พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส: มาสร้างกิจการสื่อสร้างสรรค์กันเถอะ

January 17th, 2009 § 2

เมื่อคนรุ่นใหม่จะเปลี่ยนโลกด้่วยสื่อสร้างสรรค์  จะเริ่มต้นอย่างไร?

ในช่วงเศรษฐกิจที่แย่ทั้งโลกนี้  หลายๆคนที่เพิ่งจะเรียนจบ หรือคนที่กำลังเริ่มทำงานในวงการผลิตสื่อก็คงจะกุมขมับ เพราะนอกจากงานจะหายากแล้ว ลูกค้าอาจจะหายากกว่าเสียอีก  บริษัทต่างๆในวงการโฆษณา วงการนิตยสาร หรือแม้แต่วงการอนิเมชั่นก็ต่างเริ่มได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่กำลังถดถอย

นิตยสาร Fuse ได้พยายามเค้นหาและนำเสนอต้นแบบ แนวคิด วิธีการ กรณีตัวอย่าง ทั้งจากไทยและต่างประเทศมาตลอด​ ที่ล้วนแสดงให้เห็นว่านอกจากงานในวงการสื่อกระแสหลักแล้ว  จริงๆผู้ที่มีความสนใจที่จะใช้ความสามารถด้านสื่อสร้างสรรค์แนวใหม่ๆมาใช้เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมก็ยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำได้อย่างมั่นคง  ไม่ว่าจะเป็นการสร้างองค์กรคนรุ่นใหม่ที่ใช้ความสามารถในการสร้างสื่อมาช่วย NGO ในประเทศฟิลิปปิินส์  ในประเทศไทยก็มีตัวอย่างหลากหลาย ตั้งแต่กลุ่มสร้างคลิปวิดิโอ/ทำทีวีออนไลน์เพื่อสังคม หรือแม้แต่กลุ่มทำเกมส์คอมพิวเตอร์เพื่อสังคม ที่ล้วนเคยนำเสนอมาแล้วใน Fuse เล่มก่อนๆ

สรุปพอได้ว่าทำงานเพื่อสังคม ไม่เห็นต้องกินแกลบ

กิจการสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคมที่สร้างโดยคนรุ่นใหม่เหล่านี้เป็นอีกทางออกหนึ่งสำหรับการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส   เป็นกระแสที่เกิดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่เกาะอังกฤษไปจนถึงทวีปอาฟริกา  โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจย่ิงจะเป็นโอกาสสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากสร้างกิจการสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม/สิ่งแวดล้อม เพราะสองเหตุผลสำคัญ

เหตุผลแรก  วิกฤตเศรษฐกิจมักจะนำมาซึ่งวิกฤตอื่นๆทางสังคมอีกมหาศาล ซึ่งจะทำให้เกิดความต้องการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน หรือแม้แต่องค์กรระหว่างประเทศในการที่จะต้องคิดหาวิธีการสื่อสารใหม่ๆกับประชาชนเพื่อที่จะร่วมแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น

แต่องค์กรเหล่านี้ขาดวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจมากพอ ไม่คุ้นในการใช้สื่อใหม่ๆเช่นสื่อผสมบนเว็บไซต์ หรือแม้แต่สื่อการแสดงละคร/การแสดงการเต้นร่วมสมัยที่สะท้อนประเด็นทางสังคมในมุมมองที่แตกต่างออกไป  ที่สำคัญองค์กรเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้มีงบประมาณมากพอที่จะไปจ้างบริษัทโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่แพงลิบ

คนรุ่นใหม่ที่มีใจอยากช่วยสังคมและสามารถนำเสนอประเด็นทางสังคมใหม่ด้วยเครื่องมือและมุมมองที่ใหม่และโดนใจคนผู้คนในยุคใหม่ จึงมีแต้มต่อที่จะเข้าไปคุยกับหน่วยงานเหล่านี้ เพื่อไปช่วยทำสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคมโดยมีค่าตอบแทนพอสมควร อาจจะไม่ถึงกับรวยแต่ก็พออยู่ได้

