ChangeFusion’s Green Creative Economy @ Banyan Tree Bangkok

April 29th, 2009 § 1

21st April 09

Freedom tree

April 23rd, 2009 § 0

Four world’s corners watered,

freedom grows in spring’s air,

rooted deep in Gummersbach.

earthday & boston fern (in thai)

April 23rd, 2009 § 0

history of earthday in Thai
http://green.in.th/node/1547

Indoor greening by Boston fern in Thai
http://green.in.th/node/1548

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ไร้ราก

April 23rd, 2009 § 7

grassroot-699x230

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยจะเป็นได้แค่ฝันหวาน หากไม่สามารถเข้าถึงรากทางวัฒนธรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสู่ความแตกต่างที่ยั่งยืนได้

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) กำลังเป็นที่สนใจของประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชน เห็นได้จากมีนโยบายรัฐ องค์กรต่างๆ นักธุรกิจ และแม้แต่ศิลปินหรือผู้สร้างสรรค์สื่อต่างๆออกมาพูดในประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความ รู้ (สบร. - OKMD) มีนโยบายด้านนี้อย่างชัดเจน มีการจัด Creative Economy Forum อีกทั้งองค์กรลูกเช่น TCDC ได้มีการจัดประชุม จัดนิทรรศการที่นำมาจากต่างประเทศและในประเทศมากมายเกี่ยวกับประเด็นนี้ องค์กรมากมายกำลังจัดประกวดงานสร้างสรรค์มากมาย คนไทยกำลังคิดว่าทางออกหนึ่งของประเทศน่าจะเป็นการสร้างฐานเศรษฐกิจอันเกิดจากงานสร้างสรรค์ที่หลากหลาย โดยเฉพาะสื่อต่างๆ และยังขยายวงไปถึงวงการออกแบบที่หลากหลายตั้งแต่แฟชั่นไปจนถึงออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ ประเทศเช่นเกาหลี ญี่ปุ่น อิตาลี และฝรั่งเศส กำลังเป็นแนวทางที่หลายๆคนฝันใฝ่ว่าเมืองไทยน่าจะมั่นใจไปในทิศทางนี้

แต่สภาพความเป็นจริงของสถานะเมืองไทยเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นยังน่าเศร้าอยู่มาก นิยามของเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นองค์กรระดับโลกจำนวนมากให้ความหมายไปในทิศทางของเศรษฐกิจที่สามารถผลิตสินค้าต่างๆที่เป็นลิขสิทธิ์ทางปัญญา (Intellectual property right) ในวงการต่างๆโดยเฉพาะในส่วนของสื่อ ศิลปะ และการออกแบบ โดยการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นมักมองความสำเร็จไปที่ความสามารถจะส่งออกความสร้างสรรค์เหล่านี้ไปยังต่อประเทศได้อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ

แต่ประเทศไทยนั้นแม้จะมีภาพยนต์และผลงานการออกแบบต่างๆที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลก หรือภูมิภาคอยู่บ้างนั้น แต่ก็ยังมีอยู่น้อยมาก จนแทบจะเรียกได้ว่างานต่างๆที่ได้รางวัลหรือขายได้ในระดับโลกนั้นเกิดขึ้นเป็นส่วนน้อยจนน่าใจหาย และยังเป็นผลงานที่มีลักษณะเฉพาะกลุ่มมากๆ เช่น ภาพยนต์เชิงศิลปะเพียงไม่กี่เรื่อง ซึ่งยากต่อการขยายผลไปทั่วโลกเพื่อให้ได้มูลค่าทางเศรษฐกิจที่จะเป็นแรงสำคัญของประเทศได้ ขณะที่ภาพยนต์ส่วนใหญ่ที่ผลิตในประเทศนั้นก็ยังอยู่ในวังวนของการนำคณะตลกต่างๆมาขึ้นจอ สร้างเป็นภาพยนต์ เน้นตลกที่ยากต่อความเข้าใจของคนนอกประเทศ (อาจยกเว้นประเทศลาวซึ่งเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมไทยเป็นอย่างดี) หรือไม่เช่นนั้นก็เน้นผี เซ็กซ์ และความรุนแรง ในลักษณะที่ไม่ได้มีความละเอียดหรือลึกซึ้งในทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า ความแตกต่างมากพอและร่วมสมัยพอที่จะส่งออกไปขายได้อย่างกว้างขวาง ซ้ำร้ายเมื่อภาครัฐพยายามมีมาตรการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์เพื่อดูแลเด็กเยาวชนไม่ให้ได้รับสื่อเสี่ยงก่อนที่จะมีภูมิคุ้มกันพอ ซึ่งเป็นแนวทางที่ทั่วโลกยอมรับไม่ว่าจะเป็นอังกฤษหรืออเมริกาก็ตาม บรรดาผู้ผลิตละครต่างๆก็พยายามทุกวิถีทางที่จะต่อต้าน เพราะกลัวว่าช่วงเวลาที่ปกติมีละครนั้นจะถูกกำหนดไม่ให้รุนแรงนั้น ก็จะไม่สามารถใช้วิธีขายความรุนแรง ขายนม ที่ทำกันง่ายๆได้อีกต่อไป

