เมื่อห้องน้ำชายสยามมีศิลปะโฉด

July 19th, 2008 § 34 comments § permalink

ผมไม่แน่ใจว่าผู้บริหารของสยามเซ็นเตอร์เห็นดีเห็นงามกับศิลปะแบบนี้ในห้องน้ำชายที่ติดกับทางเชื่อมหรือไม่

ผมรู้สึกว่ามันเป็นการหากินบนความสะใจของเด็กผู้ชายต่อความคิดเรื่องผู้หญิงหรือเปล่า ประมาณว่า “มึงท้อง เลือดสาด เหอะๆ”

หรือมันคือรูปกระเทยอ้วน หรือผมคิดไปเอง?

หรือจริงๆมันเป็นรูปเด็กผู้ชายท้องโย้เปื้อนซอสมะเขือเทศ

Office ใหม่, ChangeFusion และการเดินเขาด้วยเพลงคลาสสิก

July 19th, 2008 § 37 comments § permalink

หลังจากได้จัด office ใหม่แล้ว 95% และเตรียมที่จะเปลี่ยนชื่อองค์กรจาก Thai RuralNet ที่ใช้มาแปดปีไปเป็น ChangeFusion (ตัวอย่างรูป office ใหม่อยู่ด้านล่าง)

รู้สึกเหมือนกำลังเดินขึ้นเขา ไม่ใช่เข็นครกขึ้นภูเขา แต่เป็นการวางเป้าไว้ที่ยอดเขาที่ยิ่งใหญ่ สวยงาม และเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งธรรมชาติ การเดินทางไปสู่ยอดและกลับลงมานั้นคงเป็นการผจญภัย

นอกจากภูเขาอย่างดอยอินทนน์แล้ว ผมเคยเดินขึ้นไปยัง Mukthinarth บน Anapurana ของหิมาลัย และภูเขาไม่ใหญ่มากในเทือกเขา Alps ที่สวิสมาแล้ว ความรู้สึกของการค่อยๆเดินขึ้นไปที่ๆสูงราว 4 พันเมตร ผ่านหมู่บ้าน ผ่านป่า ผ่านหิมะ และได้ยืนมองโลกนั้นเป็นความรู้สึกที่ลืมไม่ลง

คิดได้ดังนั้นผมก็เลยเปิดเพลงของ Richard Strauss ที่เรียกว่า Ein Alpensinfonie หรือ The Alpine Symphony ซึ่งเป็น Tone poem อันกล่าวถึงการเดินภูเขา Alps ซึ่งเป็น programme music (เพลงคลาสสิกที่มีเนื้อหากำกับเป็นฉากๆ) คล้ายๆกับ Pastoral (symphony no.6) ของ Beethoven

Strauss ใช้เครื่องดนตรีกว่าร้อยชิ้นในวงออเครสตร้าบรรเลงท่วงทำนองแนวปลายยุคโรแมนติก (1915) ที่กล่่าวถึงการเดินเขาบริเวณบาวาเรียแอลไพน์เป็นเวลาหนึ่งวันเต็มตั้งแต่ก่อนรุ่งเช้า พระอาทิตย์ขึ้น เดินขึ้นเขา เดินเข้าป่า เลาะไปตามลำธาร เจอนำ้ตก ไปเรื่อยๆๆๆๆจนถึงยอดเขา ซึ่งเขาใช้ท่วงทำนองอันแสนสงบและอ่อนโยนแต่เข้มแข็ง ก่อนที่จะเดินลงมาเจอพายุ และเดินลงมาเรื่อยๆจนพระอาทิตย์ตกอีกครั้ง

การได้ฟังอย่างตั้งใจทำให้รู้สึกเหมือนเป็นการเดินทางของจิตวิญญาณที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่แสนละเอียด เต็มไปด้วยความลึกและความปิติ ลองดูโปรแกรมที่ Strauss วางเอาไว้ด้านล่างครับ

