January 17th, 2009 §
เมื่อคนรุ่นใหม่จะเปลี่ยนโลกด้่วยสื่อสร้างสรรค์ จะเริ่มต้นอย่างไร?
ในช่วงเศรษฐกิจที่แย่ทั้งโลกนี้ หลายๆคนที่เพิ่งจะเรียนจบ หรือคนที่กำลังเริ่มทำงานในวงการผลิตสื่อก็คงจะกุมขมับ เพราะนอกจากงานจะหายากแล้ว ลูกค้าอาจจะหายากกว่าเสียอีก บริษัทต่างๆในวงการโฆษณา วงการนิตยสาร หรือแม้แต่วงการอนิเมชั่นก็ต่างเริ่มได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่กำลังถดถอย
นิตยสาร Fuse ได้พยายามเค้นหาและนำเสนอต้นแบบ แนวคิด วิธีการ กรณีตัวอย่าง ทั้งจากไทยและต่างประเทศมาตลอด ที่ล้วนแสดงให้เห็นว่านอกจากงานในวงการสื่อกระแสหลักแล้ว จริงๆผู้ที่มีความสนใจที่จะใช้ความสามารถด้านสื่อสร้างสรรค์แนวใหม่ๆมาใช้เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมก็ยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างองค์กรคนรุ่นใหม่ที่ใช้ความสามารถในการสร้างสื่อมาช่วย NGO ในประเทศฟิลิปปิินส์ ในประเทศไทยก็มีตัวอย่างหลากหลาย ตั้งแต่กลุ่มสร้างคลิปวิดิโอ/ทำทีวีออนไลน์เพื่อสังคม หรือแม้แต่กลุ่มทำเกมส์คอมพิวเตอร์เพื่อสังคม ที่ล้วนเคยนำเสนอมาแล้วใน Fuse เล่มก่อนๆ
สรุปพอได้ว่าทำงานเพื่อสังคม ไม่เห็นต้องกินแกลบ
กิจการสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคมที่สร้างโดยคนรุ่นใหม่เหล่านี้เป็นอีกทางออกหนึ่งสำหรับการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เป็นกระแสที่เกิดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่เกาะอังกฤษไปจนถึงทวีปอาฟริกา โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจย่ิงจะเป็นโอกาสสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากสร้างกิจการสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม/สิ่งแวดล้อม เพราะสองเหตุผลสำคัญ
เหตุผลแรก วิกฤตเศรษฐกิจมักจะนำมาซึ่งวิกฤตอื่นๆทางสังคมอีกมหาศาล ซึ่งจะทำให้เกิดความต้องการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน หรือแม้แต่องค์กรระหว่างประเทศในการที่จะต้องคิดหาวิธีการสื่อสารใหม่ๆกับประชาชนเพื่อที่จะร่วมแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น
แต่องค์กรเหล่านี้ขาดวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจมากพอ ไม่คุ้นในการใช้สื่อใหม่ๆเช่นสื่อผสมบนเว็บไซต์ หรือแม้แต่สื่อการแสดงละคร/การแสดงการเต้นร่วมสมัยที่สะท้อนประเด็นทางสังคมในมุมมองที่แตกต่างออกไป ที่สำคัญองค์กรเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้มีงบประมาณมากพอที่จะไปจ้างบริษัทโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่แพงลิบ
