October 5th, 2010 § § permalink

Last week I’ve attended our Thai Rural Reconstruction Movement Foundation (TRRM) board meeting (which ChangeFusion is under). We’ve many passionate senior-level board members from M.R. Pridiyathorn, K. Ennu, Archarn Patamawadee, Archarn Nipon and many more. Among various issues discussed, there might be now a clear possible solution for TRRM’s position in Thai sustainable development.
Key issues that they are already working on, that might bring TRRM to engage more, are..
- Scale-up weather index insurance to support the gov’s agricultural price insurance programme
- Transforming government’s banks into development banks in providing broad access to medium to long-term credit with capacity support focusing in community business / SME / SE development.
- National Farmers’ DB and inter-linkage with various applications
- Community-Finance systemic development
- Tree Bank programme, transforming trees/community forest into assets-building programme & linking with CSR
In addressing these issues systematically and proactively, some sort of economic equality forum in honor of Dr Puey might be setup.
October 4th, 2010 § § permalink
I was invited by Dr. Pravej’s reform forum to propose how internet and social media can contribute to the national reform afford, especially in providing collaborative platform between Civil Society, Netizens and the Government.
After some data on internet/social media usages in Thailand and how social media is reducing transaction for collective action significantly. My basic strategy consists of..
(1) Government should open up its data similar to the US’ Open Government Initiative (such as data.gov, etc..)
(2) Policy crowdsourcing platform similar to ideas.in.th or ilaw.or.th
(3) Online platform for volunteer & giving matching similar to globalgiving.com, sasix as well as kiva.org
July 14th, 2010 § § permalink
นักการเงินกับการพัฒนาสังคมเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะห่างไกลกันคนละขั้ว แต่หากเรามองไปยังประเทศสวิสเซอร์แลนด์ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและยาวนานกับประเทศไทย เราอาจจะเริ่มเห็นบทบาทของนักการเงินที่จะเป็นคานงัดสำคัญที่อาจจะพลิกพื้นสังคมให้พ้นไปจากวิกฤตครั้งนี้ได้

ประเทศสวิสฯนอกจากจะมีชื่อเสียงเกี่ยวกับภาคการเงินแล้ว ยังเป็นประเทศที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้ชีวิตในช่วงการเรียนรู้และพัฒนาความคิดของพระองค์ องคมนตรีท่านหนึ่งเคยเล่าว่าที่มาของโครงการสารานุกรมสำหรับเยาวชนนั้น ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะความประทับใจของระบบห้องสมุดและสารานุกรมในประเทศสวิสเซอร์แลนด์จึงดำริว่าเด็กไทยเองก็ควรมีโอกาสเข้าถึงความรู้เช่นนั้นบ้าง นอกจากนั้นแนวคิดเรื่องระบบสหกรณ์ที่พระองค์ทรงนำมาเน้นหนักให้เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น ในประเทศสวิสฯระบบสหกรณ์มีความแข็งแรงมาก โดยเฉพาะในภาคการเกษตรหรือแม้ภาคการค้าปลีกเช่นห้างสรรพสินค้านั้นก็ล้วนมีสหกรณ์เป็นธุรกิจที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ซึ่งล้วนเป็นธุรกิจที่เต็มไปด้วยศักยภาพพร้อมๆกับความล้ำสมัยทางเทคโนโลยี ด้วยเหตุนี้รายได้มหาศาลที่เกิดจากการพัฒนาภาคเกษตรและการค้าปลีก จึงตกอยู่กับเกษตกรและประชาชนทั่วไปที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ เป็นที่น่าเสียดายที่ภาคสหกรณ์ในประเทศไทยยังไม่สามารถขยายตัวได้ดังพระราชดำริ ปัญหาความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ในประเทศไทยส่วนหนึ่งก็เกิดจากความล้มเหลวที่จะใช้ระบบสหกรณ์เป็นเครื่องมือที่นำในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

