การออม-ลงทุนเพื่อเกษียณ สุดท้ายแพ้เงินเฟ้อ!

April 17th, 2008 § 0 comments § permalink

เมื่อช่วงสงกรานต์ได้ไปกินข้าวกับญาติๆพร้อมกับคุณตา มีญาติรุ่นพี่คนหนึ่งเป็น Fund Manager อยู่ที่ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งเป็นกองทุนเย็นที่ใหญ่ที่สุดกองหนึ่งในประเทศ เมื่อถามว่าพี่เขาเป็นห่วงเรื่องไหน หรืออยากทำอะไรที่สุดตอนนี้ เขาบอกว่าอยากไปจัดระบบการออม และการลงทุนเพื่อการเกษียณของคนไทยให้ใหม่ ทั้งในด้านการศึกษาและเชิงระบบการลงทุน

ปัญหาก็คือโครงสร้างประชากรของไทยกำลังจะเหมือนยุโรปขึ้นเรื่อยๆ คือจากปิระมิดตั้ง ไปเป็นปิระมิดกลับหัว เพราะคนสูงอายุจะเยอะขึ้นเรื่อยๆขณะที่สัดส่วนของคนวัยทำงานจะลดลงเรื่อยๆ หากปล่อยไปอย่างงี้โดยไม่มีการจัดการใดๆ เศรษฐกิจในอนาคตของประเทศย่อมจะถดถอยและมีวิกฤตอย่างแน่นอน

เพราะระบบการประกันสังคมและระบบการลงทุนเพื่อการเกษียณยังล้าหลังอยู่มาก ย่อมจะทำให้ระบบเศรษฐกิจมีภาระจนกระทบกับการเจริญเติบโตของประเทศ เพราะ surplus จะต้องถูกนำไปดูแลประชากรสูงอายุ ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นปัญหาสังคมอย่างรุนแรง ซึ่งปรากฏการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นในยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งแม้จะมีการพัฒนาแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบตลอดมา แต่ก็ยังไม่สามารถจัดการได้อย่างแท้จริง แล้วเมืองไทยจะเหลืออะไร

ปัญหาเชิงระบบอีกข้อก็คือการออมหรือการลงทุนเพื่อการเกษียณในปัจจุบัน มักจะมียุทธศาสตร์ในลักษณะที่ ultra conservative คือไม่ยอมให้มีโอกาสเสียเลยแม่แต่ quarter เดียว ได้ดอกเบี้ยหรือปันผลน้อยไม่เป็นไร ซึ่งผลตอบแทนของการบริหารกองทุนในลักษณะนี้ย่อมจะทำได้มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารเพียงเล็กน้อย และย่อมไม่สามารถสู้กับเงินเฟ้อได้ เช่น ถ้าคิดง่ายๆ แบบ simplify หน่อย ถ้าได้ผลตอบแทนได้เพียง 5% ในขณะที่เงินเฟ้อ 7% ในปีนั้นๆ ก็ย่อมทำให้สินทรัพย์ที่แท้จริงติดลบ 2 % นั้นเอง

ซึ่งหากปล่อยให้เรื้อรังต่อเนื่องไปก็ย่อมทำให้ผู้ออมหรือผู้ลงทุนนั้นแทบจะไม่ได้อะไรเลย แถมยังเสียอีกในระยะยาว ไม่ต่างอะไรกับเอาเงินทองฝังโอ่งเอาไว้ แล้วยอมรับว่าสมบัติอาจจะร่อยหรอลงไปเรื่อยๆเมื่อเปิดฝาโอ่งจะเขามาใช้ยามแก่ และทำให้ระบบเศรษฐกิจมหภาคไม่สามารถนำเงินออมจำนวนมหาศาลนี้ ไปใช้ลงทุนในกิจการหรือโอกาสที่มีความเสี่ยงมากขึ้นเล็กน้อย แต่อยู่ในกรอบซึ่งพอจะควบคุมได้เลย