เหตุผลที่สองก็คือในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเหล่านี้ บริษัทจำนวนมากจะชลอการจ้างงานใหม่ หรืออาจจะปลดพนักงานออกด้วยซ้ำ  ผู้คนเหล่านี้ย่อมมีคนที่สนใจประเด็นสังคมและมีฝีมืออยู่บ้าง การค้นหาและชักชวนคนมีฝือมือมาร่วมสร้างกิจการใหม่เพื่อสังคมจึงมักจะทำได้ง่ายกว่าช่วงเศรษฐกิจกำลังดี  เพราะคนเหล่านี้จะถูกบริษัทต่างๆแย่งตัวไปหมด

หรือแม้แต่บางคนที่อยากทำงานเพื่อสังคมแต่พ่อแม่และครอบครัวอาจจะไม่ยอมเพราะต้องการให้เข้าบริษัทที่มั่นคง แต่ในช่วงที่บริษัทไม่มีการจ้างงานมากนัก คนเหล่านี้จึงพอจะอธิบายครอบครัวได้ง่ายขึ้นในการมาเข้าร่วมกิจการเพื่อสังคม  นอกจากนั้น ค่าเช่าออฟฟิสในช่วงนี้ก็มักจะไม่แพงเกินไปอีกด้วย

ที่สำคัญที่สุดก็คือการที่คุณจะมีโอกาสในการสร้างสรรค์สังคมด้วยฝีมือการสร้างสื่อของคุณเอง  ไม่่ว่าคุณจะเริ่มเป็น Freelance ที่ทำงานที่มีประโยชน์กับสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือคุณจะสร้างกิจการสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม นิตยสาร Fuse จะขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะสนับสนุนให้คุณสร้้างฝันและทำให้ได้จริง

ไม่ว่าคุณจะสร้างสื่อผ่านกระดาษ  แผ่นฟิลม์  เว็บ  หรือการร่ายรำ  หากคุณคิดว่าคุณสามารถใช้ความสามารถเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆกับมีแนวทางการสร้างรายได้ให้อยู่ได้   เตรียมทีมของคุณไว้ให้พร้อม…

โปรดติดตามโครงการสร้างกิจการสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคมโดยคนรุ่นใหม่ที่นี่ เร็วๆนี้

ReadCamp: “รักการอ่าน” ในโลก 2.0 ?

December 10th, 2008 § 1

 

หลายคนเมื่อได้ยินคำว่า “รักการอ่าน” ก็อาจจะส่ายหัว เบื่อหน่าย แล้วรู้สึกไปว่าเป็นพวกรณรงค์ให้เด็กๆมารักการอ่านแนวกระทรวงฯซึ่งมักไม่ค่อยได้ผลอะไรเท่าใด พวกคนเล่นเว็บหลายๆคนอาจจะรู้สึกต่อต้านด้วยซ้ำเพราะผู้จัดงานและนักวิชาการเกี่ยวกับ “รักการอ่าน” นั้นชอบกล่าวหาว่าอินเทอร์เน็ตทำให้สมาชิกสั้น ทำให้เด็กอ่านหนังสือหนังสือน้อยลง ทำให้ขาดความลึกซึ้งของการอ่านแบบดั้งเดิม

แล้วทางออกที่จะทำให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมา “อ่านๆๆๆ” นั้นจะอยู่ที่ไหน คำถามนี้ดูจะไร้คำตอบ และหายไปในสายลมแห่งเทคโนโลยี

แต่เมื่อวันที่ 29 พศจิกายนที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์ใหม่ของคนรักการอ่าน    เมื่อบรรดาผู้ที่ชื่นชอบการอ่านในโลกออนไลน์ได้รวมตัวกันจัดกิจกรรม “ReadCamp ทุกอย่าง อ่านได้” ขึ้นที่หอศิลป์กรุงเทพฯ  ในงานมีบรรยากาศที่แปลกใหม่พอควรสำหรับวงการนักอ่าน เพราะไม่ได้มีการกำหนดเนื้อหาหรือกำหนดการมาก่อน  ใครอยากมา “อ่าน” อะไรก็เอาหัวข้อที่ตัวเองอยากอ่านให้คนอื่นฟังไปแปะไว้ที่กระจก  แล้วคนมางานคนอื่นๆก็เอาสติกเกอร์กลมๆเล็กๆไปแปะไว้ข้างๆหัวข้อนั้นถือเป็นการโหวต  หัวข้อไหนมีคนโหวตมากก็จะได้รับเชิญไปอยู่ในตารางหน้าห้องที่เตรียมไว้ 3 ห้อง ส่วนคนมาร่วมงานคนไหนอยากฟังเรื่องไหนก็เข้าห้องนั้น ซึ่งเป็นวิธีจัดงานสไตล์ใหม่คล้ายๆงาน BarCamp ในกลุ่มนักเทคโนโลยีสารสนเทศรุ่นใหม่ๆ

