February 22nd, 2008 § § permalink

เมื่อวานนี้ได้ไปตอบคำถามใน Yahoo! รู้รอบเกี่ยวกับคุณรสนา ผู้สมัคร สว. ปัจจุบัน มีคนถามว่าเขาเป็นใคร ซักพักก็มีพวก liberal วิชาการแต่รู้ครึ่งๆกลางๆแต่กร่างมากมาตอบทำนองว่า พี่รสนาเป็น NGO ไม่มีหลักการ ต้านอย่างเดียว ขวางทางพัฒนาเศรษฐกิจ เรียกว่าพี่เขาเป็นพวกหลักเลน แค่ที่พี่เขาต้านการแปรรูป กฟผ. ที่มีเงื่อนไขไม่ได้เข้ากับแนวทางเศรษฐกิจเสรีนิยมด้วยซ้ำ ผมเลยเซ็งมากว่าคนที่กล้าเอาความจริงมาชนทำลายพวกโกงกิน จนศาลปกครองตัดสินออกมาว่าเป็น deal ที่ผิด แต่มีแต่พวกพูดมากไร้สมองมาเถียง ผมก็เลยหาข้อมูลมาแปะไว้ อาจจะไม่สมบูรณ์แต่ก็น่าจะชัดเจนว่าจริงๆแล้วเธอเป็นผู้ที่มีหลักการจริงๆ ไม่ใช่หลักเลน ก็เลยเอามาแปะไว้ด้านล่าง เพื่อใครสนใจครับ
แต่นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
1. การขัดขวางการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ผิดกระบวนการ ไม่โปร่งใส และมีปัญหา เป็นการแปรรูปการผูกขาดโดยรัฐมาเป็นการผูกขาดโดยเอกชนไม่กี่รายนั้นไม่ได้เป็นการต่อต้านเศรษฐกิจเสรีเสมอไป แต่เป็นการปกป้องระบบเศรษฐกิจเสรีให้สามารถเติบโตอย่างยั่งยืนได้ คือต้องดูว่าเงื่อนไขต่างๆนั้นเหมาะสมตามที่ควรจะเป็นในทางทฤษฏีหรือไม่ ไม่ใช่เหมารวมกันไปหมด
2. รู้อะไรก็ควรจะมีข้อมูลมาคุยแลกเปลี่ยนกัน ไม่ใช่ด่าชาวบ้านเขาว่าโง่ไปหมด ทั้งๆที่ตัวเองรู้แต่ทฤษฎีไม่ได้ดูเงื่อนไขรายละเอียดของสถานการณ์จริง
อ่านรายละเอียดได้ด้านล่างครับ
จาก th.answers.yahoo.com

MadCat
รสนา โตสิตระกูล คือใคร?
ใกล้ เลือก สว. แล้ว พักนี้เห็นป้ายผู้ลงสมัครสว. เต็มสองข้างถนนเลย แต่คนนี้ เห็นเยอะเป็นพิเศษ และที่สำคัญ “เป็นผู้หญิง” อยากรู้ว่าเธอเป็นใคร ทำอะไรมาบ้าง ใครพอรู้ช่วยตอบด้วยนะคะ
-
by [Ashita]
-
รสนา โตสิตระกูล
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
รสนา โตสิตระกูล เป็นนักรณรงค์ด้านสุขภาพ และเพื่อผู้บริโภค มีบทบาทสำคัญในการเปิดโปงขบวนการทุจริต กรณีการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ในกระทรวงสาธารณสุข เมื่อ พ.ศ. 2541 และต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2548 ปัจจุบัน (พ.ศ. 2551) ลงรับสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2549 หมายเลข 241
ผลงานด้านสังคม
- เข้าร่วมโครงการพัฒนาชนบทเมื่อเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งปณิธานในการอุทิศตนเพื่อชาติ
- ตรวจสอบทุจริตยา หนึ่งในแกนนำในการเคลื่อนไหวล่ารายชื่อ 50,000 รายชื่อ เพื่อยื่นตรวจสอบการทุจริตยาของกระทรวงสาธารณสุข จนเป็นเหตุให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 15 ปี และถูกยึดทรัพย์เป็นจำนวน 233.8 ล้านบาท (รวมเวลาการเคลื่อนไหวทั้งสิ้นกว่า 6 ปี)
- ยับยั้งการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยื่นเรื่องต่อศาลปกครองในการยับยั้งการแปรรูปของ กฟผ. อันนำมาสู่คำสั่งเพิกถอนพระราชกฤษฎีกาแปรรูป กฟผ. ทั้ง 2 ฉบับ
http://th.wikipedia.org/wiki/รสนา_โตสิตระกูล
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9490000040907
-
by Kanes
-
เพียงแต่มีความเห็น
เธอเป็นหนึ่งใน NGO ของหลายๆ คน
ผลงานล่าสุดก็คือ ประท้วงการแปรรูป กฟผ.
