April 21st, 2008 § § permalink
สำหรับคนที่ชอบเพลงที่ให้อารมณ์ของออเคสตร้า ที่เต็มไปด้วยพลังที่เคลื่อนไหว ความดิบที่ร้อยเรียงไว้ในความสวยงามคล้าย Beethoven แต่ต้องการเสียงเครื่องดนตรีหลักที่เด่นละเอียด และผาดโผนพาขึ้นสวรรค์ลงนรกได้เช่น Liszt แล้วนั้น
Violin Concerto No. 1 in G minor ของ Max Bruch ซึ่งแต่งไว้ในปี 1866 นั้นย่อมทำให้คุณชอบได้อย่างแน่นอน
ผมเองรู้สึกประทับใจมากๆกับ concerto นี้ เป็นอะไรที่ตื่นเต้นขนลุกเวลาฟังที่สุดในรอบสองเดือนที่ผ่านมา แถมยังมีการเล่น Bass ในบางช่วงคล้ายเพลงสมัยใหม่มาก ออกจะเป็น Jazz ด้วยซ้ำโดยเฉพาะในช่วงกลางๆค่อนไปทางปลายของ movement ที่ 1 เป็นอะไรที่มหัศจรรย์มาก
ผมฟังของ Kyung Wha Chung ซึ่งเธอเล่นได้อย่างสวยงาม รุนแรง เล่น violin แบบกัดๆคล้ายกับเล่นกีตาร์ไฟฟ้าในวงร็อกอารมณ์ X-Japan นะครับ ใครชอบหวานกว่านี้เห็นว่า Joshua Bell ก็เคยเล่นไว้เหมือนกัน ลองไปฟังดูครับ
February 18th, 2008 § § permalink

Beethoven: Triple Concerto; Rondo in B flat; Choral Fantasy
Clemens Hagen (Performer), Ludwig van Beethoven (Composer), Nikolaus Harnoncourt (Conductor), Chamber Orchestra of Europe (Orchestra), Pierre-Laurent Aimard (Performer), Thomas Zehetmair (Performer)
วันนี้เอาอัลบั้มที่ซื้อมาซักพักแล้วมาฟังใหม่บน iPhone ขณะนั่งรถไฟฟ้าบนดินใต้ดินไปกลับร้านตัดเสื้อและ office รู้สึกว่ามันเพราะและได้อารมณ์ Beethoven อย่างยิ่งยวด คือรู้สึกได้ถึงความดิบและเรียบง่ายที่เต็มไปด้วยอารยธรรมและความสวยงาม ความกลมกลืนของความละเอียดอ่อน และพลังที่พุ่งพล่านอย่างมีจังหวะทำนอง การสอดรับกันของ Piano และเครื่องสายทำได้อย่างเรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่ สลับช่วงช้าและเร็วในช่วงที่ไม่ห่างกันนัก ทุกท่วงทำนองเกิดจากอะไรที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อนแล้วค่อยๆพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งเพลงสุดท้าย Choral fantasy นั้นเต็มไปด้วยความสดใสและสนุกสนานแต่รู้สึกได้ถึงความหวังที่ยิ่งใหญ่ ผมแถบจะ march ไปตลอดทางที่เดินขึ้นรถไฟฟ้าเลย ไม่ได้รู้สึกดีกับเพลงมากๆขนาดนี้มาหลายเดือนแล้ว อัลบั้มนี้ได้ Gramophone Magazine แนะนำด้วย….
ชุดเพลงแรก Triple concerto นั้นคือมีตัวเด่นสามตัว เปียโน ไวโอลิน และ เชลโล่ โดยมีวงออเคสตร้าเล่นเสริมอยู่ด้านหลัง
Rondo คือเพลงที่มีท่วงทำนองหลักวนซำ้ไปเรื่อยๆแต่พัฒนาเปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่ซ้ำ และสลับกับทำนองอื่นๆอย่างต่อเเนื่อง
Choral fantasy ของ Beethoven นี้มีบทกวีที่กล่าวถึงชัยชนะของแสงสว่างต่อความมืด หรือความดีย่อมชนะความเลวร้ายอยู่ด้วย เป็นการเดินทางจากซีไมเนอร์ที่ทะมึนทึมลึกลับแฝงด้วยความไม่สบายใจ ไปสู่ซีเมเจอร์ที่สว่างไสวตื่นตัวและมีความสุข
January 8th, 2008 § § permalink
วันนี้เกิดความคิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับเรื่องนวัตกรรม โดยเฉพาะจากมุมมองของนวัตกรรมในเชิงเครือข่าย จริงๆก็ไม่มีอะไรใหม่ แต่ภาพในหัวมันชัดดี เลยเอามาเขียนไว้กันลืม
1. นวัตกรรมที่ประสบผลสำเร็จมักไม่ได้เกิดจากอัฉริยะข้ามคืน (Lone innovator)
2. นวัตกรรมใหม่ๆมักเกิดจากความซ้อนทับเชื่อมโยงกันของความรู้หรือนวัตกรรมเดิมๆที่มีอยู่แล้วในเครือข่าย แต่มาบรรจบกัน (intersect) ด้วยมุมมองหรือรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งเรียกว่านวัตกรรมเชิงแปลง (recombinative innovations)
3. ดังนั้นนวัตกรรมจึงคล้ายกับเพลงซิมโฟนี่ซึ่งมีส่วนประกอบที่หลากหลาย มีการพัฒนาส่วนต่างๆตลอดเวลา เชื่อมซ้อน แบ่งรับ แบ่งสู้ สอดประสานกันอย่างลงตัวของหลากท่วงทำนอง ที่เมื่อรวมกันแล้วเกิดเป็นภาพรวมใหม่ที่ไพเราะมีความเป็นองค์รวมที่ไม่อาจแยกส่วนแล้วรู้สึกเหมือนเดิมได้