คนรุ่นใหม่ที่มีใจอยากช่วยสังคมและสามารถนำเสนอประเด็นทางสังคมใหม่ด้วยเครื่องมือและมุมมองที่ใหม่และโดนใจคนผู้คนในยุคใหม่ จึงมีแต้มต่อที่จะเข้าไปคุยกับหน่วยงานเหล่านี้ เพื่อไปช่วยทำสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคมโดยมีค่าตอบแทนพอสมควร อาจจะไม่ถึงกับรวยแต่ก็พออยู่ได้
เหตุผลที่สองก็คือในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเหล่านี้ บริษัทจำนวนมากจะชลอการจ้างงานใหม่ หรืออาจจะปลดพนักงานออกด้วยซ้ำ ผู้คนเหล่านี้ย่อมมีคนที่สนใจประเด็นสังคมและมีฝีมืออยู่บ้าง การค้นหาและชักชวนคนมีฝือมือมาร่วมสร้างกิจการใหม่เพื่อสังคมจึงมักจะทำได้ง่ายกว่าช่วงเศรษฐกิจกำลังดี เพราะคนเหล่านี้จะถูกบริษัทต่างๆแย่งตัวไปหมด
หรือแม้แต่บางคนที่อยากทำงานเพื่อสังคมแต่พ่อแม่และครอบครัวอาจจะไม่ยอมเพราะต้องการให้เข้าบริษัทที่มั่นคง แต่ในช่วงที่บริษัทไม่มีการจ้างงานมากนัก คนเหล่านี้จึงพอจะอธิบายครอบครัวได้ง่ายขึ้นในการมาเข้าร่วมกิจการเพื่อสังคม นอกจากนั้น ค่าเช่าออฟฟิสในช่วงนี้ก็มักจะไม่แพงเกินไปอีกด้วย
ที่สำคัญที่สุดก็คือการที่คุณจะมีโอกาสในการสร้างสรรค์สังคมด้วยฝีมือการสร้างสื่อของคุณเอง ไม่่ว่าคุณจะเริ่มเป็น Freelance ที่ทำงานที่มีประโยชน์กับสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือคุณจะสร้างกิจการสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม นิตยสาร Fuse จะขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะสนับสนุนให้คุณสร้้างฝันและทำให้ได้จริง
ไม่ว่าคุณจะสร้างสื่อผ่านกระดาษ แผ่นฟิลม์ เว็บ หรือการร่ายรำ หากคุณคิดว่าคุณสามารถใช้ความสามารถเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆกับมีแนวทางการสร้างรายได้ให้อยู่ได้ เตรียมทีมของคุณไว้ให้พร้อม…
โปรดติดตามโครงการสร้างกิจการสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคมโดยคนรุ่นใหม่ที่นี่ เร็วๆนี้
December 10th, 2008 §
หลายคนเมื่อได้ยินคำว่า “รักการอ่าน” ก็อาจจะส่ายหัว เบื่อหน่าย แล้วรู้สึกไปว่าเป็นพวกรณรงค์ให้เด็กๆมารักการอ่านแนวกระทรวงฯซึ่งมักไม่ค่อยได้ผลอะไรเท่าใด พวกคนเล่นเว็บหลายๆคนอาจจะรู้สึกต่อต้านด้วยซ้ำเพราะผู้จัดงานและนักวิชาการเกี่ยวกับ “รักการอ่าน” นั้นชอบกล่าวหาว่าอินเทอร์เน็ตทำให้สมาชิกสั้น ทำให้เด็กอ่านหนังสือหนังสือน้อยลง ทำให้ขาดความลึกซึ้งของการอ่านแบบดั้งเดิม
แล้วทางออกที่จะทำให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมา “อ่านๆๆๆ” นั้นจะอยู่ที่ไหน คำถามนี้ดูจะไร้คำตอบ และหายไปในสายลมแห่งเทคโนโลยี