ถ้าปัญหานี้แก้ไม่ได้ เรื่องสุขภาวะผู้สูงวัยในอนาคตนั้นแทบไม่ต้องพูดกันเลย

กระบวนคิด ultra conservative ในลักษณะนี้ ในสภาวะที่ฐานประชากรที่สร้างรายได้จริงลดลงเรื่อยๆ ย่อมเป็นการปิดประตูการใช้เงินเก็บของคนในยุคนี้เพื่อไปขยายการลงทุนในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ และย่อมไม่นำไปสู่การยอมรับความจริงว่า

(1) ประชาชนทั่วไปผู้ต้องการออมย่อมไม่มีความสามารถในการจะบริหาร จัดการการลงทุนเพื่อการเกษียณที่ต้องได้ผลตอบแทนมากกว่าเงินเฟ้อ (inflation) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องเกิดสถาบันการลงทุนที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคล้ายในต่างประเทศ

(2) บริษัทหลักทรัพย์ และกองทุนรวมทั่วไป ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการจัดการการลงทุนในลักษณะนี้ และมักคำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทมากกว่าความจำเป็นและความเหมาะสมของผลประโยชน์ผู้ออมผู้ลงทุน

อีกประเด็นหนึ่งก็คือการลงทุนเพื่อสังคม ในลักษณะที่ไม่ใช่ทุนให้เปล่านั้น ในต่างประเทศนั้นที่มาของการลงทุนเพื่อสังคม (Non-grant social investment) หรือการลงทุนที่รับผิดชอบต่อสังคม (SRI Funds) นั้นก็มักจะมาจากกองทุนหรือลูกค้าของสถาบันการเงินที่มุ่งเป้าเก็บเงินระยะยาวเพื่อการเกษียณหรือเป็นการจัดการทรัพย์สินระยะยาวแทบทั้งสิ้น หากตลาดการลงทุนเพื่อการเกษียณของไทยยังคับแคบแบบนี้ การเจริญเติบโตของทั้งการลงทุนเพื่อสังคมและ SRI ก็คงจะไม่สดใสนักเช่นกัน

สิ่งที่น่าจะต้องลองคิดว่าจะทำอย่างไรก็คือ

1. การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ ด้านการออมการลงทุนเพื่อการเกษียณ หรือเพื่อดูแลตัวเองเมื่อยามมีอายุมาก ซึ่งอาจจะต้องทำลงไปถึงระดับโรงเรียนตั้งแต่เล็กๆ ใช้ระบบ IT เพื่อทำให้เกิด account การเก็บที่ interactive มีการแข่งขัน เปรียบเทียบ เรียนรู้ในลักษณะหนึ่งลักษณะใดได้อย่างกว้างขวาง คล้ายๆเป็นการปลุกกระแสการออมเหมือนยุคธนาคารออนสินให้กลับมาอีกครั้ง แต่เหมาะกับยุคปัจจุบัน

2. ศึกษาจัดตั้งสถาบันการลงทุนที่เชี่ยวชาญในการลงทุนเพื่อการเกษียณ ที่ยอมรับความเสี่ยงมากขึ้น หรือนวัตกรรมในการบริหารจัดการทางการเงินอื่นๆ ทั้งในเชิงระเบียบกฏเกณฑ์ต่างๆ โอกาสในการตั้งเป็นเอกชน รัฐ หรือเป็นองค์กรอิสระ และการใช้หรือพัฒนาเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมรองรับ เพื่อให้ประชาชนและกองทุนต่างๆนำเงินมาลงทุน

3. การพัฒนาแนวทาง standard และระเบียบการลงทุนที่เหมาะสมกับการลงทุนเพื่อการเกษียณ แล้วประยุกต์เข้ากับสถาบันการเงิน หรือกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินที่มีอยู่แล้ว

เรื่องนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำเริ่มต้นอย่างไร แต่คิดว่าสำคัญในเชิงเศรษฐกิจและความมั่นคงของคนไทยมากๆ คิดว่าต้องแนะนำให้พี่เขารู้จักกับคุณคนชายขอบเสียแล้ว เพื่อจะนำไปสู่อะไรที่ชัดเจนได้

Always 2 กับความอบอุ่นของอดีตที่ผมยังจำได้

April 16th, 2008 § 2 comments § permalink

เมื่อคืนได้ไปดู Always ภาค 2 แล้วรู้สึกยังเยี่ยมเหมือนเดิม เปิดฉากด้วยก็อซซิลล่าเลยตกใจนิดหน่อย ดูจบก็ตื้นตัน อบอุ่น น้ำตาซึมเหมือนภาคที่แล้ว