แล้วก็เรียกร้องให้รัฐเอา ปตท.ออกจากตลาดหุ้น
ก็เรียกว่าได้คืบจะเอาศอก เพราะเห็นว่ายับยั้งการแปรรูป กฟผ.ได้
ก็เลยคิดว่านี่คือความถูกต้องสำหรับฉันและคนไทย
“ปล่าวเลยครับ” กฟผ.เป็นรัฐวิสาหกิจ โดยรัฐถือหุ้น 100%
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ น่าจะเป็นฉบับที่ 5 หรือ 6
ซึ่ง ปตท. กสท. การบินไทย เขาทำแผนเสร็จก่อนก็เลยแปรไปก่อน
ซึ่ง กฟผ. ทศท. และรัฐวิสาหกิจอื่นที่ทำกำไรได้ ก็จะต้องถูกแปร
ในโอกาสต่อๆ ไป
คุณรสนาฯ สามารถยับยั้งการแปรรูป กฟผ.ได้
ไม่ทราบว่าเกิดจากผู้เกี่ยวข้อง (?????) เกลียดทักษิณใช่หรือไม่
ถึงปล่อยให้เกิดอนาธิปไตยในบ้านเมืองโดยผ่านสถาบันของท่าน
โดยที่ท่านมิได้คำนึงถึงความถูกต้องและนโยบายของประเทศ
ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ถ้าสำนักแผนฯ ทำไม่ถูกต้องก็เสนอยุบเสียเลยก็หมดเรื่องไป
เรื่องแบบนี้ทำเพื่อหลักการหรือหลักกู
โดยส่วนตัวผมเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ที่มีผลขาดทุนทุกปี
ผมต้องไม่อยากให้มีการแปรรูปแน่ แต่ไม่สามารถต่อต้านได้
เพราะเราคำนึงถึงความถูกต้อง ซึ่งแนวความคิดการแปรรูป
มิได้เกิดในสมัยคุณชวน (แปรรูป กสท.โทรคมนาคมและไปรษณีย์)
มิได้เกิดในสมัยคุณทักษิณ (แปรรูป กฟผ. ทศท.)
