March 13th, 2008 §

วันนี้ได้คุยในวงกระทรวงวัฒนธรรมเกี่ยวกับเรื่องการประเมินสถานการณ์เกมส์คอมพิวเตอร์ในสังคมไทย ก็เลยได้มีโอกาสคิดว่าปีนี้ TRN กับ สสส. และภาคีจะช่วยกันหนุนเสริมเรื่องเกมส์ดีๆอย่างไร
ประเด็น: ต้องการพัฒนาให้เกิดขึ้นจริงๆก็คือการพัฒนาองค์กรคนรุ่นใหม่ที่ผลิตเกมส์เพื่อสังคมได้อย่างยั่งยืน โดยการสร้างเครือข่ายตลาดเกมส์เพื่อสังคมสิ่งแวดล้อม คล้ายๆกลุ่ม serious game developers ในต่างประเทศที่พัฒนาเกมส์เช่น foodforce ที่ให้ผู้เล่นสามารถสวมบทบาทในการปฏิภารกิจต่างๆ เช่นการใช้เฮลิคอปเตอร์ไปส่งอาหารให้คนยากจนในพื้นที่เสี่ยงต่างๆของ World Food Programme และ PeaceMaker ซึ่งให้ผู้เล่นมีโอกาสที่จะพยายามแก้ปัญหาระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์
ความท้าทาย:
1. เมืองไทยมีการส่งเสริม การประกวด เกมส์ต่างๆมากมาย แต่ยังขาดการต่อยอด โดยเฉพาะในกลุ่มที่ชนะการประกวดต่างๆ สุดท้ายก็ไม่สามารถทำอะไรต่อได้ ต้องเข้าไปในบริษัทใหญ่ๆเช่นเดิม ไม่สามารถพัฒนาเกมส์ตามความสนใจได้
2. การบริโภคเกมส์ของตลาดก็จะเป็นการเน้นเกมส์ต่างประเทศ เช่น เกาหลี และจีน เกมส์ที่ผลิตเองก็มีปัญหาต่างๆ เช่น เกมส์กล่องก็จะเจอปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ (piracy) เกมส์ออนไลน์ก็ยังไม่ค่อยมีตัวอย่างมากนัก
โอกาส:
การปรับโมเดลทางธุรกิจของผู้ผลิตเกมส์เพื่อสังคม เพื่อให้สอดคล้องและใช้โอกาสพิเศษด้านสังคมที่ผู้ผลิตเกมส์ปกติไม่มี โดยสำหรับการพัฒนากิจการเพื่อสังคม (social enterprise)
1. การหาผู้สนใจสนับสนุนการสร้างเกมส์ประเด็นสังคมในลักษณะ wholesale sponsor
ซึ่งน่าจะสามารถสร้างตลาดหรือพืิ้นที่เชื่อมโยงผู้สนใจสนับสนุนและผู้ผลิตได้ โดยจะต้องทำในลักษณะที่
- เข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อ ผู้สปอนเซอร์ โดยเฉพาะในระดับสถาบันหรือองค์กรขนาดใหญ่ ทั้งของรัฐ องค์กรอิสระ องค์กรประชาสังคมที่มี่ทุน และส่วน CSR ของภาคธุรกิจ
- เข้าถึงผู้ผลิตที่มีคุณภาพและอยากผลิตเกมส์ที่มีประเด็นด้านสังคม
- มีผู้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงทั้งผู้สนับสนุนและผู้ผลิต เป็นตัวกลางบริหารความน่าเชื่อถือ โดยเป็นผู้พัฒนาความร่วมมือ การติดตามประเมินผลแต่ละ deal ที่เกิดขึ้น
2. การหาผู้สนับสนุนรายย่อย (retail sponsor)
- การเข้าถึงผู้สนับสนุนรายย่อยที่มีความสนใจประเด็นด้านสังคม
- การแก้ปัญหาเรื่องขนาดและการกระจาย เช่น ผ่านการสร้างความร่วมมือในช่องทางการกระจายเกมส์แบบใหม่ๆซึ่งมีขนาดใหญ่มากพอ เช่น การเปิดตลาดการกระจายเกมส์เพื่อสังคมไปยังโรงเรียน หน่วยงานระดับพื้นที่ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ เครือข่าย wifi สาธารณะ ซึ่งจะทำให้ช่องทาง (outlet) มีขนาดใหญ่จนสามารถดึงดูดผู้สนับสนุนรายย่อย (retail sponsors) โดยอาจมีการใช้กลไกแรงจูใจมาเสริม เช่นการแบ่งรายได้กับร้านเกมส์เน็ตคาเฟ่