หัวข้อการอ่านก็หลากหลาย ไม่ได้มีแค่มาอ่านหนังสือให้ฟังเหมือนงานรักการอ่านทั่วๆไป  เพราะมีคนที่เอาหนังสือพิมพ์มาอ่าน  อ่านการ์ตูน อ่านนิทาน อ่านสติ้กเกอร์ท้ายรถ มาอ่านเว็บไซต์ หรือแม้แต่มาอ่าน twitter (บริการออนไลน์คล้ายๆ MSN)

นอกจากการอ่านสื่อที่หลากหลาย หัวข้อก็ยิ่งหลากหลาย มีตั้งแต่อ่านสามก็กแบบโรแมนติก  อ่าน paper วิชาการอย่างไรให้สนุก ข้อดีข้อเสียของการอ่าน subtitle หนังภาพยนต์   อ่านความคิดจากพฤติกรรม นอกจากนั้นก็ยังมีการแถมวิธีการอ่านหัวใจผู้ชายเจ้า และอื่นๆอีกมากมาย  หัวข้อมากมายเหล่านี้กลายเป็นตลาดเปิดท้ายขายความคิด-ความเห็น-ความรู้ ไปอย่างน่าสนใจ

เรียกว่าสมกับชื่องานที่ว่า “ทุกอย่าง อ่านได้” จริงๆ

งานนี้มีคนมารวมกันราวหนึ่งร้อยคน สลับกันพูด สลับกันอ่าน สลับกันฟัง เป็นกิจกรรมที่เน้นการสร้างความมีส่วนร่วมตั้งแต่ก่อนเริ่มงานจนจบงาน แล้วยังไปบล็อก (blog) กันต่อถึงความประทับใจ เนื้อหา และการสร้างเพื่อนใหม่ๆที่เจอในงานอย่างสนุกสนาน    ผลที่เกิดขึ้นในการที่ผู้คนมาร่วมกันเปิดโลกใหม่ๆจากมุมมองแปลกๆของแต่ละคนผ่านการ “อ่าน” ซึ่งสร้างความสนุกสนาน ประทับใจ และเปิดโลกการเรียนรู้ เมื่อเทียบกับงาน “รักการอ่าน” อื่นๆนั้นจะเห็นได้ว่าต่างกันอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วิธีคิดไปจนถึงกิจกรรมการจัดงาน   แม้งานนี้อาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการณ์หมดงบประมาณเป็นล้าน และไม่ได้มีนักการเมืองหรือผู้ใหญ่ผู้โตมาเปิดงาน  แต่ก็เป็นทางเลือกใหม่ของการส่งเสริมการอ่านในประเทศไทย  หากกระบวนการมีส่วนร่วมแบบนี้ได้รับการขยายผลไปอยู่ในระดับโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือแม้แต่ตามสำนักงานต่างๆ สังคมไทยอาจจะค่อยๆเกิดวัฒนธรรมการอ่านการเรียนรู้ที่สนุกสนานและเต็มไปด้วยเพื่อนดีๆก็เป็นได้

และนี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างที่เกิดขึ้นจากคนกลุ่มเล็กๆที่รวมตัวกันออนไลน์สร้างสรรค์สิ่งดีๆใหม่ๆในโลกแห่งความเป็นจริงของประเทศ  ไม่ต้องเลือกสี ไม่ต้องเลือกข้าง ไม่ต้องพึ่งการเมือง :)