จะเห็นได้ว่าประเทศสวิสเซอร์แลนด์อาจมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการนำแนวคิดสำคัญในการพัฒนาอย่างยั่งยืนเข้ามาสู่ประเทศไทย อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยังมีปรากฏการณ์ใหม่ๆของสวิสที่ประเทศไทยสามารถเรียนรู้ได้ โดยเฉพาะบทบาทของภาคตลาดทุนต่อการพัฒนาสังคมสิ่งแวดล้อม สวิสฯเป็นประเทศที่มีภาคการเงินที่เป็นที่ยอมรับทั่วไปว่ามีศักยภาพ มีเสถียรภาพ น่าเชื่อถือ และมีความสำคัญระดับโลก แม้ในช่วงวิกฤตการเงินโลกที่ผ่านมา ประเทศสวิสก็สามารถแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว และในภาคการเงินนี้เองก็มีนวัตกรรมการเงินการลงทุนเพื่อสังคมระดับโลกที่น่าเรียนรู้อย่างมากสำหรับนักการเงินและนักลงทุนไทย
การเงินการลงทุนเพื่อสังคมในสวิสฯอาจจะแบ่งได้เป็นสองส่วนสำคัญ ส่วนแรกคือสิ่งที่เรียกว่าการลงทุนที่รับผิดชอบต่อสังคม (Socially Responsible Investment) ซึ่งเรียกสั้นๆว่า SRI และส่วนที่สองก็คือการลงทุนโดยตรงในกิจการที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่อสังคมสิ่งแวดล้อมโดยตรง เช่น การลงทุนในกิจการเพื่อสังคม หรือโครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่สร้างรายได้ ส่วนที่สองนี้มักจะเรียกว่า Impact Investment ซึ่งจากการประมาณการณ์ในปี 2009 พบว่าทั้งสองส่วนนี้มีมูลค่ารวมถึงสามหมื่นสี่พันล้านสวิสฟรัง (34 Billion CF) หรือราวหนึ่งแสนล้านบาท
ในส่วน SRI นั้นมักจะลงทุนในหุ้น พันธบัตร และสินทรัพย์ต่างๆของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกที่ผ่านเกณฑ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อมหรือที่เรียกว่า CSR (Corporate Social Responsibility) อย่างเข้มข้นพอสมควร มีการรายงานเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจนและวัดผลได้ กล่าวคือเป็นการใช้เงินลงทุนผลักดันสนับสนุนให้กิจการสำคัญๆทั่วโลกมีมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคม นอกจากนั้นกองทุน SRI จำนวนมากยังเข้าไปมีบทบาทในฐานะผู้ถือหุ้นที่จูงใจและแนะนำให้บริษัทต่างๆดำเนินกิจการโดยคำนึงถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะผ่านการประชุมผู้ถือหุ้น การที่ตลาดทุนของสวิสฯเป็นตลาดทุนที่มีความสำคัญและเชื่อมโยงการลงทุนไปทั่วโลกนั้น เมื่อมีวาระสำคัญเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมพ่วงไปด้วย จึงย่อมเกิดผลมหาศาลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลก โดยทั่วไปแล้วผลตอบแทนการลงทุนในกองทุนประเภท SRI นั้นมักจะไม่น้อยไปกว่าอัตราตลาด และยังเชื่อว่าบริษัทที่เข้าไปลงทุนนัั้นเมื่อมีความรับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบวัดผลได้ จึงย่อมจะมีแนวโน้มที่จะมั่นคงกว่าบริษัทอื่นๆอีกด้วย นอกเหนือจากนั้นจุดขายสำคัญของกองทุนประเภทนี้ก็คือการเปิดโอกาสให้นักลงทุนและผู้มีสินทรัพย์เป็นจำนวนมากนั้นสามารถที่จะมีทางเลือกที่จะลงทุนได้อย่างยั่งยืนและมีประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