แต่เกิดในสมัยนายกที่มองไม่เห็นมือ เอ้ย… พูดผิด
การกล่าวแบบนี้ก็ไม่ได้ว่าเกลียดคุณรสนาฯ
เพียงแต่มีความคิดเห็นในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง
ซึ่งยึดหลักการ ไม่ใช่หลักปักเลน ใช้ไม่ได้
เกรงว่าผู้ตั้งคำถามจะไม่เข้าใจ เรื่องหลักการ และหลักปักเลน
ดูตัวอย่าง โครงการโฮปเวลล์ นั่นเป็นไร
ถ้ายึดหลักการ วันนี้ประเทศไทยคงไม่ต้องพูดถึง logistic กันอีก
เข้าใจแล้วนะ… ผมไม่เลือกคุณรสนาฯ แน่ๆ …ขอบอก
———— คำตอบของผมมีดังต่อไปนี้
ตะกี้เห็นมีคำตอบประมาณว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นแนวทางที่ถูกต้องเสมอ ถ้าคุณรสนาแย้งและยังเป็น NGO อีก ก็แปลว่าคุณรสนาไม่ยึดหลักเศรษฐกิจเสรี และต่อต้านแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
เลยอยากจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้ในกรณีการยับยั้งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจไว้ซักเล็กน้อยครับ
หากฟังคำสัมภาษณ์ของคุณรสนาอย่างดีแล้ว คุณรสนากล่าวสนับสนุนการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ แต่ปัญหาก็คือต้องเปิดเสรีอย่างเป็นระบบ มีกลไกดูแล ตรวจสอบ และไม่ผูกขาด ในกรณีการแปรรูป กฟผ. นั้นกระทำขึ้นโดยขาดกลไกตรวจสอบที่โปร่งใส เป็นการแปรรูปการผูกขาดโดยรัฐไปเป็นการผูกขาดโดยเอกชนไม่กี่ราย โดยมีเงื่อนไขการผูกขาดการลงทุนจากประชาชนหรือนักทลงทุนทั่วไปอยู่อย่างมาก ซึ่ง ปตท. เองก็เป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรง
และ กฟผ. ยังใช้สถานะการผูกขาดของตนมาสร้างกลไกการประกันกำไรที่ราว 8 % โดยหากขาดทุนหรือมีต้นทุนเพิ่มขึ้นก็จะไปขึ้นเอากับผู้บริโภค ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือการนำเอาโบนัสของพนักงานไปไว้ใน cost structure แทนที่จะอยู่ในกำไรจากต้นทุนตามหลักปฏิบัติทั่วไป แน่นอนว่าหากปล่อยให้เงื่อนไขการผูกขาดดังกล่าวดำรงอยู่แล้วเข้าไปในตลาดหลักทรัพย์ ย่อมนำไปสู่ market distortion ขนาดใหญ่ในตลาด และย่อมไม่ได้นำไปสู่การเปิดเสรีที่ถูกต้องแต่อย่างใด โครงสร้างทุน (capital structure) ของ กฟฝ. นั้นกำไรแปรผันตรงกับขนาดการลงทุนในขณะที่ผลกำไรถูกกำหนดด้วยการประกันเอาไว้ ดังนั้นก็ย่อมทำให้เกิดแรงจูงใจ (incentives) ที่มุ่งเน้นการลงทุนขนาดใหญ่ ละเลย และปฏิเสธการพัฒนาระบบพลังงานทดแทนซึ่งลงทุนถูกกว่า
ดังจะเห็นได้จากการที่ กฟฝ. ทำนายอัตราการใช้พลังงานของประเทศที่สูงกว่าค่าจริงเสมอมานับสิบๆปี จนนำไปสู่การใช้ข้อมูลที่บิดเบือนเหล่านี้ในการพิจารณาและอนุมัติแผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซึ่งใช้เงินลงทุนสูงอีกด้วย
เงื่อนไขที่เลวร้ายต่อระบอบเศรษฐกิจเสรีนิยมในลักษณะนี้ย่อมไม่สามารถปล่อยให้เข้าไปสู่ระบบตลาดเงินตลาดทุนของประเทศได้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ผูกพันว่าจะไม่เปลี่ยนแม้จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ไปแล้ว อันจะทำให้ผลประโยชน์ของชาติอยู่ในมือของนายทุนขนาดใหญ่ไม่กี่รายในลักษณะผูกขาด และกลายเป็นกลไกถาวรที่จะผลักภาระมาสู่ผู้บริโภคทั่วไปอย่างผมและคุณในที่สุด