picture-25ในที่สุดการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์แม้จะขึ้นเครื่องหมายอยู่ทุกวันแล้ว (เช่น ท ฉ ฯลฯ) แต่ในทางปฏิบัติก็แทบไม่ต่างอะไรจากเดิมอีกต่อไปเพราะมาตรฐานของกรมประชาสัมพันธ์นั้นไม่ได้มีความจริงจังอะไร ซึ่งย่อมจะทำให้วงการละครของไทยไม่สามารถพัฒนาไปให้มีความสามารถที่จะแข่งขันผลิตละครคุณภาพที่ขายเนื้อหาที่สนุกสนาน เช่นละครญี่ปุ่นหรือละครเกาหลีได้ เพราะหากช่องใดพยามยามทำละครคุณภาพ อีกช่องหนึ่งไม่ทำแต่ขายความรุนแรงและนมเหมือนเดิม ก็ย่อมจะมีความเสี่ยงที่คนทั่วไปก็จะเสพย์ติดความรุนแรง การตบตี และนมอยู่เช่นเดิม กติกาของภาครัฐที่จะทำให้ตลาดต้องแข่งขันกันบนฐานของคุณภาพก็เป็นหมันไปในที่สุด เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในวงการละครย่อมไม่มีทางเกิดได้อย่างเป็นระบบ

ผลงานด้านอื่นๆก็ยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรแม้ในประเทศไทยเอง ไม่ว่าจะเป็นในวงการวรรณกรรม ศิลปะ และการออกแบบ

หากมองความสำเร็จของประเทศอื่นๆในการพัฒนาเศรษฐกิจที่สร้างสรรค์ มักจะมีอย่างน้อยสองประเด็นสำคัญ

ประเด็นแรกคือการบริโภคทางวัฒนธรรมในประเทศต้องมีพัฒนาการพอสมควร สามารถรองรับผลงานสร้างสรรค์ที่มีความพิเศษแตกต่าง มีบริบททางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งและมีเนื้อหาที่มีคุณค่าน่าติดตามได้พอสมควร (คล้ายแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง กล่าวคือต้องบริโภคเองได้ด้วยพอสมควร ไม่ใช่หวังพึ่งต่างประเทศเท่านั้น จึงจะทำให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานเหล่านั้นอยู่ได้ด้วย) ซึ่งในประเทศไทย ตลาดของไทยยังแทบไม่สามารถรับสินค้าทางวัฒนธรรมที่มีเนื้อหาคุณภาพและลึกซึ้งได้เลย กลุ่มการบริโภคที่มีอยู่ก็เล็กเสียจนยากต่อการที่จะเป็นแจงจูงใจให้ใครมาผลิตสินค้าทางวัฒนธรรมเหล่านี้ออกมา

ประเด็นที่สองก็คือการที่สินค้าที่สร้างสรรค์เหล่านี้มักจะเกิดจากรากฐานทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมจากอิตาลี ฝรั่งเศส เกาหลี หรือญี่ปุ่น ต่างก็มีมิติบริบททางวัฒนธรรมที่นำมาพัฒนาให้ร่วมสมัยอยู่พอสมควร แม้กระแสวัฒนธรรมเกาหลีจะแรง แต่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของญี่ปุ่นนั้นแข็งแรงกว่ามากนักโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งความสนับสนุนจากภาครัฐมากมากดังในเกาหลี แต่เน้นคุณภาพและความพิเศษทางวัฒนธรรมเป็นจุดขาย ไม่ว่าจะเป็นสื่อเช่น การ์ตูน เพลง ภาพยนต์ และวรรณกรรม ล้วนแล้วแต่มีรากฐานความแตกต่างมาจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิมและวัฒนธรรมเมืองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนโดราเอมอนหรือแม้แต่โตโตโร (my best friend TOTORO) ซึ่งมีความเป็นญี่ปุ่นอย่างมากที่ผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิม (เรื่องเล่า ตำนานต่างๆ) วัฒนธรรมเมืองร่วมสมัย (ชีวิตครอบครัวแบบญี่ปุ่น) ฯลฯ หรือแม้แต่ในวงการออกแบบของญี่ปุ่นนั้นมีรากทางวัฒนธรรมอยู่มากและสามารถนำมาปรับให้เข้ากับยุคสมัยจนเป็นที่ต้องการไปทั่วโลก