นอกจาก SRI แล้ว บทเรียนที่อาจจะเรียกได้ว่าน่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีกก็คือประเด็น Impact Investment ซึ่งเน้นไปลงทุนเพื่อที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขึ้นโดยตรง โดยทั่วไปแล้วมักจะเป็นที่เข้าใจกันว่าการสร้างคุณค่าทางสังคม สุขภาวะ และสิ่งแวดล้อมนั้นจะต้องทำผ่านมูลนิธิและองค์กรสาธารณะประโยชน์เท่านั้น ซึ่งที่มาของทุน (source of fund) ก็ย่อมจะต้องเป็นการบริจาคเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามกระแสโลกเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นล้ำหน้าไปกว่าขั้นดังกล่าวอย่างมาก ปัจจุบันมีองค์กรจำนวนมาก โดยเฉพาะกิจการเพื่อสังคม และองค์กรในลักษณะอื่นๆที่สามารถสร้างคุณค่าทางสังคมได้โดยไม่ต้องใช้ทุนให้เปล่า แต่กลับสามารถสร้างรายได้และขยายผลงานของตนได้อย่างกว้างขวางและมีความแข็งแรงทางการเงินอีกด้วย ตัวอย่างเช่นกิจการเพื่อสังคมในประเด็นต่างๆเช่น การเงินชุมชน (micro-finance) เกษตรยั่งยืน การค้าขายที่เป็นธรรมต่อผู้ผลิต (fair trade) พลังงานทดแทน การท่องเที่ยวที่จัดการโดยชุมชน สุขภาพทางเลือก ฯลฯ ซึ่งองค์กรเหล่านี้สามารถใช้เงินทุนได้ทั้งในลักษณะการลงทุนในหุ้น สินเชื่อ และเครื่องมือการเงินต่างๆ ซึ่งล้วนจะนำไปสู่การสร้างผลที่เป็นรูปธรรมต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโลก พร้อมๆไปกับการสร้างผลตอบแทนทางการเงินตามสมควรอีกด้วย
ตัวอย่างของกองทุนสวิสฯประเภท Impact Investment ที่น่าสนใจก็คือ Blue Orchard ซึ่งบริหารจัดการกองทุนที่ไปลงทุนกับองค์กรการเงินชุมชนทั่วโลก (Micro-finance Institution) กล่าวได้ว่าเป็นกองทุนแม่ (Fund of funds) ที่ลงทุนกับกองทุนลูกทั่วโลกซึ่งไปปล่อยสินเชื่อขนาดเล็กมากให้กับผู้คนทั่วโลก คล้ายกับกรณีธนาคารกรามีนของบังคลาเทศที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ยากจนสามารถเข้าถึงสินเชื่อเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างอาชีพของพวกเขาได้อย่างเหมาะสม ซึ่งกองทุน Blue Orchard นั้นมีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (Assets under Management -AuM) อยู่ราวเกือบหนึ่งพันล้านสวิสฟรัง ล่าสุดได้เปิดกองทุนใหม่ Bamboo Finance ที่เน้นไปลงกับกิจการเพื่อสังคมที่สร้างสินค้าและบริการให้กับคนจนทั่วโลก เช่น ระบบจัดการน้ำขนาดเล็กสำหรับเกษตกร บริการทางการแพทย์เพื่อชุมชนยากจน บริการพลังงานทดแทนและไฟฟ้าสำหรับชุมชนห่างไกล เป็นต้น

นอกจากนั้นก็ยังมีบริษัท ResponsAbility ซึ่งเป็นบริษัทจัดการการลงทุนที่มีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการกว่าแปดร้อยล้านสวิสฟรัง ซึ่งเน้นไปลงทุนกับกิจการเพื่อสังคมในประเด็นสำคัญๆ เช่น สื่อเสรี การค้าที่เป็นธรรมต่อผู้ผลิต การเงินชุมชน กิจการเพื่อสังคมประเภทอื่นๆ รวมถึง SMEs ในประเทศที่ผู้ประกอบการขนาดเล็กไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจของตนได้อีกด้วย จุดที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือการที่ ResponsAbility และพันธมิตรเข้าไปพัฒนากองทุนที่เรียกว่า Media Development Loan Fund (MDLF) หรือกองทุนสินเชื่อระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาสื่อเสรี ซึ่ง MDLF มีบทบาทสำคัญในการลงทุนในสื่อเสรีและสื่อพลเมืองที่ขยายผลได้ทั่วโลก ประเภทของสื่อที่เข้าไปลงทุนนั้นมีหลากหลายไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ เครือข่ายวิทยุชุมชน สื่อออนไลน์ เช่น ในประเทศมาเลเซีย สื่อเสรีที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่งก็คือเว็บไซต์ข่าวมาเลเซียคินี่ ซึ่งมีผู้เข้าชมหลายล้านคนต่อวัน นำเสนอข่าวและมุมมองที่ตรงไปตรงมา ไม่เลือกข้าง เน้นตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และยังสามารถสร้างรายได้มากว่าปีละ 2 ล้านเหรียญสหรัฐ จากตัวอย่างนี้จึงเห็นได้ว่าเป็นการลงทุนที่สร้างผลต่อสังคมเป็นวงกว้างไปทั่วโลกในด้านประชาธิปไตย และการต่อต้านคอร์รับชั่นในประเทศกำลังพัฒนา
บทเรียนที่สำคัญต่อภาคการเงินไทยก็คือกระบวนการที่บริษัทจัดการการลงทุนเหล่านี้สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับธนาคารขนาดใหญ่ และสภาบันการเงินต่างๆซึ่งมีลูกค้าผู้มีสินทรัพย์จำนวนมาก และนักลงทุนสถาบัน ซึ่งต่างย่อมมีความสนใจที่จะสร้างประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆกับผลตอบแทนทางการเงิน การเรียนรู้ความสนใจด้านสังคมของลูกค้า การสร้างปฏิสัมพันธ์จนนำไปสู่การสร้างบริการทางการเงินที่เหมาะสมสำหรับลูกค้าแต่ละรายนั้น และยังให้บริการเป็นที่ปรึกษาด้านการเงินการลงทุนเพื่อสังคมให้กับธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆเพื่อให้หน่วยงานเหล่านั้นสามารถไปแนะนำลูกค้าของตนเองได้ กระบวนการเหล่านี้แท้จริงก็คือการใช้ทักษะของนักการเงินสวิสฯที่สั่งสมมานาน แต่นำมาใช้ในด้านที่จะสร้างประโยชน์ต่อความยั่งยืนของโลกนั้นเอง
หากนักการเงินไทยเหลียวมองบทเรียนจากสวิสฯเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย อย่างน้อยจากมุมนวัตกรรมเพื่อสังคมจากประเทศที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วนั้น เราอาจจะพบแนวทางหนึ่งซึ่งสามารถมีส่วนสำคัญในการสร้างบทบาทของภาคธุรกิจต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยสู่ความยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ และต่อต้านคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะการขับเคลื่อนของภาคการเงินการลงทุนซึ่งมีกำลังมหาศาลนั้น หากนำเอาบทเรียนเรื่องการเงินการลงทุนเพื่อสังคมจากสวิสฯทั้่งในด้าน SRI และ Impact Investment ไปปรับใช้ ก็ย่อมจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นรูปธรรมที่จะทำให้ทั้งภาคธุรกิจขนาดใหญ่มีความรับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบมากขึ้น และยังสามารถลงทุนสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมในประเทศไทยอันหลากหลายให้เกิด และขยายผลได้อย่างกว้างขวาง จนอาจจะเล่มเทียนสำคัญที่จะทำให้คนไทยเริ่มเห็นแสงที่ปลายอุโมงของวิกฤตสังคมการเมืองในครั้งนี้ก็เป็นได้
สุนิตย์ เชรษฐา ChangeFusion Institute / July 2010
April 23rd, 2009 § § permalink

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยจะเป็นได้แค่ฝันหวาน หากไม่สามารถเข้าถึงรากทางวัฒนธรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสู่ความแตกต่างที่ยั่งยืนได้
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) กำลังเป็นที่สนใจของประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชน เห็นได้จากมีนโยบายรัฐ องค์กรต่างๆ นักธุรกิจ และแม้แต่ศิลปินหรือผู้สร้างสรรค์สื่อต่างๆออกมาพูดในประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความ รู้ (สบร. – OKMD) มีนโยบายด้านนี้อย่างชัดเจน มีการจัด Creative Economy Forum อีกทั้งองค์กรลูกเช่น TCDC ได้มีการจัดประชุม จัดนิทรรศการที่นำมาจากต่างประเทศและในประเทศมากมายเกี่ยวกับประเด็นนี้ องค์กรมากมายกำลังจัดประกวดงานสร้างสรรค์มากมาย คนไทยกำลังคิดว่าทางออกหนึ่งของประเทศน่าจะเป็นการสร้างฐานเศรษฐกิจอันเกิดจากงานสร้างสรรค์ที่หลากหลาย โดยเฉพาะสื่อต่างๆ และยังขยายวงไปถึงวงการออกแบบที่หลากหลายตั้งแต่แฟชั่นไปจนถึงออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ ประเทศเช่นเกาหลี ญี่ปุ่น อิตาลี และฝรั่งเศส กำลังเป็นแนวทางที่หลายๆคนฝันใฝ่ว่าเมืองไทยน่าจะมั่นใจไปในทิศทางนี้

