
วันนี้ได้คุยกับ Harold Rosen ซึ่งเป็น director และ Rawong Rojvanit, Program Analyst จาก IFC’s Grassroot Business Initiative ที่ไปสนับสนุนองค์กรที่ประกอบการทางสังคม (social enterprise) ในระดับ scale-up ขึ้นไป ลงทุนปีละหลายล้านเหรียญ
การพัฒนาตลาดทุนเพื่อการประกอบการทางสังคม

เรื่องส่วนใหญ่ก็คุยว่าเราจะนำเงินลงทุนจากต่างประเทศมาสนับสนุน social enterprises ในเมืองไทยและภูมิภาคได้อย่างไร โดยเฉพาะในกลุ่มที่ตั้งขึ้นใหม่ (start-ups) ซึ่งย่อมจะค่อยๆโตขึ้นไปจนกลายเป็นลูกค้าของ GBI ได้ในอนาคต หากไม่รีบสร้างกลุ่มพวกนี้ไว้ ตลาดขององค์กรด้านนี้ที่มีคุณภาพอาจจะโตไม่ทันกับความคาดหวังของผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการขยายตัวของตลาดการลงทุนในเชิงสังคม
ซึ่งเราก็เล่าให้ฟังว่าปีที่แล้วเราเข้าไปลงทุนสนับสนุนผู้ประกอบการทางสังคมรุ่นใหม่ผ่านหน่วยย่อยใน TRN ที่เราเรียกเท่ๆเอาเองว่า KaosCapital ประมาณ 6 กลุ่มในประเทศไทย และ 7 กลุ่มในต่างประเทศ ซึ่งมีหลากหลายตั้งแต่ทำ E-commerce ของชาวบ้าน ไปจนถึงทำ video podcasting service ซึ่งล้วนเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่มียุทธศาสตร์และแผนธุรกิจชัดเจนที่จะสร้างรายได้ให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงไม่ต้องพึ่งทุนให้เปล่าตลอดไป
อีกประเด็นหนึ่งก็คือลักษณะแนวโน้มขององค์กรอย่าง GBI และกองทุนที่ใกล้เคียงกันซึ่งกำลังค่อยๆจะลดบทบาทในเชิง retail investment ไปเป็น wholesome investment เพราะจะต้องพัฒนาความสามารถของการแข่งขันของตนบนเครือข่ายการเงินระดับสูง (high finance) มากกว่าจะมาพัฒนาขีดความสามารถในการเข้าถึง คัดกรอง และจัดการองค์กรประกอบการทางสังคมทังหลายโดยตรง หน้าที่ดังกล่าวจึงจะต้องมีองค์กรที่มาทำหน้าที่ในลักษระตัวกลางที่เชื่อมโยงประสานและจัดการการลงทุนทางสังคมในระดับ retail กล่าวคือลงทุนตรงกับองค์กรประกอบการทางสังคมต่างๆ
ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ TRN พยายามจะทำให้เกิดขึ้นโดยการพัฒนาความสามารถขององค์กรให้ทำหน้าที่นี้ให้ได้ ซึ่งก็คล้ายๆกับที่ สสส. ที่ต้องมีองค์กรมาบริหารงาน retail อีกทีซึ่งเรียกว่าผู้จัดการแผนงานนั้นเอง แต่ในกรณีนี้จะเป็นการจัดการในเชิง financial intermediary (ตัวกลางทางการเงิน) ซึ่งก็เป็นการเติบโตของอุตสาหกรรมการลงทุนเพื่อสังคม ซึ่งเริ่มมีการแบ่งงานตามความสามารถที่แท้จริงมากขึ้น ก็่ย่อมจะมี intermediary เหมือนในตลาดทุนทั่วๆไปนั้นเอง
ประเด็นสำคัญในเชิงเทคนิคก็คือการสร้าง Financial vehicle ที่จะสามารถจัดการทุนเหล่านี้ได้และการสร้าง portfolio หรือ survey ว่าตลาดดังกล่าวนี้มีขนาดเท่าใดในภูมิภาค ซึ่งทาง GBI อาจจะเข้ามาร่วมช่วยสนับสนุน TRN ในเชิงความร่วมมือทางเทคนิคได้ (technical assistance) เมื่อได้ข้อมูลและเข้าใจสถานการณ์จริงของตลาดแล้วจึงค่อยๆดูว่าจะร่วมมือกันในเชิงการจัดการการลงทุนอย่างไรต่อไป
เมื่อเขาถามว่าแล้วจะให้เขาช่วย TRN ได้อย่างไร ผมก็บอกว่าเบื้องต้นนอกจากความร่วมมือเชิงเทคนิคแล้ว สิ่งที่ผมอยากได้จริงๆก็มีสองข้อ คือ
1. เวลาของเขา ขอคุยด้วยแค่ 2 ครั้งต่อปี ที่ใดที่หนึ่งในโลก ซักครั้งละ 3 ชม.
2. ขอส่งทีมงานไปเรียนรู้ว่า GBI เขาลงทุนและจัดการการลงทุนอย่างไร ขอเวลาซักหนึ่งอาทิตย์เท่านั้น จะบินไปเอง และจ่ายค่าใช้จ่ายเอง
ดูเขาก็อึ้งๆไปแป๊ปหนึ่ง แล้วก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นรู้สึกสนุกขึ้นมาทันที เขาก็ตอบตกลง และบอกว่าหากเราไปจริงๆเขาจะจัด session เล็กๆให้ได้คุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มอื่นๆที่ DC เช่น Acumen fund ด้วย เราก็ happy เลย….
การยอมรับว่าตนไม่รู้หรือไม่แน่ใจอาจเป็นสิ่งที่สร้างความเชื่อใจให้นักลงทุน
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการสนทนากับเขาก็คือเรื่องของการยอมรับว่าเราอาจจะไม่แน่ใจหรือไม่รู้จริงๆในทุกเรื่องที่เรากำลังทำอยู่ เขาถามหลายรอบในหลายประเด็นที่ผมยังคิดไม่แตก ผมก็ตอบไปตรงๆว่ายังไม่แน่ใจหรือไม่รู้ ซึ่งเมื่อสนทนาเรียบร้อยแล้ว เขาก็เสริมขึ้นมาว่าเขาชอบการสนทนานี้เพราะเราไม่มั่นใจเกินไป เปิดกว้างที่จะเรียนรู้ใหม่ๆ และกล้าที่จะยอมรับว่าไม่รู้ในหลายๆเรื่อง
ซึ่งเขาบอกว่าเป็นสิ่งที่เขาไม่ค่อยได้เจอในวงการ เขาจึงอยากช่วยหนุนเราเพื่อให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาตลาดทุนเพื่อการประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship capital market) อย่างน้อยก็จากประสบการณ์ที่เขามี เนื่องจากเราบอกว่าเราไม่แน่ใจและไม่รู้ซึ่งเป็นความจริง ไม่ปิดบัง เขาจึงบอกว่าเขาเชื่อใจเรา เชื่อว่าน่าจะร่วมมือกันได้
ความยอมรับในความไม่สมบูรณ์ของตน ว่าตนไม่รู้ทั้งหมด ว่าทุกอย่างเป็นไปได้ ไม่แน่นอนนั้น กลับกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าขึ้นมาในสายตาของนักลงทุนบางคน ซึ่งค่อนข้างจะแปลกไปจากที่หนังสือแนะนำเกี่ยวกับการระดมทุนมักกล่าวว่าเราจะต้องแสดงให้เห็นว่าเรารู้จริงๆว่าเราคิดมาดีมากๆแล้ว และต้องไม่แสดงความสงสัยตัวเอง
สุดท้ายเขาว่า self-criticism is truly important ที่จะทำให้งานสำเร็จในวงการใหม่นี้
เลยเอาเรื่องนี้มาฝากคนที่อาจสนใจเรื่องคล้ายๆกัน…