ได้ข่าวว่าคนแสดงเป็นนักเขียนไส้แห้งได้รางวัลดารานำชายยอดเยี่ยมของ Japanese Academy ซึ่งคล้ายๆ OSCAR ของญี่ปุ่นด้วย

สิ่งที่รู้สึกกับหนังเรื่องนี้ก็คือภาพของอดีตที่ผมยังคงจำได้รางๆ

ครอบครัวที่อบอุ่น ช่วยเหลือกัน ไม่ไฮโซ รักกันเต็มที

เพื่อนบ้านที่รู้จักกันหมด ช่วยเหลือกัน สอดรู้สอดเห็นในทางที่ดี รักใคร่ปรองดองกันดี เป็นกำลังใจให้กันและกัน

สรุปว่าทุกๆคน care กันมาก

ความพอมีพอกินไม่ร่ำรวย จะซื้ออะไรก็ซื้อร้านแถวๆบ้าน ขายของชำ

หนังเรื่องนี้คำหลักๆที่ผมจำได้คือ “มันมีบางสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าเงิน” และหนังทั้งเรื่องก็เหมือนพยายามจะพิสูจน์เรื่องนี้

สังคมไทยเองก็กำลังจะผ่านโลกแห่งเมืองเล็กๆที่มีเพื่อนบ้านรู้จักกันหมด ครอบครัวใกล้ชิดกัน ไปสู่โลกแห่งเมืองใหญ่ที่ตรงข้ามกันแทบทุกอย่าง

ถ้าสุดท้ายสิ่งที่เราต้องการคือความเป็นห่วงเป็นใยใส่ใจของคนรอบตัว… อนาคตอาจจะลดโอกาสสิ่งเหล่านี้ลงเรื่อยๆ

Blogged with the Flock Browser

Tags: , ,

9 เคล็ดวิชานวัตกรรมของ Google โดย Marissa Mayer!

April 15th, 2008 § 5 comments § permalink

Marissa Mayer เป็น VP ฝ่าย Search Product และ User Experience ของ Google และชักนำคนเก่งๆมาทำงานที่ Google อีกมากมาย เมื่อวานได้ฟัง podcast ของเธอที่ Stanford Technology Venture Program’s

http://edcorner.stanford.edu/authorMaterialInfo.html?mid=1554

เลยได้ข้อสรุปสั้นๆมาเก้าข้อ

1. ไอเดียมาจากทุกที่ทุกทาง จากบนลงล่าง จากล่างขึ้นบน จาก users และทุกๆคน สำคัญคือต้องจับไอเดียมาเข้าระบบที่ทำให้ไอเดียที่ดีได้สุดค่อยๆขึ้นไปสู่สุดยอดได้ผ่านการแข่งขัน การสนับสนุน และข้อมูล

2. แบ่งปันทุกๆอย่าง ต้องทำให้คนในองค์กรแชร์ทุกความคิด ต้องให้แต่ละคนก้าวข้ามความคับแคบเกี่ยวกับเรื่อง credit ฯลฯ ต้องทำให้องค์กรให้ความสำคัญกับคนที่ก่อให้เกิดไอเดียเยอะๆดีๆโดยไม่มาคำนึงมากเกินไปว่าไอเดียไหนของใคร

3. จ้างคนที่เยี่ยมที่สุด ไม่ใช่แค่คนฉลาด (hire not just the best but the most brilliant) การทำงานกับคนที่เยี่ยมย่อมทำให้เราได้เรียนรู้ และลดความจำเป็นเกี่ยวกับกฏระเบียบต่างๆ

4. สิทธิที่จะคว้าฝันในเวลางาน เช่นการให้ 20 % ของเวลางานเพื่อการพัฒนาอะไรที่ตัวเองสนใจ ซึ่งครึ่งหนึ่งของ features ทั้งหมดใน products ของ Google เกิดจาก 20% นี้

5. ไม่ต้องสมบูรณ์พร้อม ปล่อยบริการออกมาแบบ beta ไม่ต้องเรียบร้อยมาก แล้วค่อยๆพัฒนาจาก feedback มี tip ว่าควรจะ launch product ช่วงวันจันทร์ถึงวันพุธ

