April 16th, 2008 §

เมื่อคืนได้ไปดู Always ภาค 2 แล้วรู้สึกยังเยี่ยมเหมือนเดิม เปิดฉากด้วยก็อซซิลล่าเลยตกใจนิดหน่อย ดูจบก็ตื้นตัน อบอุ่น น้ำตาซึมเหมือนภาคที่แล้ว
ได้ข่าวว่าคนแสดงเป็นนักเขียนไส้แห้งได้รางวัลดารานำชายยอดเยี่ยมของ Japanese Academy ซึ่งคล้ายๆ OSCAR ของญี่ปุ่นด้วย
สิ่งที่รู้สึกกับหนังเรื่องนี้ก็คือภาพของอดีตที่ผมยังคงจำได้รางๆ
ครอบครัวที่อบอุ่น ช่วยเหลือกัน ไม่ไฮโซ รักกันเต็มที
เพื่อนบ้านที่รู้จักกันหมด ช่วยเหลือกัน สอดรู้สอดเห็นในทางที่ดี รักใคร่ปรองดองกันดี เป็นกำลังใจให้กันและกัน
สรุปว่าทุกๆคน care กันมาก
ความพอมีพอกินไม่ร่ำรวย จะซื้ออะไรก็ซื้อร้านแถวๆบ้าน ขายของชำ
หนังเรื่องนี้คำหลักๆที่ผมจำได้คือ “มันมีบางสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าเงิน” และหนังทั้งเรื่องก็เหมือนพยายามจะพิสูจน์เรื่องนี้
สังคมไทยเองก็กำลังจะผ่านโลกแห่งเมืองเล็กๆที่มีเพื่อนบ้านรู้จักกันหมด ครอบครัวใกล้ชิดกัน ไปสู่โลกแห่งเมืองใหญ่ที่ตรงข้ามกันแทบทุกอย่าง
ถ้าสุดท้ายสิ่งที่เราต้องการคือความเป็นห่วงเป็นใยใส่ใจของคนรอบตัว… อนาคตอาจจะลดโอกาสสิ่งเหล่านี้ลงเรื่อยๆ
Blogged with the Flock Browser
Tags: urbanism, movie, care
April 10th, 2008 §

เมื่อเช้านั่งอ่านนิตยสาร Scientific American Mind (Vol. 19) ที่ติดตามมาสักพักแล้วพบเรื่องน่าสนใจหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของความรักและการถึงจุดสุดยอดทางเพศของผู้หญิง เลยคิดว่าต้องเอามาสรุปให้คนอื่นรู้บ้าง เพราะช่วงหลังๆผมไปช่วยแผนงานสุขภาวะทางเพศที่ สสส. อยู่บ้างแล้วพบว่าเรื่องเพศของผู้หญิงนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่ถูกสังคมกดดันจนผิดปกติไปซะเยอะ
ผู้ชายไทยจำนวนมากมีความเชื่อที่เกิดจากการอ่านสื่อลามกจำนวนมากว่าผู้หญิงจะสมยอมและถึงจุดสุดยอดหากสามารถบังคับให้สอดใส่เข้าไปได้สำเร็จ ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่จริง นอกจากนั้นผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ยังยอมรับว่าไม่ค่อยจะถึงจุดสุดยอดทางเพศเท่าใดนัก และผู้ชายก็ไม่ค่อยสนใจก็เลยยิ่งแย่เข้าไปอีก
จากงานวิจัยล่าสุดที่ Genea University, Switzerland และ University of California, Santa Barbara, U.S. พบว่าผู้หญิงที่กำลังมีความรักกับคู่นอนของตัวเองนั้น ยิ่งรักมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งถึงจุดสุดยอดง่ายขึ้นและมีคุณภาพความพึงพอใจมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเกิดจากการที่สภาวะการเข้าสู่จุดสุดยอดของผู้หญิงนั้นขึ้นอยู่กับสมองมากกว่าร่างกาย (อวัยวะเพศและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง) ยิ่งอยู่ในความรักก็ยิ่งจะสามารถกระตุ้นเนื้อที่ของสมอง (brain area) ให้เกิดปฏิกริยาได้มาก โดยเฉพาะในส่วน left angular gyrus ซึ่งเป็นส่วนที่เก่ี่ยวกับความทรงจำและอารมณ์ความรู้สึก