ผู้ใหญ่มา:
โอ้… ท่านเจ้าพ่อรัฐมนตรีใหม่ยกเลิกยาถูก พวกคนจนติดเอดส์ พวกมะเร็งกิน จะทำยังไง?
ทุ่งหมาเมิน:
ไม่ต้องห่วง เจ้าพ่อท่านมีนโยบายให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาทดแทนได้ แบบใช้ฐานเดิมมาต่อยอด เป็นที่พึ่งสุดท้ายเลย!
ผู้ใหญ่มา:
ยาอะไร ?
ทุ่งมหาเมิน:
นโยบายเข้าถึงยา (บ้า) เอื้ออาทร แบบทั่วถึงกันหมดทั่วประเทศเลย
ผู้ใหญ่มา: ประหยัดดอกไม้จันทร์ด้วยนะเนี้ย (ฮา)
คุณเคยไปงานประชุมขนาดใหญ่ที่ผู้จัดได้ระดมสมองจากผู้ร่วมงานนับร้อยพันคนไหม ? ซึ่งคุณก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่พอประชุมจบ ข้อสรุปที่ได้จากความเห็นของผู้ร่วมประชุมก็มั่วไปหมด ไอเดียที่เอามาสรุปก็เลือกเอาที่ผู้ใหญ่ในงานชอบ สุดท้ายก็ไม่ค่อยได้อะไร นอกจากผู้จัดสามารถเหมาได้ว่าการประชุมนั้นๆมีข้อสรุปตามที่พวกเขาต้องการได้ ส่วนคุณก็นั่งบื้อๆรู้สึกเซ็งๆ
แต่คุณเชื่อไหมว่ามันเป็นไปได้ที่จะระดมสมอง ระดมไอเดียเป็นพันๆ แล้วผ่านกระบวนการคัดสรร หลอมรวม เชื่อมโยงอย่่างเป็นระบบ จนกลายเป็นสุดยอดไอเดียนวัตกรรมในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาโอกาสในประเด็นที่เราสนใจกันอยู่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ เหมือนกระบวนการผลิตของเครื่องจักรในโรงงานทำช็อกโกแล็ตที่รวมเอาวัตถุดิบต่างๆที่แตกต่างและหลากหลายมาผสมผสานกันเป็นช็อคโกแล็ตที่กลมกล่อมหลากรูปแบบและรสชาติอันสุดจะต้านทาน ….