muji-store-opening-in-soho-708208
เช่นร้าน MUJI ที่ขายสินค้าต่างๆที่มีการออกแบบสมัยใหม่ เรียบง่าย และมีความเป็นธรรมชาติ ซึ่งแตกต่างกับการออกแบบสมัยใหม่ของตะวันตก (modernism) เป็นอย่างมาก ซึ่งล้วนตั้งอยู่บนแนวคิดและปรัชญาการออกแบบที่รากฐานมาจากศาสนาเซน และชินโต ซึ่งเน้นความเรียบง่าย ความว่าง กำจัดทุกสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป แต่ยังคงเชื่อมโยงดื่มดำกับความเป็นธรรมชาติ ให้ความรู้สึกสงบอันเบิกบาน ซึ่งเป็นหลักการออกแบบที่เรียกว่าวะบิซาบิซึ่งไหลหลั่งไปยังทุกมิติทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นการออกแบบบ้าน สินค้า พิธีชงชาเขียว ละครโน๊ะ เป็นต้น ซึ่งทำให้สินค้าที่รากฐานทางวัฒนธรรมอย่าง MUJI นั้นมีความแตกต่างและเป็นที่ต้องการไปทั่วโลก

ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ประเทศไทยควรมุ่งเน้นที่จะทำให้คนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่จะสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์สามารถเข้าถึงรากฐานทางวัฒนธรรมของตัวเองได้โดยง่าย และสามารถนำมาปรับใช้สร้างมูลค่าเพิ่มจนกลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่เป็นที่ต้องการของโลก แบรนด์ความเป็นไทยนั้นแท้จริงเป็นแต้มต่ออยู่แล้วในโลกตะวันตกเพราะมีความนิยมวัฒนธรรมไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นการศึกษา กิจกรรม และการเข้าถึงเนื้อหาทางวัฒนธรรมที่หลากหลายและแตกต่างในประเทศจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญอย่างมาก ในหลายประเทศ เนื้อหาทางวัฒนธรรมทั้งหลายนั้นสามารถเข้าถึงได้โดยง่ายผ่านห้องสมุดดิจิตอลซึ่งในประเทศไทยยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น

กิจกรรมส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนจึงควรตั้งอยู่บนการใช้รากฐานทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของชาติ นายทุนในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ควรจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในโครงการสร้างสื่อต่างๆที่มีรากทางวัฒนธรรมและมีคุณภาพพอที่จะขายได้เพื่อความสามารถในการแข่งขันและผลตอบแทนในระยะกลางถึงยาว (เพราะการลงทุนสร้างสินค้าทางวัฒนธรรมแบบประชานิยม เช่น หนังตลกนั้นแม้อาจได้กำไรระยะสั้นแต่ก็ไม่นำไปสู่ความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นของประเทศและธุรกิจเองในระดับระหว่างประเทศ) ภาคธุรกิจจำเป็นต้องลงทุนให้การศึกษาในการบริโภคสื่อวัฒนธรรมคุณภาพกับสังคมไทย และต้องยอมรอพอสมควรก่อนที่จะนำไปสู่ผลกำไร ซึ่งก็จะเป็นการสร้างตลาดในประเทศที่สามารถบริโภควัฒนธรรมที่มีรากและมีคุณภาพได้ ซึ่งย่อมเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ก่อนที่จะนำไปสู่การส่งออกในระยะต่อไป

สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งก็การที่คนไทยในวงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์และผู้คนทั่วไปต้องเลิกดูถูกหรือแม้แต่รังเกียจรากวัฒนธรรมเราเอง เลิกควานหาความไฮโซในเมืองนอกแต่อย่างเดียว ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นเหมือนวิญญาณเร่ร่อน เป็นผีไม่มีศาล เพราะมัวแต่ไม่ยอมรับรากเหง้าตัวเอง หลงทางอยู่หน้าบ้านตัวเองอยู่ตลอดกาล

การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นเป็นงานระยะยาว ต้องเริ่มจากความรู้ความเข้าใจรากทางวัฒนธรรม การสร้างงานที่มีคุณภาพ การสร้างตลาดในประเทศที่จะรองรับได้ และสุดท้ายจึงจะนำมาซึ่งการส่งออกทางวัฒนธรรม หากสำเร็จจะสร้างความแตกต่างที่ยั้งยืนที่จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ยากที่ต่างชาติจะเลียนแบบได้ และยังส่งผลต่อคุณภาพประชากร และความมีศักดิศรีของคนไทยทั้งต่อตนเองและต่อโลกอีกด้วย

De soto’s mystery of capital

April 22nd, 2009 § 0

The mystery of capital, de soto

There are many people living with death properties, I.e. not legalized.

in developing countries, the volume of such death properties is gigantic in the economy,

this is problematic as this informal sectors can’t turn their properties to effective usages such as collatoral which will further contribute to economic development.

this create condition for a large amount of people are living outside of the system. it also create cost of not having effective law which
generate social problems and
undermine economic development.

therefore effective property legal system, I.e neutral law, adapted to needs of majority as well as simple/decentralized/deregulated.

by formalized the property systems;
-it allows economic potential of subjects,
-bring existing information into a single system,
-people become responsible, a
-assets are expandable and accessible, -transform citizens into commercial agents,
-protects transactions.

Where am I?

You are currently viewing the archives for April, 2009 at Dream Infection.