3. การพัฒนากลไกเฉพาะเพื่อสนับสนุนธุรกิจเกมส์เพื่อสังคม
- การเชื่อมโยงกับกลไกกองทุนร่วมลงทุน (VC Funds) ทั้งที่ One Assets, SME Bank ทำอยู่ แต่ต้องมีการบริหารจัดการและพัฒนา deal ร่วมกับ คือต้องมีคนทำหน้าที่หา deal และพัฒนาให้ตรงกับ Investment criteria หรือเกณฑ์การลงทุน (Investment banking function) ไม่งั้นก็จะเข้าไม่ถึง
- การร่วมมือกับต่างชาติในเชิงวัฒนธรรม เพื่อจัดตั้งกองทุนในลักษณะเฉพาะ เช่น EU Fund, Media Development Loan Fund, Cultural fund
- การจัดระบบการเก็บภาษีวัฒนธรรม โดยเอาเงินจากสื่อเสี่ยงมาหนุนสื่อดี เช่นแนวทางที่เยอรมันเริ่มพัฒนาระบบภาษีที่คิดมลพิษทางวัฒนธรรมในลักษณะใกล้เคียงกับสิ่งแวดล้อม ส่วนนี้อาจจะใช้เวลานานกว่าจะสำเร็จ แต่หากสำเร็จก็ย่อมจะสามารถเกิดผลมหาศาลได้
March 9th, 2008 §

เพื่อช่วงอาทิตย์ที่แล้ว (3-5 มี.ค. 08) ผมได้รับเชิญจาก UN Economic Commission for Africa (UNECA) ให้ไปช่วยเป็น Speaker ในชุดงาน Sciences for Africa ที่เมือง Addis Ababa ประเทศ Ethiopia และให้ไปช่วยพัฒนาแผนการสร้างเสริมผู้ประกอบการเพื่อสังคมในหมู่คนรุ่นใหม่ (Young social entrepreneurs) ของ UNECA ที่ต้องการขยายบทเรียนที่เพื่อนๆและผมช่วยกันทำเรื่องกองทุนสนับสนุนผู้ประกอบการทางสังคม (Youth Social Enterprise Initiative -YSEI) ซึ่งกำลังเนินการอยู่ในเอเชียเป็นปีที่สอง ซึ่ง UNECA เห็นว่าน่าจะใช้แนวทางเดียวกันใน Africa ได้ โดยเฉพาะในการประกอบการที่เกี่ยวกับประเด็น ICT, Climate change และ วิทยาศาสตร์ โดยให้พวกผมไปช่วยเป็นที่ปรึกษาให้
ความสนใจที่มีมากมาย และโอกาสของเยาวชนในอาฟริกาซึ่งเป็นกลุ่มอายุที่มีจำนวนมากที่สุด
ผมนำเสนอให้ตัวแทนของ UN นักวิทยาศาสตร์ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ กว่าร้อยคนที่สนใจหัวข้อ Startup and Change the World with Youth Social Enterprise ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ดูสนใจและได้แรงบรรดาลใจมากเมื่อผมพูดถึงตัวอย่างคนรุ่นใหม่ที่สร้างโอกาสในด้านต่างๆ เช่นในเรื่องการทำระบบเกษตรปราณีตที่ช่วยแก้ปัญหาความยากจนในอีสานของไทยได้กว่าสี่ร้อยครอบครัว หรือการทำร้านขายส่งโดยเอาของหัตกรรมของชาวบ้านมาขายและรายได้กลับไปที่ชาวบ้านอย่างเป็นกอบเป็นกำซึ่งทำรายได้กว่าแสนเหรียญสหรัฐเมื่อปีที่แล้วในอินเดีย
สิ่งที่พวกเขาประทับใจที่สุดก็คือความคิดที่ว่าต่อไปนี้คนรุ่นใหม่สามารถจะเป็นทางออกของปัญหาได้ ไม่ใช่จะเป็นแค่เพียงเหยื่อของความยากจนเท่านั้น หรือความคิดที่ว่าคนรุ่นใหม่สามารถคิดที่จะสร้างงานได้ ไม่ใช่คิดแต่จะหางานอย่างเดียว ซึ่งในอาฟริกานั้นอัตราการว่างงานนั้นสูงเหลือเกิน