(From Charlie and the Chocolate Factory)
จะดีไหมถ้ามีเครื่องสร้างนวัตกรรมจากคนหมู่มากอย่างที่ว่า และในทุกๆสัมมนาหรือการประชุมต่างๆ สามารถดึงเอาความคิดความเห็นความรู้ ที่เกิดจากความเชัี่ยวชาญเฉพาะของแต่ละคนที่ไปงานนั้นๆ แล้วสามารถหลอมรวมกันเป็นไอเดียนวัตกรรมคุณภาพสูงที่เราสามารถร่วมกันลงทุนได้เพื่ออนาคตที่สร้างสรรค์ได้ ? ไม่ใช่เป็นการจัดการความรู้แนวระดมสมองคุณภาพต่ำแต่บ้าเคลมแบบที่เราพบเจอกันบ่อยๆ

ข่าวร้ายคือ โดราเอมอนไม่มีเครื่องที่ว่านี้
ข่าวดีคือ ผมพึ่งกลับมาจาก Swiss และได้เข้าร่วมกับกระบวนการที่ทำให้พบว่าเครื่องที่ว่านั้นมีอยู่จริงๆ เดินเครื่องมาสิบกว่าปีแล้ว

ภาพด้านบนคือสิ่งที่เรียกว่า IdeaMachine ซึ่งอธิบายกระบวนการ IdeaFactory ซึ่งมีบริษัทที่ Switzerland ชื่อ BrainStore เป็นผู้คิดขึ้นและเดินเครื่องเปิดบริการจัดกระบวนการสร้างนวัตกรรมจากคนหมู่มาก ซึ่งมีลูกค้ามากมายในหลายลักษณะงาน ตั้งแต่บริษัทอย่าง BMW ไปจนถึงองค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศเช่น Swiss Agency for Development and Cooperation โลโก้เขาเป็นรูปสมองอย่างเท่ครับ

แนวคิดของเขาก็คือว่าไอเดียต่างๆที่จะนำไปสู่นวัตกรรมที่เยี่ยมยอดนั้นอยู่ในคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆทุกๆคน ไม่ใช่แค่อยู่กับผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษาเท่านั้น โจทย์จึงเกิดขึ้นว่าจะทำอย่างไรจึงจะสามารถรวบรวมไอเดียต่างๆ คัดกรองและสังเคราะห์ขึ้นเป็นไอเดียสุดยอดเพียงไม่กี่ไอเดียที่มีคุณภาพในเชิงนวัตกรรมที่นำไปใช้จริงให้เกิดผลได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้แนวคิดดังกล่าวจะไม่ใช่เรื่องใหม่ (ผมเคยเขียนแนวทางของอีกบริษัทหนึ่งที่ชื่อ Strategoz ไว้ อ่านได้นี่ที่)
แต่ความพิเศษของเขาคือความเชื่อที่ว่าเราสามารถที่จะจัดกระบวนการดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถที่จะสร้างไอเดียคุณภาพดีได้ในเวลาและทรัพยากรที่จำกัด เป็นการสร้างไอเดียในระดับอุตสาหกรรม (Industrial IdeaProduction) คล้ายกับเป็นโรงงานที่มีวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และผลลัพธ์ (input - process - output) ที่สามารถวัดผลได้ ตั้งเป้าได้ และควบคุมได้ในระดับที่ดี
ซึ่งการคิดและจัดการอย่างเป็นระบบระเบียบและสร้างสรรค์ไปพร้อมๆกันนั้นเป็นธรรมชาติของคนสวิสหรืออุตสาหกรรมในสวิสเลยทีเดียวที่สำคัญโรงงานไอเดียนี้ตั้งมาได้ 18 ปีแล้ว สามารถมีลูกค้าและขยายกิจการได้ในระดับที่ดีอีกด้วย
แน่นอนว่าโลกซึ่งนวัตกรรมกลายเป็นปัจจัยหลักแห่งการสร้างความสามารถในการแข่งขันนั้น บริการของBrainStore ย่อมจะเป็นที่ต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นการจัดการความรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมโดยคนหมู่มาก