และเป็นการปิดกั้นการเปิดเสรีทางพลังงานของไทยอย่างยั่งยืนอีกด้วย นี้ผมยังไม่ได้พูดถึงกรณีความชอบมาพากลอีกหลายกรณีของผู้หลักผู้ใหญ่ที่เกี่ยวกับ deal นี้นะครับ
ผมจึงขอร้องให้ผู้ที่อาจจะด่วนสรุปเร็วเกินไปทั้งหลายว่าคุณรสนาเป็นพวกซ้ายจัดหรือพวกต้านทุกเรื่อง ได้พิจารณาจากข้อมูลทั้งหลายว่าแท้จริงแล้วคุณรสนานั้นช่วยให้เกิดระบบเศรษฐกิจเสรีที่มีประสิทธิภาพมีธรรมาภิบาล ซึ่งย่อมนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในอนาคต คุณรสนาต่อต้านการผูกขาดโดยเฉพาะการแปรรูปการผูกขาดจากภาครัฐไปสู่การผูกขาดภาคเอกชนที่จะเกิดขึ้นหากเงื่อนไขการ privatize เดิมทำได้สำเร็จครับ
ที่สำคัญก็คือการที่มีคนที่มีความคิดที่ชัดเจน มีตรรกะที่แข็งแรง และมีความกล้าอย่างคุณรสนานั้น ทำให้เกิดการให้ input กับศาลปกครองซึ่งใช้ทั้งหลักกฏหมายและเศรษฐศาสตร์มาร่วมพิจารณาแล้วเกิดข้อสรุปว่าเป็น deal ที่ผิดจึงเกิดการถอนออกไปในที่สุด ไม่ใช่คุณรสนาสรุปเอาเองนะครับ ช่วงนั้นมีนักเศรษฐศาสตร์หลายท่าน โดยเฉพาะที่เป็น neoclassic ด้วยซ้ำที่ออกมาร่วมให้ข้อมูล และร่วมอยู่ในกระบวนการพิจารณาครับ
ระบอบเสรีนิยมทางเศรษฐกิจจะอยู่ได้อย่างยั่งยืนก็ต้องบนหลักของความโปร่งใส ถูกต้อง ไม่ใช่ความมั่ว หรือการเหมาว่าใครต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนะครับก็ถือว่าไม่ใช่พวก liberal ไปเสียหมดนะครับ การปกป้องประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นเรื่องสำคัญนะครับ หากใครทำอย่างงี้แล้วโดนด่าหมด อีกหน่อยก็คงไม่มีใครออกมาทำอะไรดีๆมั้งครับ
ผมว่าก่อนจะหาว่าพี่เขายึด ‘หลักเลน‘ ไม่ใช่ ‘หลักการ‘ ก็น่าจะดูให้ชัดทั้งในเชิงทฤษฏีและเงื่อนไขในสถานการณ์จริงด้วยนะครับ อย่าลืมว่าศาลปกครองคงไม่ออกคำส่งมั่วๆแน่ครับ
ดังนั้นกรณี กฟผ. จึงไม่ใ่ช่เรื่องการขวางการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แต่เป็นการตรวจสอบและดำเนินการกับการแปรรูปที่ไม่มีกระบวนการที่ถูกต้องครับ
ส่วนกรณี ปตท. นั้นอาจจะต้องใช้จินตนาการบ้างครับ คือหากไม่สามารถจัดการกับรัฐวิสาหกรรมที่กำไรแสนล้านบนการพลักภาระให้ผู้บริโภคทั้งๆที่ไม่ได้มีหน้าที่ maximize profit เงื่อนไขตลาดทุนอาจจะเป็นวิธีการหนึ่งที่น่าจะมองดูครับ ลองดูงานวิชาการที่ link ด้านล่างครับ คุณรสนาอาจจะมีหลักการมากกว่าที่หลายท่านคิดครับ
ส่วนเรื่องแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯนั้นผมจะไม่ขอกล่าวถึงนอกจากอยากจะบอกว่าผลเชิงลบของแผนนั้นไม่น้อยนะครับ และแผนฯเองก็คงต้องการให้เกิดการแปรรูปที่กระทำอย่่างถูกต้องครับ
ผมเชื่อว่าคนอย่างคุณรสนาจะทำหน้าที่ สว. ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างดี อย่่างที่ผลงานของคุณรสนาที่มีมาโดยตลอดแม้จะไม่ได้มีตำแหน่งอะไร ผมเชื่อว่าการต่อต้านการโกงกินและความไม่ถูกต้องนั้น หากได้คืบแล้วต้องเอาศอกครับ ไม่งั้นประเทศก็คงจะโดนกินตลอดตัวแน่นอน
ผมเชื่อว่าผู้ตั้งคำถามเข้าใจอยู่แล้วละครับว่าหลักการต่างกับหลักเลนอย่างไร ไม่น่าต้องเป็นห่วงนะครับ
รายละเอียดเพื่อศึกษาเพิ่มเติม
ประเด็น กฟผ.