ดังนั้นก็อาจจะเป็นสิ่งที่ผู้ชายควรจะระลึกไว้ว่าความรักและความเอาใจใส่นั้นสำคัญต่อความรู้สึกทางเพศของผู้หญิงมาก ไม่ใช่อย่างที่ผู้ชายจำนวนมากรู้สึกซึ่งเกิดจากความเข้าใจผิดว่าไม่ว่าตัวเองจะทำตัวเลวร้ายแค่ในขอให้เก่งในห้องนอนก็พอ ในขณะที่ผู้หญิงบางคนก็อาจจะต้องรับรู้ว่าการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่เรารักนั้นจะเกิดคุณภาพของความสุขมากกว่าการเปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อยๆซึ่งอาจจะได้เพียงปริมาณไม่ได้เกิดคุณภาพ จนอาจจะเกิดกลายเป็นการเสพติดเพศสัมพันธ์อย่างไม่ลืมหูลืมตาในที่สุด
จริงๆเรื่องความรักที่ทำให้เกิดอารมณ์ร่วมในผู้หญิงนั้นก็เป็นที่รู้และเชื่อกันมานานแล้ว แค่นอนนี้ brain science มาช่วยพิสูจน์เพิ่มเติมเท่านั้นเองครับ
February 18th, 2008 §

Beethoven: Triple Concerto; Rondo in B flat; Choral Fantasy
Clemens Hagen (Performer), Ludwig van Beethoven (Composer), Nikolaus Harnoncourt (Conductor), Chamber Orchestra of Europe (Orchestra), Pierre-Laurent Aimard (Performer), Thomas Zehetmair (Performer)
วันนี้เอาอัลบั้มที่ซื้อมาซักพักแล้วมาฟังใหม่บน iPhone ขณะนั่งรถไฟฟ้าบนดินใต้ดินไปกลับร้านตัดเสื้อและ office รู้สึกว่ามันเพราะและได้อารมณ์ Beethoven อย่างยิ่งยวด คือรู้สึกได้ถึงความดิบและเรียบง่ายที่เต็มไปด้วยอารยธรรมและความสวยงาม ความกลมกลืนของความละเอียดอ่อน และพลังที่พุ่งพล่านอย่างมีจังหวะทำนอง การสอดรับกันของ Piano และเครื่องสายทำได้อย่างเรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่ สลับช่วงช้าและเร็วในช่วงที่ไม่ห่างกันนัก ทุกท่วงทำนองเกิดจากอะไรที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อนแล้วค่อยๆพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งเพลงสุดท้าย Choral fantasy นั้นเต็มไปด้วยความสดใสและสนุกสนานแต่รู้สึกได้ถึงความหวังที่ยิ่งใหญ่ ผมแถบจะ march ไปตลอดทางที่เดินขึ้นรถไฟฟ้าเลย ไม่ได้รู้สึกดีกับเพลงมากๆขนาดนี้มาหลายเดือนแล้ว อัลบั้มนี้ได้ Gramophone Magazine แนะนำด้วย….
ชุดเพลงแรก Triple concerto นั้นคือมีตัวเด่นสามตัว เปียโน ไวโอลิน และ เชลโล่ โดยมีวงออเคสตร้าเล่นเสริมอยู่ด้านหลัง
Rondo คือเพลงที่มีท่วงทำนองหลักวนซำ้ไปเรื่อยๆแต่พัฒนาเปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่ซ้ำ และสลับกับทำนองอื่นๆอย่างต่อเเนื่อง
Choral fantasy ของ Beethoven นี้มีบทกวีที่กล่าวถึงชัยชนะของแสงสว่างต่อความมืด หรือความดีย่อมชนะความเลวร้ายอยู่ด้วย เป็นการเดินทางจากซีไมเนอร์ที่ทะมึนทึมลึกลับแฝงด้วยความไม่สบายใจ ไปสู่ซีเมเจอร์ที่สว่างไสวตื่นตัวและมีความสุข
January 28th, 2008 §