(Idea Sand-box, reception air-port style)
โรงงานนี้มี office ที่น่ารัก น่าสนุก และน่าทำงานมาก คือมีที่ให้ทำงาน มีที่ให้นั่งคิด มีที่ให้ประชุม ในบรรยากาศสบายๆเต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ แม้แต่ห้องน้ำนอกจากมีสัญลักษณะหญิง ชาย แล้วก็ยังมีสัญลักษณะ Bisexual อีกต่างหาก


(toilet female,male, anythingelse) (Stairs to second floor)
มีระเบียงและพื้นที่โล่งให้ออกไปสูดอากาศคิดไอเดียได้ข้างนอก เรียกว่าเป็นสวรรค์ของคนรุ่นใหม่กันเลยทีเดียว
เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นว่ากระบวนการในการสร้างไอเดียนวัตกรรม อย่างมีส่วนร่วมจากคนจำนวนมากๆนั้นทำอย่างไร เราจะมาขยายรูป IdeaMachine ด้านบนให้ชัดขึ้นดังต่อไปนี้

(IdeaMachine)
กระบวนการที่เรียกว่า IdeaMachine นี้จะมีส่วนประกอบย่อยอยู่สี่ส่วนเสมอ คือ การรวบรวมไอเดียในเชิงรุก (IdeaBoosting) การบีบอัดไอเดีย (Compression) การคัดเลือก (Selection) และการสนับสนุนการใช้ไอเดียให้เกิดผลจริง (Implementation support)
ก่อนที่จะเปิดเครื่องเริ่มกระบวนนั้น จะมีขั้นตอนสำคัญอีกหนึ่งขั้นก็คือการกำหนดเป้าหมายกว้างๆและเงื่อนไขต่างๆของไอเดียที่จะเกิดขึ้น (Idea Conditions & Criteria) เพื่อให้กระบวนการมีเอกภาพและมีจุด focus ไม่หลุดออกไปจนไร้ประโยชน์
เช่นอาจจะกำหนดว่าเป้าหมายคือ 20 ไอเดียที่จะทำให้โลกกลายเป็นโลกของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่รับผิดชอบต่อสังคม และวางกรอบเงื่อนไขว่าไอเดียนั้นจะต้องเน้นไอเดียที่สามารถขับเคลื่อนภาพรวมในประเด็นดังกล่าวได้ เน้นการระดมและจัดการทรัพยากรในพื้นที่ มุ่งสนับสนุนคนรุ่นใหม่ ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้ได้ และต้องทำได้ภายใน 10 ปีเป็นต้น
1. การรวบรวมไอเดียเชิงรุก (IdeaBoosting) มีเป้าหมายในการรวบรวมไอเดียหรือแรงบรรดาลใจนับพันที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่เราสนใจอยู่ จากคนที่หลากหลายที่สุด โดยมีเทคนิคที่หลากหลาย เช่น
NetScouting คือไปดูข้อมูลเกี่ยวกับไอเดียที่เกี่ยวข้องจากอินเทอร์เน็ต
TrendScouting คือการนำกระแสสังคมเศรษฐกิจ แฟชั่น ฯลฯ ซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นนั้นๆเพื่อมาเป็นฐานให้คิดไอเดียต่างๆจาก trends ที่เกิดขึ้น
IdeaInterviews คือการสัมภาษณ์คนที่เกี่ยวข้องหรือสนใจเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ โดยเฉพาะคนจากลูกค้าเอง ในหลากหลายรูปแบบตั้งแต่โทรศัพท์จนถึงการนัดเจอจริงๆ อาจจะตั้งแต่ 30 คนไปจนถึงเป็นร้อยๆคน
ExpertInterviews คือการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในประเด็นนั้นๆ เพื่อให้ได้ความเห็นเชิงวิชาการ และเชิงลึกเป็นหลัก