ติดตามเรื่องราว เนื้อหา และกิจกรรมของ ReadCamp ได้ที่ www.readcamp.org  

เมื่อคลิปทำเองเปลี่ยนโลกการเมืองอเมริกา

July 5th, 2008 § 1

หากทุกท่านรู้สึกเบื่อ เหนื่อยหน่าย หรือเข้าขั้นรังเกียจสถานการณ์การเมืองไทยที่ดูจะไร้อนาคตไร้ความหวังนั้น บางทีทางออกที่อาจส่งผลอย่างคาดไม่ถึงอาจจะเป็นแค่วิดีโอคลิปทำเอง ที่ปล่อยไปใน YouTube.com ก็ได้ ดังเช่นที่เกิดมาแล้วในการเมืองอเมริกาซึ่งเมื่อสองปีที่แล้วดูสิ้นหวังในด้านการเกิดสิ่งใหม่ๆ เพราะผู้ทรงอำนาจของทั้งสองพรรคนั้นก็เป็นตัวแทนของความเก๋าเกมทางการเมือง มากกว่าจะเป็นตัวแทนของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในการหาเสียงชิงตำแหน่งผู้แทนพรรคเดโมเครต ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีระหว่างนาง ฮิลราลี่ คลินตัน และนาย บารัก โอบาม่า ที่เพิ่งจะสิ้นสุดด้วยชัยชนะของนายโอบามาซึ่งสร้างความประหลาดใจให้คนจำนวนมาก เนื่่องจากนายโอบามานั้นเดิมไม่เป็นที่รู้จักเท่านางคลินตัน และยังเป็นคนผิวสีคนแรกซึ่งเข้าชิงตำแหน่งผู้แทนพรรคอีกด้วย

นอกจากเหตุปัจจัยในเรื่องการตั้งประเด็นต่างๆในการหาเสียงแล้ว สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในเชิงเครื่องมือการสื่อสารก็คือการใช้สื่อใหม่อย่างอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือหลักตัวหนึ่ง ซึ่งสามารถใช้ได้อย่างเกิดประสิทธิภาพ และมีลักษณะที่แตกต่างกับสื่ออื่นๆอย่างมากอีกด้วย สื่อมวลชนและนักวิชาการทั่วโลกต่างวิเคราะห์ว่าอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือที่ส่งผลสะเทือน อย่างมีนัยยะสำคัญต่อชัยชนะของเขา

ลักษณะพิเศษของการใช้อินเทอร์เน็ตของนายโอบามาอยู่ที่การใช้แนวทางที่เรียกว่า “เว็บ 2.0″ ซึ่งหมายถึงการใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตในลักษณะเป็นพื้นที่ระดมการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ในการกระจายข่่าวสาร การรณรงค์ หรือแม้แต่การร่วมกันสร้างสื่ออันหลากหลายที่มีประชาชนมาช่วยกันสร้าง ช่วยกันกระจาย ช่วยกันรณรงค์ร่วมกัน ไม่ใช่การการที่ผู้พัฒนาเคมเปญทำสื่อขึ้นเองแล้วกระจายออกเองในลักษณะดั้งเดิม กล่าวคือเป็นการสื่อสารสารสองทางที่มีการสร้างสรรค์ร่วมกันอย่างเต็มที่

ตัวอย่างที่ชัดเจนในกรณีนี้ก็คือการสร้างและเผยแพร่วิดิโอคลิปสั้นๆรณรงค์ของนายโอบามาและนางคลินตัน ซึ่งนายโอบามานั้นมีคลิปมากมายคนรุ่นใหม่มาช่วยกันทำคลิปใส่เสียงใส่ภาพใส่เพลง ทำกันเองแล้วนำขึ้น youtube.com แล้วก็กระจายไปให้เพื่อนๆรวมทั้งส่งไปให้ทีมงานเคมเปญของนายโอบามากระจายส่งต่ออีกด้วย ซึ่งลักษณะของวิดีโอคลิปที่ไม่เป็นทางการ ย่อมได้สื่อที่ตรงใจคนรุ่นใหม่และแสดงถึงการสนับสนุนของผู้คนที่นิยมนายโอบามา จนมาร่วมกันสร้างสื่อให้ฟรีๆอีกด้วย คลิปที่ดังที่สุดชื่อ “I Got a Crush…On Obama” By Obama Girl เมื่อเทียบกับนางคลินตัน Hillary’s Leaving the Band ซึ่งไปจ้าง Ad Agency ทำคลิปที่ทำเนื้อหาในลักษณะที่เป็นวงร็อกซึ่งนางคลินตันต้องออกมาเพื่อหาเสียง ซึ่งนอกจากเนื้อหาไม่ตรงใจคนรุ่นใหม่แล้ว ยังมีลักษณะความไม่จริงใจ (fake) ตามรูปแบบของ ad agency อีกด้วย ซึ่งทำให้คลิปของโอบามามีคนดูทั้งสิ้นราว 8.5 ล้านครั้งบน youtube ขณะที่ของนางคลินตันมีคนดูเพียงราว 5 พันครั้งเท่านั้น