ปัญหาเดิมๆที่เจอกันทุกที่
ความท้าทายของอาฟริกานั้นก็มีเรื่องเดิมๆที่เราเจอกันในเอเชียเช่นกัน โดยเฉพาะปัญหาของบริบททางสังคม เช่นการที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนให้เยาวชนลุกขึ้นมาทำการประกอบการทางธุรกิจหรือทางสังคมเอง แต่อยากให้ลูกๆไปทำงานในภาคราชการหรือองค์กรใหญ่ๆมากกว่า ซึ่งคนที่มาประชุมกับผมก็ยังบอกว่าเขาไม่เคยสนับสนุนลูกให้ทำธุรกิจเลยจนมารู้อีกทีก็คือลูกแอบไปทำธุรกิจจนประสบผลสำเร็จ
อีกปัญหาเดิมๆก็คือความไม่แข็งแรงของธุรกิจ SMEs ในอาฟริกา ซึ่งการทำธุรกิจแบบเล็กๆแต่ไม่ได้เล็กไปเลยนี้ดูจะไม่ใชสิ่งที่คนที่นั่นมีความรู้เท่าใดนัก และยังไม่ค่อยมีเสียด้วยซ้ำ ยิ่งเป็นธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise) แล้วยิ่งแทบไม่มีเลย แต่ผมรู้สึกว่านี่อาจจะเป็นโอกาสเสียด้วยซ้ำ เพราะหากส่งเสริมให้เกิดธุรกิจพันธ์ใหม่นี้แล้ว สุดท้ายก็อาจจะกลายเป็นธุรกิจหลักที่ทำให้อาฟริกากลายเป็นทวีปที่มีธุรกิจที่ยั่งยืนในเชิงสังคมและสิ่งแวดล้อมในอนาคตก็ได้ โดยเฉพาะการที่ธุรกิจส่วนใหญ่ในบริบทอาฟริกันนั้นก็มักต้องเริ่มในชุมชนก่อน ดังนั้นการสร้างธุรกิจที่ทำประโยชน์ให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมนั้นย่อมเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับฐานลูกค้าของตนให้แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆด้วยซ้ำ
สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้คนรุ่นใหม่ในอาฟริกาเห็นโอกาสในการประกอบการเพื่อสังคมในหลากหลายรูปแบบที่ตนเองสามารถทำเองได้โดยไม่ต้องใช้ทุนรอนมากนัก และมีระบบสนับสนุนการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการเพื่อสังคมรุ่นใหม่ที่เชื่อมโยงกับประเทศในทวีปอื่นๆ
เพื่อนอาฟริกันของผมที่อยากเป็นผู้ประกอบการทางสังคม
ผมไปเจอเพื่อนคนหนึ่งชื่อ Joseph ที่พาผมเดินทางไปดูที่นั่นที่นี่ ตั้งแต่มหาวิทยาลัยซึ่งสวยและกว้างใหญ่เพราะเคยเป็นวังมาก่อน พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของ Ethiopia ซึ่งเล็กกว่าของไทยเสียหลายเท่าด้วยซ้ำทั้งๆที่มีประวัติมายาวนานกว่าสองพันปี แต่เพื่อนผมคนนี้เขาอยากเป็นผู้ประกอบการทางสังคม ดูๆเขาจะมาจากครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ เขาเปิดร้านอาหารและมีอินเทอร์เน็ตคาเฟ่โดยมีคอมพ์หนึ่งเครื่อง และจ้างเด็กผู้หญิงยากจนมาทำงานหนึ่งคนแต่ก็ให้ค่าตอบแทนที่ดี แทนที่จะจ้างคนทั่วๆไป เขาอยากขยายแนวการทำธุรกิจแบบนี้ เป็นเน็ตคาเฟ่ที่จ้างผู้ด้อยโอกาสมาทำงานและอบรมให้เขากลายเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการใช้คอมพิวเตอร์ และอาจจัดกิจกรรมเพื่อสังคมบ้างร่วมกับอาสาสมัครต่างชาติที่เขาสนิทๆอยู่หลายๆคน ซึ่งผมมองว่าเป็นโมเดลธุรกิจเพื่อสังคมที่ง่ายชัดเจนและน่าสนับสนุนทีเดียว