(Idea boosting)
ซึ่งข้อมูลทั้งหลายทั้งปวงนี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานของกิจกรรมหลักของ IdeaBoosting ที่เราเรียกว่า….CreativeTeam ซึ่งเป็นการรวบรวมคนที่หลากหลายทั้งคนทั่วไปที่สนใจ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ คนรุ่นใหม่ ฯลฯ มารวมกันเพื่อสร้างไอเดียใหม่ๆขึ้นมานับพันๆไอเดียในเวลาไม่นาน
โดยไอเดียที่เกิดขึ้นมักจะเกิดจากการต่อยอดไอเดียหรือข้อมูลพื้นฐานที่ได้อย่างการใช้เครื่องมือที่กล่่าวมาแล้วด้านบน และไอเดียในขั้นนี้เรียกว่าเป็นไอเดียดิบคือยังไม่สุก ไม่ชัดเจน แต่พอใช้ได้ จะบ้าบอแค่ไหนก็ได้ขอให้อยู่ในกรอบคร่าวๆของ project ซึ่งได้กำหนดเงิื่อนไขกว้างๆมาแล้ว
2. การบีบอัดไอเดีย (Compression) มีเป้าหมายที่จะบีบอัด คัดกรอง และหลอมรวมไอเดียต่างๆที่ได้จากขั้นแรกเข้าด้วยกัน โดยมี process ย่อยๆดังนี้
IdeaCity เป็นการจัดแสดง Exhibition ของแรงบรรดาลใจ ไอเดีย และข้อมูลต่างๆที่ได้จากกระบวนการแรก ให้ผู้เข้าชม และจัดกระบวนการคัดเลือก และหลอมรวมไอเดียต่างๆเข้าด้วยกันให้เกิดความชัดเจนและคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆ
ThinkTank นำเอาผู้เชี่ยวชาญจากสาขาที่เกี่ยวข้องมาประเมินและพัฒนาคุณภาพของไอเดียที่เหลืออยู่จากกระบวนการ IdeaCity โดยเฉพาะการมองว่าไอเดียที่ได้นั้นตรงกับเงื่อนไขที่วางไว้ตั้งแต่ต้นอย่างไร โดยทัวไปก็อาจจะมีไอเดียประมาณ 20 ไอเดียที่เข้าสู่รอบนี้
IdeaDesign นำเอาไอเดียที่คัดเลือกและพัฒนาจาก ThinkTank มาออกแบบให้เป็นภาพเข้าใจง่าย อธิบายให้คนทั่วไปฟังแล้วรู้เรื่องอย่างรวดเร็ว และสามารถใช้ภาพเปรียบเทียบกับไอเดียใกล้เคียงได้อย่างง่ายดาย
3. การเลือกไอเดีย (Selection)เป็นการเลือกไอเดียโดยคนจำนวนมาก เช่นผ่านการจัดสัมมนา หรือการประชุม แล้วมีการนำเสนอไอเดียต่างๆที่ได้ออกมาจากกระบวนการ แล้วให้คนโหวตว่าชอบไม่ชอบอันไหน เท่าใด แล้วรวบรวมผลที่ได้แบบเกือบ Real-time สามารถบอกคนที่เข้าร่วมได้ว่าสรุปแล้วไอเดียไหนที่คนเลือกมาก เลือกน้อยและยังมีการแยกประเภทไอเดียที่เกิดการแบ่งขั้วของผู้เลือกอย่างรุนแรง (polarity) คือเป็นไอเดียที่มีทั้งคนชอบและเกลียดมากเท่าๆกัน
ซึ่งจากประสบการณ์ของ IdeaFactory มักจะเป็นไอเดียที่น่าสนใจและมีโอกาสสูงที่จะเกิดเป็นนวัตกรรมที่สำคัญได้ในอนาคต
4. การสนับสนุนให้เกิดการใช้ไอเดียได้จริง (Implementation support)ในขั้นนี้จะได้มีการรวบรวมคนที่เกี่ยวข้องกับการทำให้เกิดการดำเนินงานตามไอเดียที่มี แล้วมาช่วยกันทำ Roadmap ว่าควรจะแบ่งกลุ่มหรือควบรวมไอเดียต่างๆอย่างไร แล้วควรจะทำไอเดียอะไรก่อน อะไรหลัง เมื่อไหร่ ใครทำ ใครจะเป็นผู้สนับสนุน