  1. Nacht (Night)
  2. Sonnenaufgang (Sunrise)
  3. Der Anstieg (the Ascent)
  4. Eintritt in den Wald (Entry into the Woods)
  5. Wanderung neben dem Bache (Walking along the Brook)
  6. Am Wasserfall (at the Waterfall)
  7. Erscheinung (a Visual Feature)
  8. Auf blumigen Wiesen (on Flowery Meadows)
  9. Auf der Alm (on the Pasture)
  10. Durch Dickicht und Gestrüpp auf Irrwegen (Wrong Path through the Thicket)
  11. Auf dem Gletscher (on the Glacier)
  12. Gefahrvolle Augenblicke (Moments of Danger)
  13. Auf dem Gipfel (at the Summit)
  14. Vision (Vision)
  15. Nebel steigen auf (the Fog Rises)
  16. Die Sonne verdüstert sich allmählich (the Sun is Gradually Obscured)
  17. Elegie (Elegy)
  18. Stille von dem Sturm (Calm before the Storm)
  19. Gewitter und Sturm, Abstieg (Thunder and storm, Descent)
  20. Sonnenuntergang (Sunset)
  21. Ausklang (the Journey Ends)
  22. Nacht (Night)

ฟังจบก็เที่ยงคืนพอดี เห็นทีต้องไปนอนเสียแล้ว หวังว่าการเปลี่ยนแปลงขององค์กรครั้งนี้คงจะลิิ้มรสความสำเร็จคล้ายในบทเพลงนี้ คงไม่ตกเขาตายเสียก่อน…

p.s. 1 ระหว่างที่เขียนก็ได้โอกาสเปิดเพลงใหม่เพิ่งซื้อของ Brahms ที่ชื่อ Ein deutsches Requiem (The German Requiem) จากค่าย harmonia mundi ซึ่งเป็นเพลงที่ใครๆก็ว่ามีลักษณะเหมือน symphony ที่เต็มไปด้วย melody ที่สวยงามมาก ไม่เป็น requiem ดั้งเดิม หรือเป็นเพลงสวด Missa แนว symphonic อย่าง Bach หรือ Beethoven พอได้ฟังจริงๆก็ตกใจในเมโลดี้ที่สวยมากแฮะ ต่อให้จะไม่ได้คาดคั้นฉีกวิญญาณแบบ Gorecki Symphony no. 3 ก็เถอะ แต่จริงๆก็ได้อารมณ์ที่กว้างและสุนทรีย์อย่างต่อเนื่องมากกว่า Gorecki ที่ออกแนวกระชากวิญญาณเป็นช่วงๆไม่ต่อเนื่อง

p.s. 2 รูป office ใหม่ที่กำลังก่อร่างสร้างตัว และเพื่อนๆของ ChangeFusion ที่ถือโอกาสไปทดลองประชุมที่ office ใหม่เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว

เมื่อคลิปทำเองเปลี่ยนโลกการเมืองอเมริกา

July 5th, 2008 § 25 comments § permalink

หากทุกท่านรู้สึกเบื่อ เหนื่อยหน่าย หรือเข้าขั้นรังเกียจสถานการณ์การเมืองไทยที่ดูจะไร้อนาคตไร้ความหวังนั้น บางทีทางออกที่อาจส่งผลอย่างคาดไม่ถึงอาจจะเป็นแค่วิดีโอคลิปทำเอง ที่ปล่อยไปใน YouTube.com ก็ได้ ดังเช่นที่เกิดมาแล้วในการเมืองอเมริกาซึ่งเมื่อสองปีที่แล้วดูสิ้นหวังในด้านการเกิดสิ่งใหม่ๆ เพราะผู้ทรงอำนาจของทั้งสองพรรคนั้นก็เป็นตัวแทนของความเก๋าเกมทางการเมือง มากกว่าจะเป็นตัวแทนของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในการหาเสียงชิงตำแหน่งผู้แทนพรรคเดโมเครต ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีระหว่างนาง ฮิลราลี่ คลินตัน และนาย บารัก โอบาม่า ที่เพิ่งจะสิ้นสุดด้วยชัยชนะของนายโอบามาซึ่งสร้างความประหลาดใจให้คนจำนวนมาก เนื่่องจากนายโอบามานั้นเดิมไม่เป็นที่รู้จักเท่านางคลินตัน และยังเป็นคนผิวสีคนแรกซึ่งเข้าชิงตำแหน่งผู้แทนพรรคอีกด้วย