นางคลินตันคลิป

ผลของการใช้สื่อใหม่ที่คนรุ่นใหม่ช่วยกันทำซึ่งกระจายไปทั่วอินเทอร์เน็ตทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่และวัดผลได้ เช่นการระดมเงินทุนเพื่อการหาเสียงของโอบามานั้นสามารถทำให้มากและรวดเร็วกว่าผู้สมัครคนอื่น ซ้ำยังปฏิวัติรูปแบบเงินหาเสียงแบบเดิมๆ เพราะในอดีตนั้นนักการเมืองก็จะจัดงานระดมเงินหาเสียงจากคนรวยๆไม่กี่คนเป็นหลัก แต่โอบามานั้นสามารถระดมเงินจากคนธรรมดาที่บริจาคผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งมักจะบริจาคน้อยกว่า 200 เหรียญ ซึ่งแม้จะดูไม่เยอะนัก แต่เมื่อรวมกันก็เกิดเป็นพลังที่คาดไม่ถึง เพราะเกือบครึ่งของเงินที่โอบามาหามาได้นั้น มาจากคนที่บริจาคน้อยกว่า 200 เหรียญ (122 ล้าน จาก 264 ล้าน ข้อมูลเดือนเมษายน) แปลว่ามีผู้คนธรรมดาจำนวนมหาศาลที่ให้เงินคนละเล็กคนละน้อยเพื่อสนับสนุนนายโอบามา สิ่งนี้เปลี่ยนแปลงการเมืองอเมริกาอย่างยิ่ง เพราะจำนวนมากในผู้บริจาคผ่านเน็ตนั้นเป็นคนรุ่นใหม่ที่อายุยังไม่มาก ซึ่งเป็นกลุ่มอายุที่ปกติจะไม่ค่อยมาร่วมกิจกรรมทางการเมืองมากนัก

ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าในการเลือกตั้งประธานาธิปดีของสหรัฐอเมริการอบใหม่นี้ คนรุ่นใหม่จะออกมาเลือกนายโอบามาอย่างล้นหลามอย่างที่แทบไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ กลุ่มคนรุ่นใหม่ในฐานะพลังใหม่ทางการเมืองที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์นี้จึงจะเป็นความหวังที่สำคัญของอเมริกา หรือแม้แต่โลกนี้ และความสำเร็จของพวกเขาก็ตั้งอยู่บนความสามารถของพวกเขาส่วนหนึ่งที่สามารถสร้างสรรค์สื่อออนไลน์ในหลากหลายลักษณะที่โดนใจคนรุ่นใหม่แบบจริงใจไม่มีอะไรแอบแฝงนั้นเอง

จึงเห็นได้ว่าสื่อใหม่เช่นอินเทอร์เน็ตจะมีผลต่อการเมืองของโลกมากขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญคือจะสามารถทำให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางของประชาชนในการรณรงค์ในประเด็นต่างๆได้อย่างดีอีกด้วยในอนาคต สิ่งที่น่าสนใจเหนือสิ่งอื่นใดก็คือความพลังใหม่ของคนรุ่นใหม่ที่สามารถร่วมกันสร้างสื่อในมือแบบทำเองบ้านๆแต่เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆจนทำให้เกิดแนวร่วมที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งอ่านจะเพียงพอต่อการล้มอำนาจทางการเมืองเดิม และเปิดช่องให้เกิดการเมืองที่เต็มไปด้วยความหวังและความสร้างสรรค์มากขึ้นได้