สถาบันที่เชื่อมโยงกันระหว่าง Ethiopia ไทย และญี่ปุ่น
ระหว่างที่คุยๆกับเพื่อนอาฟริกาของผมและอาสาสมัครญี่ปุ่น อยู่นั้น ผมก็ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมประเทศที่เจริญมายาวนานกว่าสองพันปีอย่าง Ethiopia ซึ่งไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร คล้ายๆกับญี่ปุ่นและประเทศไทยนั้นจึงตกต่ำลงได้ในช่วงศตวรรษนี้จนแทบจะกลายเป็นเครื่องหมายของความยากจนไปเสียด้วยซ้ำ
สิ่งที่ได้จากบทสนทนานั้นทำให้ผมกลับมาเหลียวหลังดูประเทศไทยเลยทีเดียว เขาบอกว่า Ethiopia เคยมีสถาบันกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่และรุ่งโรจน์สามารถทำให้ประเทศรอดพ้นยุคอาณานิคมมาได้ตลอด แต่ในช่วงเลี้ยวต่อของการพัฒนาแบบทุนนิยมที่ประเทศเขาก็ต้องเข้าสู่การแข่งขันในระดับภูมิภาคในรอบร้อยปีที่ผ่านมานั้นมีปัญหารุนแรงอยู่ที่ระบบเจ้านายและตระกูลที่ใกล้ชิดกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งไม่สามารถปรับตัวได้ แม้กษัตริย์จะพยายามแก้ปัญหาเท่าใด ก็ไม่สามารถทำลายพวกที่หากินอยู่รอบๆราชวงศ์ซึ่งมีทั้งเงินและอำนาจให้หมดไปได้ พวกนี้จึงหาประโยชน์ได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวอะไร เพราะจะอ้างสถาบันฯอยู่ตลอดเวลา และรวมตัวกันผูกขาดผลประโยชน์ของเศรษฐกิจหลักๆของประเทศ จนถ่วงความเจริญอย่างรุนแรง
จนในที่สุดก็เกินการโค่นล้มระบอบลง พร้อมๆกับการเข้ามามีบทบาทของมหาอำนาจอย่างสหภาพโซเวียตในสมัยนั้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปัจจุบันของ Ethiopia เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยซึ่งได้ทำโครงการมากมายที่ให้ประโยชน์กับสังคมและกำลังทำให้ประเทศเขาพัฒนาขึ้นได้เร็วขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แต่บรรยากาศที่ผมเดินอยู่กลางถนนในเมืองก็ยังคงค่อนข้างน่ากลัวอยู่ มีคนว่างงานเดินมากมาย มีขอทาน และคนที่เข้ามาพยายามจะคุยด้วยแล้วขอเงินทางใดทางหนึ่ง ทำให้ผมรู้สึกว่าประเทศใดๆก็ตามไม่ว่าจะเจริญแค่ไหน ถ้าพลาดด้วยการผูดขาดอำนาจของคนกลุ่มหนึ่งมาถ่วงให้ประเทศไปต่อไม่ได้แล้วนั้น สุดท้ายก็อาจจะมีชะตากรรมไม่ผิดไปจาก Ethiopia ก็ได้ ไม่เว้นแม้แต่เมืองไทย
สุดท้ายเพื่อนอาสาสมัครญี่ปุ่นก็บอกว่า สถาบันกษัตริย์ที่จะทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองได้ดังเช่นญี่ปุ่นนั้นจะต้องอยู่เหนือหรืออยู่นอกผลประโยชน์ทุกๆอย่างรวมทั้งการเมือง และที่สำคัญคือจะต้องตรวจสอบได้โดยระบบกฏหมาย จะต้องโปร่งใส หากแม้มีสมาชิกในราชวงศ์ทำผิดก็ต้องสามารถดำเนินคดีทางกฏหมายได้ เพื่อไม่ให้ใครมาหาประโยชน์จากการแอบอ้างสถาบันฯหรือใช้ความน่าเชื่อถือในตำแหน่งคนใกล้ชิดเพื่อหาประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ต้องกลัวใครตรวจสอบ