นอกจากเหตุปัจจัยในเรื่องการตั้งประเด็นต่างๆในการหาเสียงแล้ว สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในเชิงเครื่องมือการสื่อสารก็คือการใช้สื่อใหม่อย่างอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือหลักตัวหนึ่ง ซึ่งสามารถใช้ได้อย่างเกิดประสิทธิภาพ และมีลักษณะที่แตกต่างกับสื่ออื่นๆอย่างมากอีกด้วย สื่อมวลชนและนักวิชาการทั่วโลกต่างวิเคราะห์ว่าอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือที่ส่งผลสะเทือน อย่างมีนัยยะสำคัญต่อชัยชนะของเขา

ลักษณะพิเศษของการใช้อินเทอร์เน็ตของนายโอบามาอยู่ที่การใช้แนวทางที่เรียกว่า “เว็บ 2.0″ ซึ่งหมายถึงการใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตในลักษณะเป็นพื้นที่ระดมการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ในการกระจายข่่าวสาร การรณรงค์ หรือแม้แต่การร่วมกันสร้างสื่ออันหลากหลายที่มีประชาชนมาช่วยกันสร้าง ช่วยกันกระจาย ช่วยกันรณรงค์ร่วมกัน ไม่ใช่การการที่ผู้พัฒนาเคมเปญทำสื่อขึ้นเองแล้วกระจายออกเองในลักษณะดั้งเดิม กล่าวคือเป็นการสื่อสารสารสองทางที่มีการสร้างสรรค์ร่วมกันอย่างเต็มที่

ตัวอย่างที่ชัดเจนในกรณีนี้ก็คือการสร้างและเผยแพร่วิดิโอคลิปสั้นๆรณรงค์ของนายโอบามาและนางคลินตัน ซึ่งนายโอบามานั้นมีคลิปมากมายคนรุ่นใหม่มาช่วยกันทำคลิปใส่เสียงใส่ภาพใส่เพลง ทำกันเองแล้วนำขึ้น youtube.com แล้วก็กระจายไปให้เพื่อนๆรวมทั้งส่งไปให้ทีมงานเคมเปญของนายโอบามากระจายส่งต่ออีกด้วย ซึ่งลักษณะของวิดีโอคลิปที่ไม่เป็นทางการ ย่อมได้สื่อที่ตรงใจคนรุ่นใหม่และแสดงถึงการสนับสนุนของผู้คนที่นิยมนายโอบามา จนมาร่วมกันสร้างสื่อให้ฟรีๆอีกด้วย คลิปที่ดังที่สุดชื่อ “I Got a Crush…On Obama” By Obama Girl เมื่อเทียบกับนางคลินตัน Hillary’s Leaving the Band ซึ่งไปจ้าง Ad Agency ทำคลิปที่ทำเนื้อหาในลักษณะที่เป็นวงร็อกซึ่งนางคลินตันต้องออกมาเพื่อหาเสียง ซึ่งนอกจากเนื้อหาไม่ตรงใจคนรุ่นใหม่แล้ว ยังมีลักษณะความไม่จริงใจ (fake) ตามรูปแบบของ ad agency อีกด้วย ซึ่งทำให้คลิปของโอบามามีคนดูทั้งสิ้นราว 8.5 ล้านครั้งบน youtube ขณะที่ของนางคลินตันมีคนดูเพียงราว 5 พันครั้งเท่านั้น