6. ข้อมูลไม่เป็นการเมือง (data is apolitical) การตัดสินใจต่างๆเกี่ยวกับบริการของ google ขึ้นกับข้อมูลมาสนับสนุนเป็นสำคัญ และเป็นข้อมูลที่ชัดเจนที่ได้จากผู้ใช้บริการ ซึ่งย่อมจะลดการเมืองภายในองค์กรได้

7. ความคิดสร้างสรรค์รักข้อจำกัด (creativity loves constraints) ยิ่งมีข้อจำกัดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา หาทางออกมากเท่านั้น

8. เน้นคนใช้ไม่ใช่เงิน ยิ่งทำให้เกิดการเข้ามาใช้ของ users ได้มากเท่าไหร่ เงินจะตามมาเอง

9. อย่าฆ่าโครงการที่อาจไม่สำเร็จ ค่อยๆพัฒนาปรับเปลี่ยนมัน

เมื่อถามว่าเธอเองมีเคล็ดลับประสบผลสำเร็จอย่างไร เธอตอบว่า

1. ทำงานให้หนัก

2. ทำให้รอบๆตัวมีแต่คนเก่งๆ จะได้เรียนรู้

3. ทำสิ่งที่เรายังไม่พร้อม จะทำให้ได้เรียนรู้มากเป็นพิเศษ

คิดอย่างไร เมื่อต้องสื่อสารเพื่อ (เรียนรู้ + พัฒนา)

April 13th, 2008 § 33 comments § permalink

ไปเจอ blog ของ Dave Gray เจ้าของ Xplane.com ผู้ให้บริการ information visualization / management เขียนแนะนำไว้ว่าโมเดลการคิดเพื่อการสื่อสารควรจะเป็นอย่างไร

สรุปสั้นๆก็คือมี 3D = < Discover-vision, Design-clarity, Do-result> แล้ววนเป็น loop ซึ่งมีกระบวนการย่อยๆที่ต้องตอบ 10 อย่างคือ

Dave Gray » 3d: A model for learning and improvement

1. เราต้องการอะไร
2. ใครสามารถช่วยให้เราได้อย่างที่ต้องการหรือไปสู่เป้าหมายได้
3. ทำไมคนพวกนั้นต้องสนเรื่องนี้ด้วย
4. ข้อมูลอะไรที่จำเป็นเกี่ยวข้องในการทำให้คนพวกนั้นสนใจ
5. เราจะทำให้ข้อมูลสารสนเทศชัดเจนได้อย่างไร
ุ6. เขาเข้าใจหรือเปล่า
7. เขาตกลงที่จะทำตามหรือเปล่า
8. เขาได้ทำจริงๆหรือเปล่า
9. เป้าหมายของเราบรรลุหรือไม่
10. เราเรียนรู้อะไร
แล้วก็วนกลับไปที่ 1

ง่ายๆ รู้กันอยู่แล้ว แต่ชอบลืมๆมั่วๆเวลาต้องสื่อสารจริง โอย..​ สำคัญสุดๆ

… สุนิตย์

Blogged with the Flock Browser

Tags: , , , ,

ถอดรหัสสร้างนวัตกรรมสไตล์ Google

April 12th, 2008 § 14 comments § permalink

นิตยสาร Harvard Business Review ฉบับ April 08 มีบทความที่ชื่อ Reverse Engineering Google’s Innovation Machine ผมก็เลยคิดว่าเอามาสรุปให้เพื่อนๆที่สนใจเรื่องนวัตกรรม และการสร้างธุรกิจแบบใหม่ๆ โดยเฉพาะในหมู่นักประกอบการทางสังคมรุ่นใหม่และ TRN ซึ่งร่วมหัวจมท้ายด้วยอยู่ก็น่าจะมีประโยชน์บ้าง

ผู้เขียนบทความนี้คือ Bala lyer และ Thomas H. Daveport ซึ่งพยายามเลือกแนวการจัดการนวัตกรรมสำคัญๆของ google บางส่วนที่ธุรกิจหรือหน่วยงานอื่นๆน่าจะนำไปประยุกต์ได้ ซึ่งก็ประกอบไปด้วย