โครงสร้างกิจการไฟฟ้า โครงสร้างราคาค่าไฟฟ้า และแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP)
http://www.palangthai.org/docs/ElecStructureTariffPDP25.12.07.ppt
ธรรมาภิบาลกิจการไฟฟ้าในประเทศไทย: ตัวชี้วัดเพื่อรังสรรค์การปฏิบัติที่เป็นเลิศ และส่งเสริมระบบการรับผิดต่อสาธารณะ
http://www.palangthai.org/docs/EGTfinalreport.pdf
ประเด็น ปตท.
หมวก” ของรัฐ ผลกระทบ และบทเรียนของคดี ปตท.
http://www.fringer.org/wp-content/writings/state-hats-ptt.pdf
การปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครอง คดี ปตท. แนวทางและผลกระทบ
http://www.palangthai.org/docs/PTTverdictTUseminar9.1.08.ppt
February 22nd, 2008 § § permalink

ได้คุยกับคุณแดงที่อโชก้าเรืื่องเครือข่ายนักเรียนทุนรัฐบาล ซึ่งปีๆหนึ่งมีอยู่ประมาณ 50-60 คน แล้วก็มีซัก 20 คนที่ค่อนข้างสนใจอย่างมาก อยากมีส่วนร่วมในการกลับมาพัฒนาให้สังคมไทยดีขึ้น โจทย์ก็คือจะทำอย่างไรถึงจะเชื่อมโยงนักเรียนกลุ่มนี้เข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองและชุมชนของไทย และต่อเชื่อมพวกเขากับเครือข่ายคนที่สนใจเรื่องพวกนี้ได้
ไม่อย่างนั้นพอพวกเขาเรียนเสร็จก็อาจจะเสียโอกาสดีๆไป หรือบ่อยครั้งที่พวกเขากลัวว่าจะโดนระบบกลืนอุดมคติที่เขามีอยู่ตอนนี้ไป
ผมก็เลยเสนอว่าน่าจะลองจัดคล้ายๆค่ายเรียนรู้เคลื่อนที่ (mobile bootcamp) ตอนที่่พวกนี้กลับเมืองไทย ซักไม่เกิน 2 อาทิตย์ โดยเป็นลักษณะการไปพูดคุยกับคนที่ทำอะไรได้เรื่องในหลายๆวงการที่มีผลต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นจากฝ่ายราชการ technocrat องค์การพัฒนาเอกชน กลุ่มนักศึกษา กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง กลุ่มชาวบ้าน ฯลฯ โดยเน้นให้พวกเขาได้เปิดโลกแห่งความเป็นจริงให้เขาสามารถไปศึกษาต่อในเชิงทฤษฎีได้เมื่อกลับไป ทำให้ติดดินขึ้น และสร้างให้เกิดความเชื่อมโยง (connection) กับกลุ่มๆต่างๆเอาไว้ เมื่อเขากลับกันมาที่เมืองไทยในที่สุดจะได้มีเครือข่ายและเข้าใจสถานการณ์
นอกจากนี้ก็คิดว่าน่าจะมี seed fund หรือการสนับสนุนการทำ proposal เพื่อให้พวกเขาช่วยกันคิดเมื่อได้เห็นได้คุยกับผู้คนต่างๆแล้ว ว่าพวกเขาจะทำอะไรที่จะเกิดประโยชน์จริงๆ จะได้ไม่ได้เป็นการเรียนรู้แบบเชิงรับ แต่คิดให้รุกด้วย จะได้สามารถทำอะไรได้ต่อเนื่องขึ้น