แต่สภาพความเป็นจริงของสถานะเมืองไทยเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นยังน่าเศร้าอยู่มาก นิยามของเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นองค์กรระดับโลกจำนวนมากให้ความหมายไปในทิศทางของเศรษฐกิจที่สามารถผลิตสินค้าต่างๆที่เป็นลิขสิทธิ์ทางปัญญา (Intellectual property right) ในวงการต่างๆโดยเฉพาะในส่วนของสื่อ ศิลปะ และการออกแบบ โดยการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นมักมองความสำเร็จไปที่ความสามารถจะส่งออกความสร้างสรรค์เหล่านี้ไปยังต่อประเทศได้อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ
แต่ประเทศไทยนั้นแม้จะมีภาพยนต์และผลงานการออกแบบต่างๆที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลก หรือภูมิภาคอยู่บ้างนั้น แต่ก็ยังมีอยู่น้อยมาก จนแทบจะเรียกได้ว่างานต่างๆที่ได้รางวัลหรือขายได้ในระดับโลกนั้นเกิดขึ้นเป็นส่วนน้อยจนน่าใจหาย และยังเป็นผลงานที่มีลักษณะเฉพาะกลุ่มมากๆ เช่น ภาพยนต์เชิงศิลปะเพียงไม่กี่เรื่อง ซึ่งยากต่อการขยายผลไปทั่วโลกเพื่อให้ได้มูลค่าทางเศรษฐกิจที่จะเป็นแรงสำคัญของประเทศได้ ขณะที่ภาพยนต์ส่วนใหญ่ที่ผลิตในประเทศนั้นก็ยังอยู่ในวังวนของการนำคณะตลกต่างๆมาขึ้นจอ สร้างเป็นภาพยนต์ เน้นตลกที่ยากต่อความเข้าใจของคนนอกประเทศ (อาจยกเว้นประเทศลาวซึ่งเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมไทยเป็นอย่างดี) หรือไม่เช่นนั้นก็เน้นผี เซ็กซ์ และความรุนแรง ในลักษณะที่ไม่ได้มีความละเอียดหรือลึกซึ้งในทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า ความแตกต่างมากพอและร่วมสมัยพอที่จะส่งออกไปขายได้อย่างกว้างขวาง ซ้ำร้ายเมื่อภาครัฐพยายามมีมาตรการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์เพื่อดูแลเด็กเยาวชนไม่ให้ได้รับสื่อเสี่ยงก่อนที่จะมีภูมิคุ้มกันพอ ซึ่งเป็นแนวทางที่ทั่วโลกยอมรับไม่ว่าจะเป็นอังกฤษหรืออเมริกาก็ตาม บรรดาผู้ผลิตละครต่างๆก็พยายามทุกวิถีทางที่จะต่อต้าน เพราะกลัวว่าช่วงเวลาที่ปกติมีละครนั้นจะถูกกำหนดไม่ให้รุนแรงนั้น ก็จะไม่สามารถใช้วิธีขายความรุนแรง ขายนม ที่ทำกันง่ายๆได้อีกต่อไป
ในที่สุดการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์แม้จะขึ้นเครื่องหมายอยู่ทุกวันแล้ว (เช่น ท ฉ ฯลฯ) แต่ในทางปฏิบัติก็แทบไม่ต่างอะไรจากเดิมอีกต่อไปเพราะมาตรฐานของกรมประชาสัมพันธ์นั้นไม่ได้มีความจริงจังอะไร ซึ่งย่อมจะทำให้วงการละครของไทยไม่สามารถพัฒนาไปให้มีความสามารถที่จะแข่งขันผลิตละครคุณภาพที่ขายเนื้อหาที่สนุกสนาน เช่นละครญี่ปุ่นหรือละครเกาหลีได้ เพราะหากช่องใดพยามยามทำละครคุณภาพ อีกช่องหนึ่งไม่ทำแต่ขายความรุนแรงและนมเหมือนเดิม ก็ย่อมจะมีความเสี่ยงที่คนทั่วไปก็จะเสพย์ติดความรุนแรง การตบตี และนมอยู่เช่นเดิม กติกาของภาครัฐที่จะทำให้ตลาดต้องแข่งขันกันบนฐานของคุณภาพก็เป็นหมันไปในที่สุด เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในวงการละครย่อมไม่มีทางเกิดได้อย่างเป็นระบบ
ผลงานด้านอื่นๆก็ยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรแม้ในประเทศไทยเอง ไม่ว่าจะเป็นในวงการวรรณกรรม ศิลปะ และการออกแบบ