1. การจัดการด้วยความใจเย็นอย่างมียุทธศาสตร์ (Strategic patience)

เป็นการยอมที่จะพัฒนาธุรกิจใหม่ๆโดยไม่ผูกกับผลสำเร็จระยะสั้นมากเกินไป แต่อดทนรออย่างใจเย็นในการสร้างนวัตกรรมที่หลากหลายซึ่งมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์กับองค์กร ซึ่งจะเกิดผลได้ในระยะกลางหรือยาว  ในกรณีของ google ก็คือการเปิดบริการหรือ product ใหม่ๆตลอดเวลาจาก google labs

CEO ของ google ที่ชื่อ Eric Schmidt เองก็เคยกล่าวว่าจะต้องสร้างตลาดของบริการที่มีคนใช้มากๆๆอย่างยั่งยืนก่อน จากนั้นย่อมจะสามารถหาวิธีฉลาดๆในการทำเงินจากบริการนั้นๆได้อย่างแน่นอน

แต่เราก็ต้องระลึกว่าที่ google สามารถอดทนรอได้ในลักษณะนี้ ก็ย่อมเป็นเพราะรายได้มหาศาลจากการลงโฆษณานั้นมีมากพอที่จะทดแทนรายจ่ายที่เสียไปกับการพัฒนาบริการใหม่ๆนี้

สิ่งที่ทำให้การจัดการในลักษณะนี้ของ google นั้นสำเร็จก็คือการที่บริการต่างๆที่เพิ่มขึ้นมานั้นเป็นการขยายขอบเขตบริการแต่อยู่ในภารกิจหลักของ google ในการที่จะจัดการข้อมูลสารสนเทศของโลกให้สามารถเข้าถึงได้อย่างเสมอภาคและมีประโยชน์  และ google ยังใส่ใจกับการพัฒนารายละเอียดของบริการใหม่ๆเหล่านี้อย่า่งต่อเนื่องอีกด้วย

2. การวางและใช้ระบบทรัพยากรพื้นฐานที่มีเพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆได้อย่างคุ้มค่าที่สุด (Exploit an infrastructure “built to build”

Google ทุ่มเทไปกับการสร้างระบบทรัพยากรพื้นฐานในทางเทคโนโลยีเพื่อให้เป็นพื้นที่ในการสร้างงานใหม่ๆที่สามารถขยายตัวได้ (scalable) ผ่านทั้ง hardware และ software ที่เพียบพร้อมสำหรับนักพัฒนาโปรแกรม

ระบบยังเร่งกระบวนช่วงชีิวิตของการพัฒนาบริการ (accelerated product-development life cycle) ให้รวดเร็วขึ้น   โดยเมื่อนักพัฒนาสร้างต้นแบบของโปรแกรมบริการใหม่ๆ และเริ่มเกิดความสนใจในหมู่ผู้ใช้ก็สามารถปล่อยของมาเป็นขั้น beta ให้ผู้ใช้ที่หัวก้าวหน้าใช้ทดสอบก่อน

ซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์พิเศษระหว่างนักพัฒนาและผู้ใช้ จนทำให้การทดสอบบริการใหม่และการทำการตลาดแทบจะแยกกันไม่ออก เพราะผู้ใช้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาบริการใหม่ๆที่ร่วมสร้างสรรค์กำหนดพัฒนาการของบริการนั้นๆอีกด้วย

และยังสนับสนุนให้มีพันธมิตรมาร่วมพัฒนาและเชื่อมโยง (third-party development & masups) อีกด้วย โดยให้บริการต่างๆของ google เป็นมาตรฐานเปิด ซึ่งนักพัฒนาข้างนอกสามารถดึงมาร่วมใช้ในระบบของตนเองได้อย่างสะดวกและอิสระเสรี

ซึ่งทำให้บริการหลายๆอย่่างของ googleได้รับการนำไปใช้อย่างขว้างขวางในหมู่นักพัฒนาที่สร้างบริการใหม่ๆของตนเองอยู่นอกเหนือ google เอง ซึ่งพัฒนาอยู่บน platform หรือระบบพื้นที่ของ google และนักพัฒนาภายนอกเหล่านี้ก็ย่อมให้ feedback ที่สำคัญและต่อเนื่องกับ google ในการพัฒนาบริการต่างๆอีกด้วย