นางคลินตันคลิป

ผลของการใช้สื่อใหม่ที่คนรุ่นใหม่ช่วยกันทำซึ่งกระจายไปทั่วอินเทอร์เน็ตทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่และวัดผลได้ เช่นการระดมเงินทุนเพื่อการหาเสียงของโอบามานั้นสามารถทำให้มากและรวดเร็วกว่าผู้สมัครคนอื่น ซ้ำยังปฏิวัติรูปแบบเงินหาเสียงแบบเดิมๆ เพราะในอดีตนั้นนักการเมืองก็จะจัดงานระดมเงินหาเสียงจากคนรวยๆไม่กี่คนเป็นหลัก แต่โอบามานั้นสามารถระดมเงินจากคนธรรมดาที่บริจาคผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งมักจะบริจาคน้อยกว่า 200 เหรียญ ซึ่งแม้จะดูไม่เยอะนัก แต่เมื่อรวมกันก็เกิดเป็นพลังที่คาดไม่ถึง เพราะเกือบครึ่งของเงินที่โอบามาหามาได้นั้น มาจากคนที่บริจาคน้อยกว่า 200 เหรียญ (122 ล้าน จาก 264 ล้าน ข้อมูลเดือนเมษายน) แปลว่ามีผู้คนธรรมดาจำนวนมหาศาลที่ให้เงินคนละเล็กคนละน้อยเพื่อสนับสนุนนายโอบามา สิ่งนี้เปลี่ยนแปลงการเมืองอเมริกาอย่างยิ่ง เพราะจำนวนมากในผู้บริจาคผ่านเน็ตนั้นเป็นคนรุ่นใหม่ที่อายุยังไม่มาก ซึ่งเป็นกลุ่มอายุที่ปกติจะไม่ค่อยมาร่วมกิจกรรมทางการเมืองมากนัก

ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าในการเลือกตั้งประธานาธิปดีของสหรัฐอเมริการอบใหม่นี้ คนรุ่นใหม่จะออกมาเลือกนายโอบามาอย่างล้นหลามอย่างที่แทบไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ กลุ่มคนรุ่นใหม่ในฐานะพลังใหม่ทางการเมืองที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์นี้จึงจะเป็นความหวังที่สำคัญของอเมริกา หรือแม้แต่โลกนี้ และความสำเร็จของพวกเขาก็ตั้งอยู่บนความสามารถของพวกเขาส่วนหนึ่งที่สามารถสร้างสรรค์สื่อออนไลน์ในหลากหลายลักษณะที่โดนใจคนรุ่นใหม่แบบจริงใจไม่มีอะไรแอบแฝงนั้นเอง

จึงเห็นได้ว่าสื่อใหม่เช่นอินเทอร์เน็ตจะมีผลต่อการเมืองของโลกมากขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญคือจะสามารถทำให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางของประชาชนในการรณรงค์ในประเด็นต่างๆได้อย่างดีอีกด้วยในอนาคต สิ่งที่น่าสนใจเหนือสิ่งอื่นใดก็คือความพลังใหม่ของคนรุ่นใหม่ที่สามารถร่วมกันสร้างสื่อในมือแบบทำเองบ้านๆแต่เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆจนทำให้เกิดแนวร่วมที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งอ่านจะเพียงพอต่อการล้มอำนาจทางการเมืองเดิม และเปิดช่องให้เกิดการเมืองที่เต็มไปด้วยความหวังและความสร้างสรรค์มากขึ้นได้

หวังว่าสิ่งนี้คงจะเป็นบทเรียนที่สำคัญของคนสร้างสื่อใหม่ในโลกออนไลน์ของไทย ให้พวกเขาได้เห็นถึงพลังที่แท้จริงของตัวเองที่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมและการเมืองให้มีความหวัง แม้จะดูไกลตัวแต่ทุกความสำเร็จก็ย่อมมีก้าวแรกเสมอ