ที่น่าสนใจก็คือพวกผมที่ TRN ก็เพิ่งคุยเรื่องว่าเราจะไปสร้างเครือข่ายของนักเรียนทุนของรัฐบาลได้อย่างไร เพราะพวกนี้น่าจะเก่งพอและสามารถทำประโยชน์ได้เยอะหากเชื่อมโยงกับกลุ่มความสนใจต่างๆที่เหมาะสมและมีทรัพยากรสนับสนุน คล้ายๆกับที่ Open Society Institute ทำอยู่ในยุโรปตะวันออก

จริงๆแล้วการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญๆของไทยก็เกิดจากนักเรียนทุน เช่นแม้แต่คณะราษฎรนั้นส่วนสำคัญก็เกิดจากแนวคิดของกลุ่มนักเรียนทุนรัฐบาลไทยในสมัยนั้น จนนำไปสู่การอภิวัฒน์ได้ในที่สุด บางทีนี้อาจจะเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่คนรุ่นใหม่จะมีบทบาทเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ดีขึ้นได้ และเป็นบ่อเกิดของนวัตกรรมทางสังคม เรายินดีสนับสนุนเต็มที่ครับ
February 19th, 2008 § § permalink
May the liar rot in Hell. ขอบคุณพี่ PH สำหรับภาพครับ
February 18th, 2008 § § permalink

Beethoven: Triple Concerto; Rondo in B flat; Choral Fantasy
Clemens Hagen (Performer), Ludwig van Beethoven (Composer), Nikolaus Harnoncourt (Conductor), Chamber Orchestra of Europe (Orchestra), Pierre-Laurent Aimard (Performer), Thomas Zehetmair (Performer)
วันนี้เอาอัลบั้มที่ซื้อมาซักพักแล้วมาฟังใหม่บน iPhone ขณะนั่งรถไฟฟ้าบนดินใต้ดินไปกลับร้านตัดเสื้อและ office รู้สึกว่ามันเพราะและได้อารมณ์ Beethoven อย่างยิ่งยวด คือรู้สึกได้ถึงความดิบและเรียบง่ายที่เต็มไปด้วยอารยธรรมและความสวยงาม ความกลมกลืนของความละเอียดอ่อน และพลังที่พุ่งพล่านอย่างมีจังหวะทำนอง การสอดรับกันของ Piano และเครื่องสายทำได้อย่างเรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่ สลับช่วงช้าและเร็วในช่วงที่ไม่ห่างกันนัก ทุกท่วงทำนองเกิดจากอะไรที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อนแล้วค่อยๆพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งเพลงสุดท้าย Choral fantasy นั้นเต็มไปด้วยความสดใสและสนุกสนานแต่รู้สึกได้ถึงความหวังที่ยิ่งใหญ่ ผมแถบจะ march ไปตลอดทางที่เดินขึ้นรถไฟฟ้าเลย ไม่ได้รู้สึกดีกับเพลงมากๆขนาดนี้มาหลายเดือนแล้ว อัลบั้มนี้ได้ Gramophone Magazine แนะนำด้วย….