4. ยิ่งหากมองนวัตกรรมไม่ได้แยกเป็นชิ้นๆแต่เป็นในเชิงนิเวศ (Innovation-ecosystems) ซึ่งมีนวัตกรรมต่างๆเชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์กันตลอดเวลาแล้ว ยิ่งคล้ายกับเพลงซิมโฟนี่ที่มีคุณภาพเข้าไปใหญ่ในเชิงว่าแนวทำนองที่หลากหลายต่างมีจุดเด่นของตนเอง มีเสียงจากเครื่องดนตรีต่างๆ ที่ผสมผสาน แบ่งช่วงกันในจังหวะที่หลากหลาย แต่สามารถรวมกันได้ พลักอารมรณ์ความรู้สึกของคนฟังไปในทิศทางเดียวกันได้ เช่นเดียวกับนวัตกรรมต่างๆที่เสริมเติมกันและกันในหลากหลายระดับ
5. บทบาทของนวัตกรในกระบวนการส่งเสริมนว้ตกรรมในลักษณะซิมโฟนี่ก็คือการดึงความสามารถของนักดนตรี ดูแลอารมณ์เพลง กำกับจังหวะ ให้ทุกสิ่งประสานสอดคล้องกันเป็นความสวยงาม เกิดความงามใหม่ในทุกๆช่วงเพลงแต่ก็กลมกล่อมในภวังค์
6. จริงๆหากให้สมจริงขึ้น มันจะไม่ใช่เพลงซิมโฟนี่แบบดั้งเดิม แต่จะเป็นเพลงซิมโฟนี่ที่เล่นแบบแจ็ซ ซึ่งแม้จะมีโน็ตกำหนดมาเบื้องต้น แต่ก็จะสามารถ improvise ได้ไม่มีที่สิ้นสุดในการหาสิ่งที่ใหม่และไพเราะออกมาจากโครงเดิมไปสู่ชีวิตใหม่ของโน็ตเหล่านั้น
7. การเล่นของวงจะต้องดึงความมีส่วนร่วมและความสนใจของคนดูให้ได้ ซึ่งทั้งความสามารถของ conductor และวง ทั้งในเชิงฝีมือการเล่นและการแสดงที่น่าตื่นเต้น ล้วนสำคัญกับการยอมรับของคนดู เช่นเดียวกับนวัตกรรมที่ต้องแพร่ไปผ่านผู้ใช้ในที่สุด
January 5th, 2008 § § permalink
อัลบั้มที่ประทับใจผมที่สุดที่ซื้อมาในช่วงฉลองปีใหม่ที่ร้าน Gramophone (Paragon) ก็คืออัลบั้มเพลงประกอบภาพยนต์โดย Ennio Morricone เขาเป็นนักแต่งเพลงและ conductor จากอิตาลีซึ่งมีแนวทางการแต่งเพลงที่ไม่เหมือนใครในช่วงนั้น พื้นฐานของ Ennio เป็นเพลง Classic ที่มีแนวทางไปในลักษณะ Romantic แต่ไม่ฟู่ฟ่าหรือโฉ่งฉ่าง เน้นความสวยงามของเมโลดี้ theme / motif ตามลักษณะเพลงประกอบภาพยนต์ และใช้เพลงลักษณะนี้ในการประกอบภาพยนต์โดยเฉพาะแนว American Western / Cowboy ซึ่งทำได้อย่างลงตัวจนน่าตกใจ เหมือนเป็นการผสมผสานโลกเก่าของยุโรปมาห่อหุ้มภาพของโลกใหม่ในอเมริกา เขาร่วมกับผู้กำกับเช่น Sergio Leone นำแนวทางการทำหนังแบบยุโรป มาทำหนังฮอลีวู๊ตได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยเฉพาะเมื่อมีดนตรีประกอบซึ่งสามารถดึงอารมณ์ได้รุนแรงที่สุด เช่นในเรื่อง Once upon a time in the West
เพลงที่ผมชอบที่สุดในอัลบั้มคือเพลง Deborah’s theme ของเรื่อง Once upon a time in America ซึ่งใช้เวลาเพียงราว 4 นาที และ Masto e Margherita ราว 5 นาที เป็นเมโลดี้ซึ่งไม่ซับซ้อนแต่สวยงามอย่างที่สุด อิจฉริยะของEnnio อยู่ที่การเรียบเรียงเสียงประสาน (Orchestration) ในแนว Chamber orchestra คือไม่เยอะหรือดังเกินไป ซึ่งการทำ Harmony ของโน็ตในทีมแต่ละตัวสามารถทำได้อย่างเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งจนเกือบจะลึกลับเสียด้้วยซ้ำ ฟังจบแล้วน้ำตาจะไหลเลยครับ
เพลงส่วนใหญ่เป็นแนว chamber หรือ orchestra ที่ไม่ใหญ่นัก เน้น piano และเครื่องดนตรีเด่นไม่กี่ชิ้น ไม่มีการโฉ่งฉ่างแบบดนตรีประกอบภาพยนต์ทั่วไป สรุปได้ว่าเป็น Romantic ที่เดินแบบ classicist และมีกลิ่นของ 20th century แต่พองามครับ
December 5th, 2007 § § permalink

I recently discovered my new favorite classical composer that was dead for 58 years. His music infused my imagination with the scene where I could fly over the great landscape of Ireland with mountains, the sea and the grass plains. Or to sit quietly near by the cold big rock beside the sea.
His name was John Moeran (1894-1950). He was an English man with an Irish heritage who transformed traditional folkmusic of Ireland into the chamber as well as symphonic music of highest beauty. My favorite pieces are Symphony in G and all his quartets.
More about his works at wikipedia, click here