3. การครองระบบนิเวศของตัวเองและการใช้การควบคุมเชิงระบบ

Google ทำหน้าที่เป็นหินหลัก (key stone) ซึ่งเชื่อมโยงส่วนอื่นๆไว้ด้วยกัน เนื่องจากบริการต่างๆของนัักพัฒนาภายนอก ธุรกิจภายนอก การลงโฆษณา และการใช้งานของผู้ใช้นั้นล้วนเกิดขึ้นในระบบนิเวศที่ google สร้างขึ้นและตัวเองอยู่ตรงกลางทั้งสิ้น   google ย่อมจะมีข้อมูลอย่างชัดเจนว่าส่วนไหนในระบบนิเวศนี้ซึ่งประสบผลสำเร็จ ล้มเหลว หรือมีความน่าสนใจอย่างไร

สถานะการเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายเชิงนิเวศนี้ จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญทีึ่หน่วยงานหรือองค์กรต่างๆจะสามารถศึกษาและเรียนรู้ได้ โดยเฉพาะการสร้างระบบพื้นที่ให้หุ้นส่วนหรือหน่วยต่างๆมามีปฏิสัมพันธ์กันซึ่งจะสามารถพัฒนาขยายผลต่อยอดได้ในทางยุทธศาสตร์และธุรกิจ

และสถานะการเป็นศูนย์กลางนี้เองจึงทำให้ google สามารถที่จะควบคุมเชิงระบบโดยการเลือกที่จะเปิดหรือจัดการกับระบบนิเวศของตนให้ใครหรือไม่ก็ได้ในกรณีที่ partner นั้นๆจะส่งผลร้ายให้กับเครือข่าย หรือตัวของ google เอง

4. การผสานนวัตกรรมเข้าไปในการออกแบบองค์กร (build innovation into organizational design)

 วางเวลาเพื่อนวัตกรรมเข้าไปในใบลักษณะงาน (job description) เช่นการให้พนักงานใช้ 20% ในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆในเชิงเทคนิคที่เขาสนใจหรือเลือกเอง  ซึ่งไม่ใช่แค่การอนุญาตให้คิดอะไรใหม่ๆในเวลาว่างๆ แต่สร้างวัฒนธรรมที่พนักงานจะต้องพยายามหาเวลาเพื่อไปสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆในเวลา 20%  ซึ่งผลงานนั้นจะมีผลต่อการวัดผลประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานอย่างชัดเจน

ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกไปให้หมด เพื่อให้สามารถพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ

สร้างรสนิยมแห่งความล้มแล้วลุกและความสับสนอลม่าน (chaos)   ทำให้เกิดวัฒนธรรมที่จะทดลองอะไรได้อย่างไม่ต้องกลัวความล้มเหลว ถ้าจะล้มก็รีบล้มให้เร็วที่สุด เรียนรู้จากประสบการณ์นั้นๆแล้วก้าวต่อไปอย่างรวดเร็ว Larry Page ผู้ก่อตั้ง google กล่าวว่าเขาต้องการที่จะบริหารองค์กรที่เคลื่อนที่เร็วและมากเกินไป ไม่ใช่ขี้ระวังและไม่ค่อยทำอะไร  ถ้าเราไม่มีความผิดผลาดล้มเหลวเลยก็หมายความว่าเรายังไม่รับความเสี่ยงเท่าที่ควร

5. สนับสนุนแรงบรรดาลใจและนวัตกรรมใหม่ๆด้วยข้อมูลที่ชัดเจน

google ใช้ข้อมูลอย่างเต็มที่ในการสนับสนุนไอเดียใหม่ๆที่พวกเขาทดลอง  โดยเฉพาะเมื่อไอเดียจะต้องพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆแล้วจำเป็นต้องให้ทีมบริหารดูเพื่อให้รับทราบ และจัดสรรทรัพยากรนั้นจะต้องมีการสนับสนุนด้วยข้อมูลที่แข็งแรงเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ของผู้ใช้ในบริการหรือนวัตกรรมนั้นๆ หรืออาจจะข้อมูลในลักษณะอื่นๆเช่นแนวโน้มต่างๆ

