January 28th, 2008 § 14

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้แวะไปที่ร้าน Indus ที่จัด BarCamp Bangkok ครั้งแรกในภูมิภาคแถวนี้
ไปก็สบายใจๆเพราะเห็นคนน่าเก่าๆที่คุ้นเคยกันดีเดินไปเดินมา ในฐานะ sponsor เล็กๆรายหนึ่งก็เลยมาดูว่าเป็นไง
จากนั้น Hunt & Joy และ Keng & 1 ก็บอกว่ามีคนมารวมๆกัน 200 คนในงานนี้ มีมาตั้งแต่คนจากอเมริกามางานนี้โดยเฉพาะ
งานนี้มีทั้งคนไทย ฝรั่ง แขก จีน ครบทุกรส หลักๆก็พูดไทยและอังกฤษ (อาหารอินเดีย อร่อยมาก)
แนวการจัดก็ง่ายๆ มีห้องสี่ห้าห้อง ใครมาก่อนก็มาลงชื่อกับหัวข้อที่จะพูดและเวลา จากนั้นก็สลับกันพูด ตั้งกะเช้ายันเย็น
เนื้อหามีตั้งแต่สุดยอดเทคนิคไปจนถึงแนวทางการทำหนัง AV (Geekship as common denominator)
ตลอดงานได้ยินเด็กๆพูดถึงมนุษย์ที่เรารู้จักเช่น อาร์ท กานต์ มาร์ค ลิ่ว กล้า เสมือนหนึ่งว่าเป็นตำนานในวงการใหม่นี้ เลยรู้สึกแอบดีใจไปด้วย
ประมาณว่าหากมีระเบิดเกิดขึ้นในงาน เว็บ 2.0 จริงๆของไทยก็คงจะหายไปซะงั้น
เลยมานั่งคิดว่าทำไมงานนี้ถึงสำเร็จ เลยสรุปเอาเองว่าประมาณนี้
0. สำคัญสุด มีคนที่อยากเห็นเรื่องนี้เกิดแล้วตั้งใจทำจริงๆๆๆๆ ทีมเก่งหนึ่งฮันท์ ฯลฯ ผมขอซูฮกมาในที่นี้
1. มี Brand Barcamp ซึ่งคนในวงการจะรู้จักอยู่บ้าง และอยากให้เกิดในเมืองไทย เมื่อเกิดขึ้นก็เลยมากัน
2. โลกมันแคบ สุดท้ายคนที่เป็นคนหลักๆที่ทำเว็บ 2.0 ก็เชื่อมโยงกันอยู่แล้ว เป็น Hubs-nodes เมื่อมีงานก็เลยชวนกันมาง่าย
3. วิธีการจัดงานแบบง่ายๆสบายๆไม่มีพิธีทำให้คนไม่อึดอัด และอยากมาก
4. เมืองไทยไม่ค่อยมีที่ให้พูดเรื่องแบบนี้กันซักเท่าไหร่ เกิด excess demand
ุ
5. หลายๆคนรู้จักกันออนไลน์ในชื่อต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่ม bloggers เลยอยากเจอตัวเป็นๆ
ึ
6. สถานที่จัดอยู่ในเมือง เดินทางไม่ยากนัก
7. The method whose time has come, similar to Pecha Kucha
คิดต่อไปว่าจากความสำเร็จนี้จะทำอะไรต่อได้บ้าง
1. สร้าง community ของ barcamp bangkok ให้แข็งแรงขึ้นอีกจาก interaction online ที่จะเกิดขึ้น รวบรวม slide / note / video clips ขึ้นออนไลน์ เพื่อจะได้เป็นจุดเชื่อมโยงชุมชนคน geek ในเมืองไทย
2. นำแนวทางแบบนี้ไปค่อยๆสร้าง community อื่นๆ เช่นสิ่งแวดล้อม โลกร้อน CSR Design4Development ฯลฯ พัฒนาทีม organizer /method ให้สามารถขยายไปสร้างชุมชนความสนใจเฉพาะแบบนี้อีกหลายๆชุมชน ซึ่งบ่อยครั้งสมาชิกก็คงจะซ้อนกัน และสามารถใช้สมาชิกจาก barcamp bangkok ขยายฐานออกไปได้
3. ต่อยอดชุมชน barcamp bangkok ไปสู่เรื่องดีๆที่เฉพาะมากขึ้น เช่นจัดงานเล็กประมาณว่า barcamp ตอน Internet solution for better society แล้วประกวดไอเดียหรือสิ่งที่ทำอยู่แล้วเพื่อ attract investor / donors.
สิ่งที่ผมเสียดายก็คือไม่มีโอกาสทำความเข้าใจหรือเห็นไอเดียที่ KaosCapital จะเข้าไปหนุนได้ นอกเหนือจากที่พยายามหนุนอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยก็คงมีคนสงสัยว่าไอ้ KaosCapital ที่อยู่หลักเสื้อมันคืออะไร