หากมองความสำเร็จของประเทศอื่นๆในการพัฒนาเศรษฐกิจที่สร้างสรรค์ มักจะมีอย่างน้อยสองประเด็นสำคัญ
ประเด็นแรกคือการบริโภคทางวัฒนธรรมในประเทศต้องมีพัฒนาการพอสมควร สามารถรองรับผลงานสร้างสรรค์ที่มีความพิเศษแตกต่าง มีบริบททางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งและมีเนื้อหาที่มีคุณค่าน่าติดตามได้พอสมควร (คล้ายแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง กล่าวคือต้องบริโภคเองได้ด้วยพอสมควร ไม่ใช่หวังพึ่งต่างประเทศเท่านั้น จึงจะทำให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานเหล่านั้นอยู่ได้ด้วย) ซึ่งในประเทศไทย ตลาดของไทยยังแทบไม่สามารถรับสินค้าทางวัฒนธรรมที่มีเนื้อหาคุณภาพและลึกซึ้งได้เลย กลุ่มการบริโภคที่มีอยู่ก็เล็กเสียจนยากต่อการที่จะเป็นแจงจูงใจให้ใครมาผลิตสินค้าทางวัฒนธรรมเหล่านี้ออกมา
ประเด็นที่สองก็คือการที่สินค้าที่สร้างสรรค์เหล่านี้มักจะเกิดจากรากฐานทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมจากอิตาลี ฝรั่งเศส เกาหลี หรือญี่ปุ่น ต่างก็มีมิติบริบททางวัฒนธรรมที่นำมาพัฒนาให้ร่วมสมัยอยู่พอสมควร แม้กระแสวัฒนธรรมเกาหลีจะแรง แต่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของญี่ปุ่นนั้นแข็งแรงกว่ามากนักโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งความสนับสนุนจากภาครัฐมากมากดังในเกาหลี แต่เน้นคุณภาพและความพิเศษทางวัฒนธรรมเป็นจุดขาย ไม่ว่าจะเป็นสื่อเช่น การ์ตูน เพลง ภาพยนต์ และวรรณกรรม ล้วนแล้วแต่มีรากฐานความแตกต่างมาจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิมและวัฒนธรรมเมืองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนโดราเอมอนหรือแม้แต่โตโตโร (my best friend TOTORO) ซึ่งมีความเป็นญี่ปุ่นอย่างมากที่ผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิม (เรื่องเล่า ตำนานต่างๆ) วัฒนธรรมเมืองร่วมสมัย (ชีวิตครอบครัวแบบญี่ปุ่น) ฯลฯ หรือแม้แต่ในวงการออกแบบของญี่ปุ่นนั้นมีรากทางวัฒนธรรมอยู่มากและสามารถนำมาปรับให้เข้ากับยุคสมัยจนเป็นที่ต้องการไปทั่วโลก


เช่นร้าน MUJI ที่ขายสินค้าต่างๆที่มีการออกแบบสมัยใหม่ เรียบง่าย และมีความเป็นธรรมชาติ ซึ่งแตกต่างกับการออกแบบสมัยใหม่ของตะวันตก (modernism) เป็นอย่างมาก ซึ่งล้วนตั้งอยู่บนแนวคิดและปรัชญาการออกแบบที่รากฐานมาจากศาสนาเซน และชินโต ซึ่งเน้นความเรียบง่าย ความว่าง กำจัดทุกสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป แต่ยังคงเชื่อมโยงดื่มดำกับความเป็นธรรมชาติ ให้ความรู้สึกสงบอันเบิกบาน ซึ่งเป็นหลักการออกแบบที่เรียกว่าวะบิซาบิซึ่งไหลหลั่งไปยังทุกมิติทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นการออกแบบบ้าน สินค้า พิธีชงชาเขียว ละครโน๊ะ เป็นต้น ซึ่งทำให้สินค้าที่รากฐานทางวัฒนธรรมอย่าง MUJI นั้นมีความแตกต่างและเป็นที่ต้องการไปทั่วโลก
ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ประเทศไทยควรมุ่งเน้นที่จะทำให้คนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่จะสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์สามารถเข้าถึงรากฐานทางวัฒนธรรมของตัวเองได้โดยง่าย และสามารถนำมาปรับใช้สร้างมูลค่าเพิ่มจนกลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่เป็นที่ต้องการของโลก แบรนด์ความเป็นไทยนั้นแท้จริงเป็นแต้มต่ออยู่แล้วในโลกตะวันตกเพราะมีความนิยมวัฒนธรรมไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นการศึกษา กิจกรรม และการเข้าถึงเนื้อหาทางวัฒนธรรมที่หลากหลายและแตกต่างในประเทศจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญอย่างมาก ในหลายประเทศ เนื้อหาทางวัฒนธรรมทั้งหลายนั้นสามารถเข้าถึงได้โดยง่ายผ่านห้องสมุดดิจิตอลซึ่งในประเทศไทยยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น