ชุดเพลงแรก Triple concerto นั้นคือมีตัวเด่นสามตัว เปียโน ไวโอลิน และ เชลโล่ โดยมีวงออเคสตร้าเล่นเสริมอยู่ด้านหลัง
Rondo คือเพลงที่มีท่วงทำนองหลักวนซำ้ไปเรื่อยๆแต่พัฒนาเปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่ซ้ำ และสลับกับทำนองอื่นๆอย่างต่อเเนื่อง
Choral fantasy ของ Beethoven นี้มีบทกวีที่กล่าวถึงชัยชนะของแสงสว่างต่อความมืด หรือความดีย่อมชนะความเลวร้ายอยู่ด้วย เป็นการเดินทางจากซีไมเนอร์ที่ทะมึนทึมลึกลับแฝงด้วยความไม่สบายใจ ไปสู่ซีเมเจอร์ที่สว่างไสวตื่นตัวและมีความสุข
February 17th, 2008 § § permalink
เมื่อวานได้นัดคุยกับเจ้านายเก่าของสหายผู้หนึ่ง ได้ความว่าเรามีความสนใจตรงกันหนึ่งเรื่อง กล่่าวคือการทำให้คนรุ่นใหม่เข้ามาการประกอบการทางสังคม (social enterprise) ซึ่งก็คือการริเริ่มองค์กรที่มีเป้าหมายในการแก้ปัญหาสังคมหรือสิ่งแวดล้อมโดยมีแนวทางที่มีความใหม่ เป็นนวัตกรรม มีประสิทธิภาพวัดผลได้ และยังสามารถสร้างรายได้ให้ยั่งยืนได้ด้วยตัวเองทางใดทางหนึ่ง
ไม่จำเป็นต้องขอเงินแหล่งทุนไปเรื่อยๆ หรือมีความสัมพันธ์ที่พิเศษกับแหล่งทุนเพียงพอที่ทำให้แหล่งทุนต้องใช้บริการอย่างต่อเนื่องและมั่นคง
ตัวอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นองค์กรที่ทำ E-Commerce ให้ชาวบ้านโดยรายได้ส่วนใหญ่กลับไปที่ชาวบ้าน ธุรกิจการทำ podcasting ประเด็นทางสังคม ธุรกิจการเป็นที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมในเชิงสถาปัตฯ หรือแม้แต่การทำภาพยนต์สะท้อนประเด็นทางสังคมแต่สามารถทำให้น่าสนใจ มีคนดู อันนำไปสู่การสร้างรายได้ที่มั่นคงอีกด้วย
อย่างไรก็ตามคนรุ่นใหม่ที่คิดไปในแนวทางนี้มีอยู่น้อยมากๆ จำเป็นที่ต้องเร่งจุดประกาย และหนุนเสริม กระตุ้นให้เกิดขึ้นมากๆ ไม่เช่นนั้นแม้จะสามารถสร้างตลาดทุนสำหรับการประกอบการทางสังคมได้สำเร็จก็อาจจะไม่สามารถหาองค์กรหรือธุรกิจเพื่อสังคมที่มากพอที่จะเกิดประสิทธิภาพในการลงทุนที่มีคุณภาพได้
ด้วยเหตุนี้จึงมีแนวคิดที่จะทำอะไรคล้ายๆการสร้างบรรยากาศแบบ Silicon Valley Startup Culture แต่เป็นสำหรับผู้ประกอบการทางสังคมขึ้น คือเป็นโครงสร้างและวัฒนธรรมที่ชื่นชมนวัตกรรมใหม่ ยอมที่จะเสี่ยง ล้มแล้วลุกได้ มี mentor และผู้สนใจให้ความช่วยเหลือ แต่เป็นไปด้วยการแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ ฯลฯ

(รูปจาก KaosPilot)