หวังว่าสิ่งนี้คงจะเป็นบทเรียนที่สำคัญของคนสร้างสื่อใหม่ในโลกออนไลน์ของไทย ให้พวกเขาได้เห็นถึงพลังที่แท้จริงของตัวเองที่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมและการเมืองให้มีความหวัง แม้จะดูไกลตัวแต่ทุกความสำเร็จก็ย่อมมีก้าวแรกเสมอ

dotSUB.com เครื่องมือช่วยกันแปลซับไตเติล

June 1st, 2008 § 0

เมื่อวานเห็น http://www.twistimage.com ซึ่งเป็นเว็บเกี่ยวกับ Marketing 2.0 ที่ผมตามๆอยู่ post เรื่อง Social Media in Plain English ของ CommonCraft แล้ววันนี้ก็เห็น bact’ mail มาโดยเอามาจาก blog ที่ http://www.rachanont.com/ เลยรู้สึกว่าโอ.. โลกนี้มันเร็วจัง

ที่เยี่ยมกว่านั้นคือ rachanont ได้แนะนำให้ไปช่วยกันแปลคลิปที่ว่าที่ dotSUB.com ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับช่วยกันแปลซับไตเติลสไตล์เว็บ 2.0 คือสามารถอับโหลดหรือ mash-up แล้วมาช่วยกันแปล แล้วเอาไปเผยแพร่ต่อได้  (เช่นที่แปะอยู่ด้านบน) ลองคลิกๆดูก็รู้สึกมันทำได้ใช้ง่ายมาก และมีงานภาษาไทยอยู่บ้างที่มีคนช่วยแปลอยู่บนระบบ

เชื่อว่าเว็บแอบ (web app) นี้ต้องเป็นประโยชน์มากๆในอนาคตแน่ๆ  :)

Bangkok’s young social entrepreneurs JAM!

May 7th, 2008 § 9

หากใครอยากเห็นองค์กรนวัตกรรมแบบใหม่ๆ ที่ก้าวพ้นขั้วตรงข้ามแห่งธุรกิจและNGOไปได้นั้น มีเรื่องน่าสนใจดังนี้ครับ
เมื่อไม่นานมานี้ มีการจัดงานซึ่งนำผู้ประกอบการเพื่อสังคมรุ่นใหม่ (young social entrepreneurs) ของไทยที่ TRN Institute พยายามสนับสนุนอยูู่
(โดยเฉพาะในวงด้าน Internet-based social enterprises ตั้งแต่กลุ่มทำเว็บให้องค์กรด้านสังคม ทำ podcast ในประเด็นด้านสังคม ทำ e-commerce ให้ชาวบ้าน ฯลฯ)
พวกผู้ประกอบการรุ่นใหม่ดังกล่าวนี้ได้จัดกิจกรรม Mini-boot camp ร่วมกับนักศึกษาจากสถาบัน KaosPilot ซึ่งคล้ายๆเป็น MBA ของคนที่ต้องการจะตั้งธุรกิจใหม่ๆที่เป็นนวัตกรรมทางสังคมจากยุโรป นอกจากนั้นก็ยังมีขาแจมอีกมาก เช่น bact’ และนักทำหนังสั้นจากอังกฤษ ฯลฯ

งานที่ว่าจัดขึ้นโดย TRN Institute ที่ The World Bank Bangkok โดยความร่วมมืออย่างดีของ the world bank youth club

งานนี้ทำให้คนที่อยากสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมแต่ต้องอยู่ได้อย่างยั่งยืนได้โดยการสร้างรายได้นั้นได้เจอกัน ได้แลกเปลี่ยนไอเดียบรรเจิดมากมาย และได้แลกเปลี่ยนความคิดที่แตกต่างข้ามโลก (East meets West) กันเลยทีเดียว
ติดตามรายระเอียดของงาน และ video clip ที่ตัดโดย Thoth media (duocore.tv) ได้ที่ (เป็นภาษาอังกฤษครับ แต่เน้นภาพ)

http://changehack.com/?p=7

คิดว่าน่าจะมีโอกาสจัดอะไรคล้ายๆอย่างงี้อีกในอนาคต ใครสนใจก็ mail มาบอกแล้วกันครับ

Where Am I?

You are currently browsing the innovation category at Dream Infection.