แต่เมื่อวันที่ 29 พศจิกายนที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์ใหม่ของคนรักการอ่าน เมื่อบรรดาผู้ที่ชื่นชอบการอ่านในโลกออนไลน์ได้รวมตัวกันจัดกิจกรรม “ReadCamp ทุกอย่าง อ่านได้” ขึ้นที่หอศิลป์กรุงเทพฯ ในงานมีบรรยากาศที่แปลกใหม่พอควรสำหรับวงการนักอ่าน เพราะไม่ได้มีการกำหนดเนื้อหาหรือกำหนดการมาก่อน ใครอยากมา “อ่าน” อะไรก็เอาหัวข้อที่ตัวเองอยากอ่านให้คนอื่นฟังไปแปะไว้ที่กระจก แล้วคนมางานคนอื่นๆก็เอาสติกเกอร์กลมๆเล็กๆไปแปะไว้ข้างๆหัวข้อนั้นถือเป็นการโหวต หัวข้อไหนมีคนโหวตมากก็จะได้รับเชิญไปอยู่ในตารางหน้าห้องที่เตรียมไว้ 3 ห้อง ส่วนคนมาร่วมงานคนไหนอยากฟังเรื่องไหนก็เข้าห้องนั้น ซึ่งเป็นวิธีจัดงานสไตล์ใหม่คล้ายๆงาน BarCamp ในกลุ่มนักเทคโนโลยีสารสนเทศรุ่นใหม่ๆ
หัวข้อการอ่านก็หลากหลาย ไม่ได้มีแค่มาอ่านหนังสือให้ฟังเหมือนงานรักการอ่านทั่วๆไป เพราะมีคนที่เอาหนังสือพิมพ์มาอ่าน อ่านการ์ตูน อ่านนิทาน อ่านสติ้กเกอร์ท้ายรถ มาอ่านเว็บไซต์ หรือแม้แต่มาอ่าน twitter (บริการออนไลน์คล้ายๆ MSN)
นอกจากการอ่านสื่อที่หลากหลาย หัวข้อก็ยิ่งหลากหลาย มีตั้งแต่อ่านสามก็กแบบโรแมนติก อ่าน paper วิชาการอย่างไรให้สนุก ข้อดีข้อเสียของการอ่าน subtitle หนังภาพยนต์ อ่านความคิดจากพฤติกรรม นอกจากนั้นก็ยังมีการแถมวิธีการอ่านหัวใจผู้ชายเจ้า และอื่นๆอีกมากมาย หัวข้อมากมายเหล่านี้กลายเป็นตลาดเปิดท้ายขายความคิด-ความเห็น-ความรู้ ไปอย่างน่าสนใจ
เรียกว่าสมกับชื่องานที่ว่า “ทุกอย่าง อ่านได้” จริงๆ
งานนี้มีคนมารวมกันราวหนึ่งร้อยคน สลับกันพูด สลับกันอ่าน สลับกันฟัง เป็นกิจกรรมที่เน้นการสร้างความมีส่วนร่วมตั้งแต่ก่อนเริ่มงานจนจบงาน แล้วยังไปบล็อก (blog) กันต่อถึงความประทับใจ เนื้อหา และการสร้างเพื่อนใหม่ๆที่เจอในงานอย่างสนุกสนาน ผลที่เกิดขึ้นในการที่ผู้คนมาร่วมกันเปิดโลกใหม่ๆจากมุมมองแปลกๆของแต่ละคนผ่านการ “อ่าน” ซึ่งสร้างความสนุกสนาน ประทับใจ และเปิดโลกการเรียนรู้ เมื่อเทียบกับงาน “รักการอ่าน” อื่นๆนั้นจะเห็นได้ว่าต่างกันอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วิธีคิดไปจนถึงกิจกรรมการจัดงาน แม้งานนี้อาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการณ์หมดงบประมาณเป็นล้าน และไม่ได้มีนักการเมืองหรือผู้ใหญ่ผู้โตมาเปิดงาน แต่ก็เป็นทางเลือกใหม่ของการส่งเสริมการอ่านในประเทศไทย หากกระบวนการมีส่วนร่วมแบบนี้ได้รับการขยายผลไปอยู่ในระดับโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือแม้แต่ตามสำนักงานต่างๆ สังคมไทยอาจจะค่อยๆเกิดวัฒนธรรมการอ่านการเรียนรู้ที่สนุกสนานและเต็มไปด้วยเพื่อนดีๆก็เป็นได้