ซึ่งหากทำได้เช่นนี้สถาบันกษัตริย์ไม่ว่าในประเทศใดก็ย่อมจะสามารถกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงไว้ด้วยคุณธรรม และความยุติธรรมในการที่จะสร้างแรงบรรดาลใจและเป็นศูนย์รวมใจของคนทั้งชาติได้อย่างมั่นคง บริสุทธิ์ และยั่งยืน ดังเช่นในญี่ปุ่นหรืออังกฤษ และย่อมจะไม่จบลงด้วยความขัดแย้งจนถึงจุดสิ้นสุดดังเช่น Russia, Ethiopia ในช่วงศตวรรษที่แล้ว หรือเนปาลในศตวรรษนี้
ผมกลับมาเมืองไทยแล้วโดนฉีดยาไปเข็มหนึ่งตรงที่ด่านคุมโรค (Health Control) ที่สนามบิน เพราะผมลืมเอาเอกสารยืนยันการฉีดวัคซีนป้องกันไข้เหลืองที่ผมเคยฉีดไปแล้วมา แต่ในใจก็ยังคิดถึงทั้งโอกาสในอาฟริกาที่ผมคงต้องกลับไปอีกหาก UNECA สนใจจริงๆ และความทรงจำเกี่ยวกับบทเรียนเรื่องสถาบันฯจาก Ethiopia ยังคงทำให้ผมรู้สึกแปลกๆไปอีกหลายวัน
p.s. Internet ที่นั่นติดๆดับๆ แต่ตอนเข้า google ก็ยังมีหน้า google.com.et อีกแหนะ… โห ทั่วโลกจริงๆ แต่จะว่าไปไอ้ conference ที่ผมมานี้ก็ sponsor โดย Microsoft นะ… โลกนี้น่าสนใจจริงๆ
February 22nd, 2008 §

เมื่อวานนี้ได้ไปตอบคำถามใน Yahoo! รู้รอบเกี่ยวกับคุณรสนา ผู้สมัคร สว. ปัจจุบัน มีคนถามว่าเขาเป็นใคร ซักพักก็มีพวก liberal วิชาการแต่รู้ครึ่งๆกลางๆแต่กร่างมากมาตอบทำนองว่า พี่รสนาเป็น NGO ไม่มีหลักการ ต้านอย่างเดียว ขวางทางพัฒนาเศรษฐกิจ เรียกว่าพี่เขาเป็นพวกหลักเลน แค่ที่พี่เขาต้านการแปรรูป กฟผ. ที่มีเงื่อนไขไม่ได้เข้ากับแนวทางเศรษฐกิจเสรีนิยมด้วยซ้ำ ผมเลยเซ็งมากว่าคนที่กล้าเอาความจริงมาชนทำลายพวกโกงกิน จนศาลปกครองตัดสินออกมาว่าเป็น deal ที่ผิด แต่มีแต่พวกพูดมากไร้สมองมาเถียง ผมก็เลยหาข้อมูลมาแปะไว้ อาจจะไม่สมบูรณ์แต่ก็น่าจะชัดเจนว่าจริงๆแล้วเธอเป็นผู้ที่มีหลักการจริงๆ ไม่ใช่หลักเลน ก็เลยเอามาแปะไว้ด้านล่าง เพื่อใครสนใจครับ
แต่นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
1. การขัดขวางการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ผิดกระบวนการ ไม่โปร่งใส และมีปัญหา เป็นการแปรรูปการผูกขาดโดยรัฐมาเป็นการผูกขาดโดยเอกชนไม่กี่รายนั้นไม่ได้เป็นการต่อต้านเศรษฐกิจเสรีเสมอไป แต่เป็นการปกป้องระบบเศรษฐกิจเสรีให้สามารถเติบโตอย่างยั่งยืนได้ คือต้องดูว่าเงื่อนไขต่างๆนั้นเหมาะสมตามที่ควรจะเป็นในทางทฤษฏีหรือไม่ ไม่ใช่เหมารวมกันไปหมด
2. รู้อะไรก็ควรจะมีข้อมูลมาคุยแลกเปลี่ยนกัน ไม่ใช่ด่าชาวบ้านเขาว่าโง่ไปหมด ทั้งๆที่ตัวเองรู้แต่ทฤษฎีไม่ได้ดูเงื่อนไขรายละเอียดของสถานการณ์จริง
อ่านรายละเอียดได้ด้านล่างครับ
จาก th.answers.yahoo.com

MadCat
รสนา โตสิตระกูล คือใคร?