ทางออกของเรื่องนี้คือแนวคิดที่จะสร้างอะไรคล้ายๆโรงเรียนสอนธุรกิจทางเลือก (alternative business school) ขึ้นมาคล้ายๆเป็นวิทยาลัยการจัดการเพื่อการประกอบการทางสังคม ซึ่งในโลกนี้ใกล้เคียงที่สุดก็คือสิ่งที่เรียกว่า KaosPilot ทีเดนมาร์ค เป็น business school ที่เน้นให้นักศึกษาหรือผู้เข้ากระบวนการเรียนรู้เรื่องการทำธุรกิจแบบใหม่ๆโดยเฉพาะที่เป็นธุรกิจซึ่งเป็นนวัตกรรมทางสังคม และต้องให้ทดลองตั้งธุรกิจจริงๆขึ้นมาด้วยไม่ใช่แค่เรียนจากหนังสือหรือการพูดคุย เราก็อยากเห็นอะไรแบบนี้ในแบบ Asian เหมือนกัน แต่จะตั้งวิทยาลัยแบบนี้ขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราวก็คงไม่ง่ายนัก แต่เป็นเรื่องที่ผมอยากทำให้ได้เรื่องหนึ่ง
ก่อนที่จะเป็นขั้นนั้น ก็มีแนวคิดที่จะทำสิ่งที่เรียกว่า Thailand Bootcamp for Social Startups ซึ่งก็อาจจะเป็นอะไรคล้ายๆกับ Y-Combinator ที่ยุโรป หรือ Global Social Benefit Incubator (GSBI) ที่อเมริกา ซึ่งเป็นลักษณะของการค้นหาและคัดกรองคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียและกำลังเริ่มประกอบการทางสังคมที่มีความเป็นนวัตกรรมและมีโอกาสสร้างให้เกิดผลต่อสังคมสิ่งแวดล้อมได้มาก แล้วเอาคนพวกนี้มาจัดอบรมแบบเนื้อๆเน้นๆประมาณหนึ่งอาทิตย์เกี่ยวกับเรื่องแผนธุรกิจ ยุทธศาสตร์ การเงิน ฯลฯ และนำผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายมิติเช่นเทคโนโลยีหรือการเงินมาช่วยออกความคิดเห็น แนะนำให้กับผู้ประกอบการทางสังคมรุ่นใหม่ได้คิด ได้พัฒนาแนวทางของตน หรือสร้างความร่วมมือระหว่างกันและกัน เป็นแนวๆค่ายพัฒนาศักยภาพแบบเน้นผลงานสุดๆนั้นเอง
จากนั้นจึงคัดเลือกกลุ่มที่ผ่านกระบวนการ bootcamp ซึ่งมีแผนธุรกิจหรือแนวคิดที่พร้อมจริงๆ แล้วให้ seed money กับบางกลุ่มเพื่อให้เริ่มงานได้ เบื้องต้นคิดว่า seed pool รวมๆแล้วซักประมาณ 3 ล้านบาทก็จะสามารถทำให้คนสนใจได้แล้ว อาจจะลงกับแต่ละที่ 2 แสนขึ้นไปแล้วแต่ความเหมาะสม
ซึ่งองค์กรที่ได้รับ seed capital เหล่านี้ก็จะสามารถค่อยๆกลายเป็นองค์กรประกอบการทางสังคมที่อาจจะสามารถระดมทุนได้เองจากแหล่งทุนต่างๆได้ในอนาคต ซึ่งหากแหล่งทุนเหล่านั้นเห็นว่าผ่านกระบวนการลักษณะนี้มาแล้ว และได้รับการลงทุนระดับ seed มาแล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่เสี่ยงที่สุดในการลงทุน พวกแหล่งทุนต่างๆก็ย่อมจะอยากลงทุนมากขึ้น เพราะมีคนจัดการส่วนการลงทุนกับความเสี่ยง (risk-capital) ให้บ้างแล้ว
สรุปคือ TRN ในปีนี้น่าจะจัด Thailand Bootcamp Social Startups ที่จะมี intensive-workshop + access to seed capital เพื่อสร้างตลาดการประกอบการทางสังคม (อาจจะเน้น technology sector หน่อยตามความถนัดของเรา) แล้วค่อยๆดูว่าจะขยายเป็นวิทยาลัยได้อย่างไรในอนาคต