(Road-mapping)
เมื่อได้ Roadmap แล้วก็ยังจะต้องทำงานเพิ่มว่าไอเดียใน Roadmap นั้นจะขายหรือทำให้มีผู้สนใจเอาไปใช้จริงๆได้อย่างไร มีการคิดถึงทั้งความน่าสนใจเชิงเหตุผลและอารมณ์ของไอเดียนั้นๆ เพื่อให้นำไปสู่การปฏิบัติได้จริงโดยมีผู้ปฏิบัติรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม และสุดท้ายก็มีการทำสรุปว่าแต่ละไอเดียใน Roadmap จะทำอย่างไรในภาคปฏิบัติโดยใครบ้าง ก็เป็นอันจบกระบวนการ IdeaMachine
หากสนใจเทคนิควิธีการเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องมือต่างๆที่สามารถนำมาใช้ได้ตลอดกระบวนการก็ลองคลิกดูที่นี่ครับ หรือจะอ่านหนังสือของ BrainStore ที่แนะนำกระบวนการไว้โดยละเอียดก็ คลิกที่นี่เลยครับ

(SDC chairman Walter Fust with our final roadmap)
ผมค่อนข้างประทับใจและเห็นประโยชน์ของกระบวนการดังกล่าวมาก หัวข้อที่ผมเข้าไปร่วมกับการใช้ IdeaMachine นี้ก็คือเรื่อง The World Of Sustainable Entrepreneurs by 2020 ซึ่งพยายามหาไอเดียที่ดีที่สุดที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการที่ใส่ใจดูแลและแก้ปัญหาสังคมให้ได้ในวงกว้างในระดับโลก ซึ่งผลที่ได้ออกมาก็ค่อนข้างน่าพอใจ
คือสามารถดึงเอาความสามารถของคนที่เข้าร่วมงาน Global Knowledge Conference 3 นับพันคนให้สามารถเกิดการพัฒนา คัดกรอง และหลอมรวมไอเดียได้อย่างดี ซึ่งไอเดียก็มีตั้งแต่ของชัวร์เช่นการสร้างตลาดทุนสำหรับผู้ประกอบการพันธู์ใหม่นี้ ไปจนถึงต้องมีเครื่องบินพับได้ (Foldable plane) เพื่อแก้ปัญหา logistics ซึ่งแม้จะเหมือนบ้าแต่ก็มีผู้กำลังพัฒนาอยู่จริง!
ข้อที่น่าสนใจที่สุดก็คือเจ้าของเขาบอกว่าเราเริ่มธุรกิจนี้ตอนอายุ 21 ก็คือ drop จากมหาวิทยาลัยมาทำเลย โดยตอนแรกก็เป็นแนวคิดง่ายๆว่าจะให้คนรุ่นใหม่วัยรุ่นสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างนวัตกรรมของบริษัททั่วๆไปอย่างไร ทำไปทำมาก็กลายเป็นเครื่อง IdeaMachine อย่างที่เล่ามา ที่ office มีคนรุ่นใหม่ทำงานเป็นหลักรวมๆ 60 คนเห็นจะได้ อายุก็เฉลี่ยไม่น่่าเกิน 22 - 35 แต่ก็มี staff ในระดับ manager ที่มีประสบการณ์มากกว่าช่วยดูแลอีกที
พอประชุมเสร็จแล้ววันรุ่งขึ้นเจ้าของ BrainStore ก็ชวนไปเดินข้ามเขาสูงประมาณ 1600 เมตร ก็ไปกับเขา หิมะหนามาก ด้วยความอ้วนทำให้ผมแทบตาย หมดแรงกันเลยทีเดียว เพราะเดินรวดเดียว 6 ชม.ไม่หยุดเลย

(รูปที่ยอดเขา)
ประชุมจบเราก็เลยตกลงกันว่าจะพยายามนำ process นี้มาลองดูในเมืองไทย อาจจะเป็นเรื่องโลกร้อน web2.0 หรือสุขภาวะ หรืออะไรซักอย่างที่จะมีคนอยากร่วมและมีคนจ่ายตังค์
หวังว่าเรื่องการจัดการความรู้ด้วยเทคนิคใหม่ๆที่เน้นนวัตกรรมแบบนี้จะมีประโยชน์บ้างครับ
สุนิตย์ 8-2-08