ใกล้ เลือก สว. แล้ว พักนี้เห็นป้ายผู้ลงสมัครสว. เต็มสองข้างถนนเลย แต่คนนี้ เห็นเยอะเป็นพิเศษ และที่สำคัญ “เป็นผู้หญิง” อยากรู้ว่าเธอเป็นใคร ทำอะไรมาบ้าง ใครพอรู้ช่วยตอบด้วยนะคะ
-
by [Ashita]
-
รสนา โตสิตระกูล
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
รสนา โตสิตระกูล เป็นนักรณรงค์ด้านสุขภาพ และเพื่อผู้บริโภค มีบทบาทสำคัญในการเปิดโปงขบวนการทุจริต กรณีการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ในกระทรวงสาธารณสุข เมื่อ พ.ศ. 2541 และต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2548 ปัจจุบัน (พ.ศ. 2551) ลงรับสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2549 หมายเลข 241
ผลงานด้านสังคม
- เข้าร่วมโครงการพัฒนาชนบทเมื่อเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่งปณิธานในการอุทิศตนเพื่อชาติ
- ตรวจสอบทุจริตยา หนึ่งในแกนนำในการเคลื่อนไหวล่ารายชื่อ 50,000 รายชื่อ เพื่อยื่นตรวจสอบการทุจริตยาของกระทรวงสาธารณสุข จนเป็นเหตุให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 15 ปี และถูกยึดทรัพย์เป็นจำนวน 233.8 ล้านบาท (รวมเวลาการเคลื่อนไหวทั้งสิ้นกว่า 6 ปี)
- ยับยั้งการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยื่นเรื่องต่อศาลปกครองในการยับยั้งการแปรรูปของ กฟผ. อันนำมาสู่คำสั่งเพิกถอนพระราชกฤษฎีกาแปรรูป กฟผ. ทั้ง 2 ฉบับ
http://th.wikipedia.org/wiki/รสนา_โตสิตระกูล
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9490000040907
-
by Kanes
-
เพียงแต่มีความเห็น
เธอเป็นหนึ่งใน NGO ของหลายๆ คน
ผลงานล่าสุดก็คือ ประท้วงการแปรรูป กฟผ.
แล้วก็เรียกร้องให้รัฐเอา ปตท.ออกจากตลาดหุ้น
ก็เรียกว่าได้คืบจะเอาศอก เพราะเห็นว่ายับยั้งการแปรรูป กฟผ.ได้
ก็เลยคิดว่านี่คือความถูกต้องสำหรับฉันและคนไทย
“ปล่าวเลยครับ” กฟผ.เป็นรัฐวิสาหกิจ โดยรัฐถือหุ้น 100%
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ น่าจะเป็นฉบับที่ 5 หรือ 6
ซึ่ง ปตท. กสท. การบินไทย เขาทำแผนเสร็จก่อนก็เลยแปรไปก่อน
ซึ่ง กฟผ. ทศท. และรัฐวิสาหกิจอื่นที่ทำกำไรได้ ก็จะต้องถูกแปร
ในโอกาสต่อๆ ไป
คุณรสนาฯ สามารถยับยั้งการแปรรูป กฟผ.ได้
ไม่ทราบว่าเกิดจากผู้เกี่ยวข้อง (?????) เกลียดทักษิณใช่หรือไม่
ถึงปล่อยให้เกิดอนาธิปไตยในบ้านเมืองโดยผ่านสถาบันของท่าน
โดยที่ท่านมิได้คำนึงถึงความถูกต้องและนโยบายของประเทศ
ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ถ้าสำนักแผนฯ ทำไม่ถูกต้องก็เสนอยุบเสียเลยก็หมดเรื่องไป
เรื่องแบบนี้ทำเพื่อหลักการหรือหลักกู
โดยส่วนตัวผมเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ที่มีผลขาดทุนทุกปี
ผมต้องไม่อยากให้มีการแปรรูปแน่ แต่ไม่สามารถต่อต้านได้
เพราะเราคำนึงถึงความถูกต้อง ซึ่งแนวความคิดการแปรรูป
มิได้เกิดในสมัยคุณชวน (แปรรูป กสท.โทรคมนาคมและไปรษณีย์)
มิได้เกิดในสมัยคุณทักษิณ (แปรรูป กฟผ. ทศท.)