และนี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างที่เกิดขึ้นจากคนกลุ่มเล็กๆที่รวมตัวกันออนไลน์สร้างสรรค์สิ่งดีๆใหม่ๆในโลกแห่งความเป็นจริงของประเทศ ไม่ต้องเลือกสี ไม่ต้องเลือกข้าง ไม่ต้องพึ่งการเมือง
ติดตามเรื่องราว เนื้อหา และกิจกรรมของ ReadCamp ได้ที่ www.readcamp.org
July 5th, 2008 §
June 1st, 2008 §
เมื่อวานเห็น http://www.twistimage.com ซึ่งเป็นเว็บเกี่ยวกับ Marketing 2.0 ที่ผมตามๆอยู่ post เรื่อง Social Media in Plain English ของ CommonCraft แล้ววันนี้ก็เห็น bact’ mail มาโดยเอามาจาก blog ที่ http://www.rachanont.com/ เลยรู้สึกว่าโอ.. โลกนี้มันเร็วจัง
ที่เยี่ยมกว่านั้นคือ rachanont ได้แนะนำให้ไปช่วยกันแปลคลิปที่ว่าที่ dotSUB.com ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับช่วยกันแปลซับไตเติลสไตล์เว็บ 2.0 คือสามารถอับโหลดหรือ mash-up แล้วมาช่วยกันแปล แล้วเอาไปเผยแพร่ต่อได้ (เช่นที่แปะอยู่ด้านบน) ลองคลิกๆดูก็รู้สึกมันทำได้ใช้ง่ายมาก และมีงานภาษาไทยอยู่บ้างที่มีคนช่วยแปลอยู่บนระบบ
เชื่อว่าเว็บแอบ (web app) นี้ต้องเป็นประโยชน์มากๆในอนาคตแน่ๆ
May 7th, 2008 §
หากใครอยากเห็นองค์กรนวัตกรรมแบบใหม่ๆ ที่ก้าวพ้นขั้วตรงข้ามแห่งธุรกิจและNGOไปได้นั้น มีเรื่องน่าสนใจดังนี้ครับ
เมื่อไม่นานมานี้ มีการจัดงานซึ่งนำผู้ประกอบการเพื่อสังคมรุ่นใหม่ (young social entrepreneurs) ของไทยที่ TRN Institute พยายามสนับสนุนอยูู่
(โดยเฉพาะในวงด้าน Internet-based social enterprises ตั้งแต่กลุ่มทำเว็บให้องค์กรด้านสังคม ทำ podcast ในประเด็นด้านสังคม ทำ e-commerce ให้ชาวบ้าน ฯลฯ)
พวกผู้ประกอบการรุ่นใหม่ดังกล่าวนี้ได้จัดกิจกรรม Mini-boot camp ร่วมกับนักศึกษาจากสถาบัน KaosPilot ซึ่งคล้ายๆเป็น MBA ของคนที่ต้องการจะตั้งธุรกิจใหม่ๆที่เป็นนวัตกรรมทางสังคมจากยุโรป นอกจากนั้นก็ยังมีขาแจมอีกมาก เช่น bact’ และนักทำหนังสั้นจากอังกฤษ ฯลฯ
งานที่ว่าจัดขึ้นโดย TRN Institute ที่ The World Bank Bangkok โดยความร่วมมืออย่างดีของ the world bank youth club
งานนี้ทำให้คนที่อยากสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมแต่ต้องอยู่ได้อย่างยั่งยืนได้โดยการสร้างรายได้นั้นได้เจอกัน ได้แลกเปลี่ยนไอเดียบรรเจิดมากมาย และได้แลกเปลี่ยนความคิดที่แตกต่างข้ามโลก (East meets West) กันเลยทีเดียว
ติดตามรายระเอียดของงาน และ video clip ที่ตัดโดย Thoth media (duocore.tv) ได้ที่ (เป็นภาษาอังกฤษครับ แต่เน้นภาพ)
http://changehack.com/?p=7
คิดว่าน่าจะมีโอกาสจัดอะไรคล้ายๆอย่างงี้อีกในอนาคต ใครสนใจก็ mail มาบอกแล้วกันครับ