หรือการใช้ตลาดการทำนาย (prediction market) ซึ่งให้คนในองค์กรมาร่วมกันทำนายผลของนวัตกรรมต่างๆผ่านกลไกคล้ายๆตลาดหุ้นจำลอง  โดยดูว่าผู้เชีี่ยวชาญต่างๆในองค์กรจะสังเคราะห์ความเห็นในแต่ละเรื่องอย่างไร

นอกจากนั้นยังมีกลไกที่ให้พนักงานสามารถ email ไอเดียบริการใหม่ๆ หรือวิธีปรับปรุงบริการเดิมไปยังตู้เสนอข้อคิดเห็นออนไลน์และพนักงานทั้งหมดสามารถให้ความเห็นหรือให้คะแนนไอเดียต่างๆเหล่านั้ันได้อย่างเสรี

6. การสร้างวัฒนธรรมแห่งการสร้างสรรค์ส่ิงใหม่ๆ

Google มุ่งที่จะกระตุ้นให้พนักงานมีความสนใจที่หลากหลายในด้านความรู้ วิชาการ และประเด็นต่างๆ เช่นผ่านการจัด Tech talk หรือ Authors @ google ซึ่งเชิญนักเขียนและผู้เชี่ยวชาญดังๆในแต่ละด้านที่หลากหลายมาพูดตั้งแต่เรื่องเทคนิค การพัฒนาอย่างยั่งยืน ไปจนถึงการทำอาหาร อย่างต่อเนื่องและมีการบันทึกไปจนถึงการกระจายผ่าน youtube

Google แสดงให้เห็นอย่างชััดเจนว่าทรัพยากรบุคคลสำคัญที่สุดและควรจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เห็นได้จากการออกแบบ office ที่ใกล้ชิดกันเพื่อการสื่อสารที่ดีขึ้น  การประชุมกลุ่มใหญ่ทุกวันศุกร์พร้อมๆกับแจกเบียร์  และการสัมภาษณ์อย่างเอาจริงเอาจังหลายๆรอบซึ่งพนักงานจะต้องเข้าร่วมด้วย

แน่นอนว่า Google มีความคาดหวังที่จะให้คนทำงานหนัก และมีระบบการประเมินผลพนักงานที่ครอบคลุมรอบด้านของผลงานและพฤติกรรมของพนักงานคนนั้นๆซึ่งปรับปรุงอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

สุดท้ายนี้ผมเชื่ออย่างมากว่าบทเรียนอย่าง google แทบทุกข้อนั้นสามารถประยุกต์เข้ากับ startup หรือองค์กรเริ่มใหม่ได้อย่างเหมาะสม และต้องคิดให้ทะลุ  โดยเฉพาะเกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง การสร้างระบบพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่ขยายผลได้  การสร้างระบบนิเวศที่มีตนเองเป็นศูนย์กลางสำคัญจุดหนึ่ง การผสมผสานนวัตกรรมเข้าในกระบวนการทำงาน และการใช้ข้อมูลอย่างเต็มที่เป็นระบบในการสนับสนุนการทำงาน

ผมคิดอีกอย่่างว่าจริงๆประเด็นเหล่านี้แม้แต่ละองค์กรไม่มีทรัพยากรที่จะทำได้อย่างเพียงพอด้วยตัวเอง แต่หากร่วมกันแล้วพัฒนาระบบนิเวศร่วมกัน มีการแบ่งปัน share ทรัพยากร ในขณะที่แต่ละคนก็สร้าง niches ที่ซ้อนกันตามความถนัดที่สามารถเกื้อกูลกันได้  บางทีเราอาจจะสามารถสร้างสภาพแวดล้อมของชุมชนแบบ google แต่เป็น open systems / distributed google-like eco-systems model ที่ไม่ได้มีใครเป็นเจ้าของแบบรวมศูนย์ก็ได้  ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเชื่อและพยายามชัดชวนคนมาทำอยู่ ถ้าใครมีไอเดียอะไร ก็น่าจะลองมาคุยๆและร่วมกันทำนะครับ

สุนิตย์