แต่เกิดในสมัยนายกที่มองไม่เห็นมือ เอ้ย… พูดผิด
การกล่าวแบบนี้ก็ไม่ได้ว่าเกลียดคุณรสนาฯ
เพียงแต่มีความคิดเห็นในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง
ซึ่งยึดหลักการ ไม่ใช่หลักปักเลน ใช้ไม่ได้
เกรงว่าผู้ตั้งคำถามจะไม่เข้าใจ เรื่องหลักการ และหลักปักเลน
ดูตัวอย่าง โครงการโฮปเวลล์ นั่นเป็นไร
ถ้ายึดหลักการ วันนี้ประเทศไทยคงไม่ต้องพูดถึง logistic กันอีก
เข้าใจแล้วนะ… ผมไม่เลือกคุณรสนาฯ แน่ๆ …ขอบอก
———— คำตอบของผมมีดังต่อไปนี้
ตะกี้เห็นมีคำตอบประมาณว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นแนวทางที่ถูกต้องเสมอ ถ้าคุณรสนาแย้งและยังเป็น NGO อีก ก็แปลว่าคุณรสนาไม่ยึดหลักเศรษฐกิจเสรี และต่อต้านแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
เลยอยากจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้ในกรณีการยับยั้งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจไว้ซักเล็กน้อยครับ
หากฟังคำสัมภาษณ์ของคุณรสนาอย่างดีแล้ว คุณรสนากล่าวสนับสนุนการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ แต่ปัญหาก็คือต้องเปิดเสรีอย่างเป็นระบบ มีกลไกดูแล ตรวจสอบ และไม่ผูกขาด ในกรณีการแปรรูป กฟผ. นั้นกระทำขึ้นโดยขาดกลไกตรวจสอบที่โปร่งใส เป็นการแปรรูปการผูกขาดโดยรัฐไปเป็นการผูกขาดโดยเอกชนไม่กี่ราย โดยมีเงื่อนไขการผูกขาดการลงทุนจากประชาชนหรือนักทลงทุนทั่วไปอยู่อย่างมาก ซึ่ง ปตท. เองก็เป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรง
และ กฟผ. ยังใช้สถานะการผูกขาดของตนมาสร้างกลไกการประกันกำไรที่ราว 8 % โดยหากขาดทุนหรือมีต้นทุนเพิ่มขึ้นก็จะไปขึ้นเอากับผู้บริโภค ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือการนำเอาโบนัสของพนักงานไปไว้ใน cost structure แทนที่จะอยู่ในกำไรจากต้นทุนตามหลักปฏิบัติทั่วไป แน่นอนว่าหากปล่อยให้เงื่อนไขการผูกขาดดังกล่าวดำรงอยู่แล้วเข้าไปในตลาดหลักทรัพย์ ย่อมนำไปสู่ market distortion ขนาดใหญ่ในตลาด และย่อมไม่ได้นำไปสู่การเปิดเสรีที่ถูกต้องแต่อย่างใด โครงสร้างทุน (capital structure) ของ กฟฝ. นั้นกำไรแปรผันตรงกับขนาดการลงทุนในขณะที่ผลกำไรถูกกำหนดด้วยการประกันเอาไว้ ดังนั้นก็ย่อมทำให้เกิดแรงจูงใจ (incentives) ที่มุ่งเน้นการลงทุนขนาดใหญ่ ละเลย และปฏิเสธการพัฒนาระบบพลังงานทดแทนซึ่งลงทุนถูกกว่า
ดังจะเห็นได้จากการที่ กฟฝ. ทำนายอัตราการใช้พลังงานของประเทศที่สูงกว่าค่าจริงเสมอมานับสิบๆปี จนนำไปสู่การใช้ข้อมูลที่บิดเบือนเหล่านี้ในการพิจารณาและอนุมัติแผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซึ่งใช้เงินลงทุนสูงอีกด้วย
เงื่อนไขที่เลวร้ายต่อระบอบเศรษฐกิจเสรีนิยมในลักษณะนี้ย่อมไม่สามารถปล่อยให้เข้าไปสู่ระบบตลาดเงินตลาดทุนของประเทศได้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ผูกพันว่าจะไม่เปลี่ยนแม้จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ไปแล้ว อันจะทำให้ผลประโยชน์ของชาติอยู่ในมือของนายทุนขนาดใหญ่ไม่กี่รายในลักษณะผูกขาด และกลายเป็นกลไกถาวรที่จะผลักภาระมาสู่ผู้บริโภคทั่วไปอย่างผมและคุณในที่สุด
และเป็นการปิดกั้นการเปิดเสรีทางพลังงานของไทยอย่างยั่งยืนอีกด้วย นี้ผมยังไม่ได้พูดถึงกรณีความชอบมาพากลอีกหลายกรณีของผู้หลักผู้ใหญ่ที่เกี่ยวกับ deal นี้นะครับ