วันก่อนได้อ่านหนังสือ presentation zen ก็เลยคิดว่าน่าจะลองสรุปให้นักศึกษาฟัง สรุปไปสรุปมาก็ทำให้มันง่ายขึ้นไปอีก แล้วก็ใช้แนวแบบวะบิซาบิมาผสมผสาน คือเน้นความเรียบง่ายแต่สร้างแรงบรรดาลใจเกิดความเข้าใจบนความคิดที่ว่า “น้อยคือมาก” (Less is more)
ลองอ่านดูนะครับ มันเป็นเรื่องที่รู้ๆกันอยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยได้ทำ อ่านข้อความสั้นๆแล้วคิดจินตนาการตามก็จะเข้าใจได้ สำคัญคือความเรียบง่ายเหล่านี้ต้องนำไปสู่การปฏิบัติให้ได้ครับ
LINK ไปที่ slide ได้ที่นี่ครับ
January 8th, 2008 §
วันนี้เกิดความคิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับเรื่องนวัตกรรม โดยเฉพาะจากมุมมองของนวัตกรรมในเชิงเครือข่าย จริงๆก็ไม่มีอะไรใหม่ แต่ภาพในหัวมันชัดดี เลยเอามาเขียนไว้กันลืม
1. นวัตกรรมที่ประสบผลสำเร็จมักไม่ได้เกิดจากอัฉริยะข้ามคืน (Lone innovator)
2. นวัตกรรมใหม่ๆมักเกิดจากความซ้อนทับเชื่อมโยงกันของความรู้หรือนวัตกรรมเดิมๆที่มีอยู่แล้วในเครือข่าย แต่มาบรรจบกัน (intersect) ด้วยมุมมองหรือรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งเรียกว่านวัตกรรมเชิงแปลง (recombinative innovations)
3. ดังนั้นนวัตกรรมจึงคล้ายกับเพลงซิมโฟนี่ซึ่งมีส่วนประกอบที่หลากหลาย มีการพัฒนาส่วนต่างๆตลอดเวลา เชื่อมซ้อน แบ่งรับ แบ่งสู้ สอดประสานกันอย่างลงตัวของหลากท่วงทำนอง ที่เมื่อรวมกันแล้วเกิดเป็นภาพรวมใหม่ที่ไพเราะมีความเป็นองค์รวมที่ไม่อาจแยกส่วนแล้วรู้สึกเหมือนเดิมได้
4. ยิ่งหากมองนวัตกรรมไม่ได้แยกเป็นชิ้นๆแต่เป็นในเชิงนิเวศ (Innovation-ecosystems) ซึ่งมีนวัตกรรมต่างๆเชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์กันตลอดเวลาแล้ว ยิ่งคล้ายกับเพลงซิมโฟนี่ที่มีคุณภาพเข้าไปใหญ่ในเชิงว่าแนวทำนองที่หลากหลายต่างมีจุดเด่นของตนเอง มีเสียงจากเครื่องดนตรีต่างๆ ที่ผสมผสาน แบ่งช่วงกันในจังหวะที่หลากหลาย แต่สามารถรวมกันได้ พลักอารมรณ์ความรู้สึกของคนฟังไปในทิศทางเดียวกันได้ เช่นเดียวกับนวัตกรรมต่างๆที่เสริมเติมกันและกันในหลากหลายระดับ
5. บทบาทของนวัตกรในกระบวนการส่งเสริมนว้ตกรรมในลักษณะซิมโฟนี่ก็คือการดึงความสามารถของนักดนตรี ดูแลอารมณ์เพลง กำกับจังหวะ ให้ทุกสิ่งประสานสอดคล้องกันเป็นความสวยงาม เกิดความงามใหม่ในทุกๆช่วงเพลงแต่ก็กลมกล่อมในภวังค์
6. จริงๆหากให้สมจริงขึ้น มันจะไม่ใช่เพลงซิมโฟนี่แบบดั้งเดิม แต่จะเป็นเพลงซิมโฟนี่ที่เล่นแบบแจ็ซ ซึ่งแม้จะมีโน็ตกำหนดมาเบื้องต้น แต่ก็จะสามารถ improvise ได้ไม่มีที่สิ้นสุดในการหาสิ่งที่ใหม่และไพเราะออกมาจากโครงเดิมไปสู่ชีวิตใหม่ของโน็ตเหล่านั้น
7. การเล่นของวงจะต้องดึงความมีส่วนร่วมและความสนใจของคนดูให้ได้ ซึ่งทั้งความสามารถของ conductor และวง ทั้งในเชิงฝีมือการเล่นและการแสดงที่น่าตื่นเต้น ล้วนสำคัญกับการยอมรับของคนดู เช่นเดียวกับนวัตกรรมที่ต้องแพร่ไปผ่านผู้ใช้ในที่สุด