กิจกรรมส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนจึงควรตั้งอยู่บนการใช้รากฐานทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของชาติ นายทุนในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ควรจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในโครงการสร้างสื่อต่างๆที่มีรากทางวัฒนธรรมและมีคุณภาพพอที่จะขายได้เพื่อความสามารถในการแข่งขันและผลตอบแทนในระยะกลางถึงยาว (เพราะการลงทุนสร้างสินค้าทางวัฒนธรรมแบบประชานิยม เช่น หนังตลกนั้นแม้อาจได้กำไรระยะสั้นแต่ก็ไม่นำไปสู่ความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นของประเทศและธุรกิจเองในระดับระหว่างประเทศ) ภาคธุรกิจจำเป็นต้องลงทุนให้การศึกษาในการบริโภคสื่อวัฒนธรรมคุณภาพกับสังคมไทย และต้องยอมรอพอสมควรก่อนที่จะนำไปสู่ผลกำไร ซึ่งก็จะเป็นการสร้างตลาดในประเทศที่สามารถบริโภควัฒนธรรมที่มีรากและมีคุณภาพได้ ซึ่งย่อมเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ก่อนที่จะนำไปสู่การส่งออกในระยะต่อไป
สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งก็การที่คนไทยในวงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์และผู้คนทั่วไปต้องเลิกดูถูกหรือแม้แต่รังเกียจรากวัฒนธรรมเราเอง เลิกควานหาความไฮโซในเมืองนอกแต่อย่างเดียว ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นเหมือนวิญญาณเร่ร่อน เป็นผีไม่มีศาล เพราะมัวแต่ไม่ยอมรับรากเหง้าตัวเอง หลงทางอยู่หน้าบ้านตัวเองอยู่ตลอดกาล
การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นเป็นงานระยะยาว ต้องเริ่มจากความรู้ความเข้าใจรากทางวัฒนธรรม การสร้างงานที่มีคุณภาพ การสร้างตลาดในประเทศที่จะรองรับได้ และสุดท้ายจึงจะนำมาซึ่งการส่งออกทางวัฒนธรรม หากสำเร็จจะสร้างความแตกต่างที่ยั้งยืนที่จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ยากที่ต่างชาติจะเลียนแบบได้ และยังส่งผลต่อคุณภาพประชากร และความมีศักดิศรีของคนไทยทั้งต่อตนเองและต่อโลกอีกด้วย
April 22nd, 2009 § § permalink
The mystery of capital, de soto
There are many people living with death properties, I.e. not legalized.
in developing countries, the volume of such death properties is gigantic in the economy,
this is problematic as this informal sectors can’t turn their properties to effective usages such as collatoral which will further contribute to economic development.
this create condition for a large amount of people are living outside of the system. it also create cost of not having effective law which
generate social problems and
undermine economic development.
therefore effective property legal system, I.e neutral law, adapted to needs of majority as well as simple/decentralized/deregulated.
by formalized the property systems;
-it allows economic potential of subjects,
-bring existing information into a single system,
-people become responsible, a
-assets are expandable and accessible, -transform citizens into commercial agents,
-protects transactions.