ผมจึงขอร้องให้ผู้ที่อาจจะด่วนสรุปเร็วเกินไปทั้งหลายว่าคุณรสนาเป็นพวกซ้ายจัดหรือพวกต้านทุกเรื่อง ได้พิจารณาจากข้อมูลทั้งหลายว่าแท้จริงแล้วคุณรสนานั้นช่วยให้เกิดระบบเศรษฐกิจเสรีที่มีประสิทธิภาพมีธรรมาภิบาล ซึ่งย่อมนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในอนาคต คุณรสนาต่อต้านการผูกขาดโดยเฉพาะการแปรรูปการผูกขาดจากภาครัฐไปสู่การผูกขาดภาคเอกชนที่จะเกิดขึ้นหากเงื่อนไขการ privatize เดิมทำได้สำเร็จครับ
ที่สำคัญก็คือการที่มีคนที่มีความคิดที่ชัดเจน มีตรรกะที่แข็งแรง และมีความกล้าอย่างคุณรสนานั้น ทำให้เกิดการให้ input กับศาลปกครองซึ่งใช้ทั้งหลักกฏหมายและเศรษฐศาสตร์มาร่วมพิจารณาแล้วเกิดข้อสรุปว่าเป็น deal ที่ผิดจึงเกิดการถอนออกไปในที่สุด ไม่ใช่คุณรสนาสรุปเอาเองนะครับ ช่วงนั้นมีนักเศรษฐศาสตร์หลายท่าน โดยเฉพาะที่เป็น neoclassic ด้วยซ้ำที่ออกมาร่วมให้ข้อมูล และร่วมอยู่ในกระบวนการพิจารณาครับ
ระบอบเสรีนิยมทางเศรษฐกิจจะอยู่ได้อย่างยั่งยืนก็ต้องบนหลักของความโปร่งใส ถูกต้อง ไม่ใช่ความมั่ว หรือการเหมาว่าใครต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนะครับก็ถือว่าไม่ใช่พวก liberal ไปเสียหมดนะครับ การปกป้องประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นเรื่องสำคัญนะครับ หากใครทำอย่างงี้แล้วโดนด่าหมด อีกหน่อยก็คงไม่มีใครออกมาทำอะไรดีๆมั้งครับ
ผมว่าก่อนจะหาว่าพี่เขายึด ‘หลักเลน‘ ไม่ใช่ ‘หลักการ‘ ก็น่าจะดูให้ชัดทั้งในเชิงทฤษฏีและเงื่อนไขในสถานการณ์จริงด้วยนะครับ อย่าลืมว่าศาลปกครองคงไม่ออกคำส่งมั่วๆแน่ครับ
ดังนั้นกรณี กฟผ. จึงไม่ใ่ช่เรื่องการขวางการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แต่เป็นการตรวจสอบและดำเนินการกับการแปรรูปที่ไม่มีกระบวนการที่ถูกต้องครับ
ส่วนกรณี ปตท. นั้นอาจจะต้องใช้จินตนาการบ้างครับ คือหากไม่สามารถจัดการกับรัฐวิสาหกรรมที่กำไรแสนล้านบนการพลักภาระให้ผู้บริโภคทั้งๆที่ไม่ได้มีหน้าที่ maximize profit เงื่อนไขตลาดทุนอาจจะเป็นวิธีการหนึ่งที่น่าจะมองดูครับ ลองดูงานวิชาการที่ link ด้านล่างครับ คุณรสนาอาจจะมีหลักการมากกว่าที่หลายท่านคิดครับ
ส่วนเรื่องแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯนั้นผมจะไม่ขอกล่าวถึงนอกจากอยากจะบอกว่าผลเชิงลบของแผนนั้นไม่น้อยนะครับ และแผนฯเองก็คงต้องการให้เกิดการแปรรูปที่กระทำอย่่างถูกต้องครับ
ผมเชื่อว่าคนอย่างคุณรสนาจะทำหน้าที่ สว. ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างดี อย่่างที่ผลงานของคุณรสนาที่มีมาโดยตลอดแม้จะไม่ได้มีตำแหน่งอะไร ผมเชื่อว่าการต่อต้านการโกงกินและความไม่ถูกต้องนั้น หากได้คืบแล้วต้องเอาศอกครับ ไม่งั้นประเทศก็คงจะโดนกินตลอดตัวแน่นอน
ผมเชื่อว่าผู้ตั้งคำถามเข้าใจอยู่แล้วละครับว่าหลักการต่างกับหลักเลนอย่างไร ไม่น่าต้องเป็นห่วงนะครับ
รายละเอียดเพื่อศึกษาเพิ่มเติม
ประเด็น กฟผ.
โครงสร้างกิจการไฟฟ้า โครงสร้างราคาค่าไฟฟ้า และแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP)
http://www.palangthai.org/docs/ElecStructureTariffPDP25.12.07.ppt
ธรรมาภิบาลกิจการไฟฟ้าในประเทศไทย: ตัวชี้วัดเพื่อรังสรรค์การปฏิบัติที่เป็นเลิศ และส่งเสริมระบบการรับผิดต่อสาธารณะ
http://www.palangthai.org/docs/EGTfinalreport.pdf
ประเด็น ปตท.
หมวก” ของรัฐ ผลกระทบ และบทเรียนของคดี ปตท.
http://www.fringer.org/wp-content/writings/state-hats-ptt.pdf
การปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครอง คดี ปตท. แนวทางและผลกระทบ
http://www.palangthai.org/docs/PTTverdictTUseminar9.1.08.ppt