May 7th, 2008 § § permalink
หากใครอยากเห็นองค์กรนวัตกรรมแบบใหม่ๆ ที่ก้าวพ้นขั้วตรงข้ามแห่งธุรกิจและNGOไปได้นั้น มีเรื่องน่าสนใจดังนี้ครับ
เมื่อไม่นานมานี้ มีการจัดงานซึ่งนำผู้ประกอบการเพื่อสังคมรุ่นใหม่ (young social entrepreneurs) ของไทยที่ TRN Institute พยายามสนับสนุนอยูู่
(โดยเฉพาะในวงด้าน Internet-based social enterprises ตั้งแต่กลุ่มทำเว็บให้องค์กรด้านสังคม ทำ podcast ในประเด็นด้านสังคม ทำ e-commerce ให้ชาวบ้าน ฯลฯ)
พวกผู้ประกอบการรุ่นใหม่ดังกล่าวนี้ได้จัดกิจกรรม Mini-boot camp ร่วมกับนักศึกษาจากสถาบัน KaosPilot ซึ่งคล้ายๆเป็น MBA ของคนที่ต้องการจะตั้งธุรกิจใหม่ๆที่เป็นนวัตกรรมทางสังคมจากยุโรป นอกจากนั้นก็ยังมีขาแจมอีกมาก เช่น bact’ และนักทำหนังสั้นจากอังกฤษ ฯลฯ
งานที่ว่าจัดขึ้นโดย TRN Institute ที่ The World Bank Bangkok โดยความร่วมมืออย่างดีของ the world bank youth club
งานนี้ทำให้คนที่อยากสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมแต่ต้องอยู่ได้อย่างยั่งยืนได้โดยการสร้างรายได้นั้นได้เจอกัน ได้แลกเปลี่ยนไอเดียบรรเจิดมากมาย และได้แลกเปลี่ยนความคิดที่แตกต่างข้ามโลก (East meets West) กันเลยทีเดียว
ติดตามรายระเอียดของงาน และ video clip ที่ตัดโดย Thoth media (duocore.tv) ได้ที่ (เป็นภาษาอังกฤษครับ แต่เน้นภาพ)
http://changehack.com/?p=7
คิดว่าน่าจะมีโอกาสจัดอะไรคล้ายๆอย่างงี้อีกในอนาคต ใครสนใจก็ mail มาบอกแล้วกันครับ
April 29th, 2008 § § permalink
สิ่งที่เมืองไทยไม่เคยขาดคือคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถเรื่องศิลปะ การเขียน การสื่อสาร การทำหนังสั้น การทำกราฟิิค การเต้นร่วมสมัย และคนในกลุ่มนี้จำนวนหนึ่งก็มักจะมีความสนใจประเด็นทางสังคมอย่างมาก ปัญหาก็คือคนกลุ่มนี้มักจะสามารถทำอะไรให้สังคมได้อยู่พักสั้นๆ เช่น ทำเคมเปญในประเด็นเช่นโลกร้อน ซึ่งอาจจะน่าสนใจ และสำเร็จมาก แต่สุดท้ายพวกเขาก็จะไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืนได้ และต้องแยกย้ายกันไปทำสิ่งอื่นๆเพื่อความอยู่รอด
ผมเชื่อว่าหนึ่งในทางออกของประเด็นนี้ก็คือสิ่งที่เรียกว่าการประกอบการเพื่อสังคม (social enterprising) คือการตั้งองค์กรไม่ว่าจะเป็นธุรกิจหรือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรก็ตาม แต่จะมีภารกิจหลักในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาโอกาสเพื่อสังคม แต่จะเน้นว่าจะต้องสร้างรายได้เองทางใดทางหนึ่ง ไม่ใช่หวังทุนให้เปล่าแต่อย่างเดียว
ตัวอย่างที่น่าสนใจของกิจการเพื่อสังคมของ creative artist รุ่นใหม่ก็คือองค์กรที่เรียกว่า Idea!s Creative ที่ฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ 5 คนที่ทำงาน ad agency ได้ประมาณสองปีแล้วลาออกมาร่วมกันตั้งองค์กรที่ทำหน้าที่ออกแบบและจัดการการสื่อสาร (design & communication management) ให้กับองค์กรด้านสังคม พวกเขาเชื่อว่างานด้านสังคมยังขาดการนำเสนออย่างน่าสนใจ ขาดความแปลกใหม่ ทำให้ประเด็นสำคัญๆในสังคมที่องค์กรสาธารณะประโยชน์ต่างๆทำอาจจะไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร
Idea!s Creative มีลูกค้าตั้งแต่ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) และแผนก CSR (งานด้านความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม) ของบริษัทใหญ่ๆซึ่งสามารถจ่ายได้มากไปจนถึงกลุ่ม NGO เล็กๆที่อาจจะไม่มีเงินจ้างพวกเขาแต่มีประเด็นทางสังคมที่น่าสนใจ พวกเขาทำตั้งแต่เว็บไซต์ หนังสือ แผ่นพับ ไปจนถึงวิดีโออนิเมชั่นให้กับลูกค้า และได้รับความนิยมมาก ภายในปีแรกพวกเขาสามารถทำรายได้รวมเกือบหนึ่งล้านบาท ซึ่งทำให้พวกเขาเริ่มที่จะอยู่ได้อย่างยั่งยืนและกำลังขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง
ในประเทศไทยเองก็เริ่มมีองค์กรคนรุ่นใหม่อายุยังเลขสองอยู่ เช่น Thoth Media ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายการ Duocore.tv ซึ่งเป็นทีวีออนไลน์แบบกวนๆแนวๆในโลกของไอที แต่พวกเขาไม่ได้ทำแค่นั้น แต่ยังนำความสามารถกวนๆอย่างมีสาระของพวกเขานั้นไปสร้างคลิปรณรงค์ (viral clips) ให้กับหน่วยงานด้านสังคมต่างๆ
โดยมีเป้าหมายที่จะสื่อสารประเด็นที่สำคัญแต่เข้าใจยาก ให้กลายเป็นคลิปวิดีโอที่เข้าใจง่ายๆ น่าสนใจ ขำๆกวนๆ พวกเขาได้ทำคลิปรณรงค์ทั้งเรื่องเกี่ยวกับ safe sex ไปจนถึงการยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง หรือสหประชาชาติ ซึ่งคลิปเหล่านี้มีคนมาดูนับแสนครั้ง ทำให้พวกเขาสามารถหารายได้ในระดับหนึ่ง และยังสามารถไปทำอะไรที่พวกเขาและเพื่อนๆสนใจ เช่นในช่วงเลือกตั้ง ส.ว. พวกเขาได้เป็นอาสาสมัครทำเว็บ fanrosana.com ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้สมัครรายหนึ่งที่พวกเขาชื่นชอบ ในรูปแบบที่เน้นคลิปสั้นๆ กระชับ น่าสนใจ ซึ่งย่อมจะเป็นก้าวเล็กๆของสื่อทางเลือกอิสระที่จะค่อยๆมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย
ตัวอย่างเพิ่มเติมงาน thoth media
http://www.youtube.com/watch?v=OIBRv7GLNAM
http://www.youtube.com/watch?v=XlxyJ9nndYc
รูปแบบการประกอบกิจการเพื่อสังคมของคนที่มีความสามารถทางศิลป์อันหลากหลายและสนใจประเด็นทางสังคมนี้ จะเป็นทางออกที่ยั่งยืนทางหนึ่งทั้งสำคัญอาชีพการงานของพวกเขา และอาจเป็นทางออกของประเทศซึ่งถูกสื่อกระแสหลักครอบงำและเต็มไปด้วยความคับแคบทางความคิดนี้ไปพร้อมๆกันอีกด้วย
April 20th, 2008 § § permalink
Mozilla เป็นองค์กรที่เป็นผู้พัฒนา Firefox ซึ่งมีผู้โหลดไปใช้กว่า 500 ล้านครั้ง มีส่วนแบ่งตลาด Browser อยู่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์และเกิดจากการทำตลาดของกลุ่มผู้ใช้เองเป็นหลัก ผมเชื่อว่า Firefox ดีกว่า Internet Explorer ของ Microsoft หลายเท่า แต่ firefox เป็น Open Source ซึ่งมี code ที่เปิดและทุกๆคนสามารถเข้ามาร่วมพัฒนาได้ เป็นสิ่งแรกที่ทำลายการผูกขาดของ Microsoft ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มหัศจรรย์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเป้าหมายขององค์กรที่ต้องการจะพลักดันให้อินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่เปิดและเสรี
Mitchell Baker ประธาน Mozilla ได้ไปพูดไว้ที่ Stanford Technology Ventures Program เกี่ยวกับประวัติของ Mozilla project ตั้งแต่สมัยยังอยู่กับ Netscape ไป AOL จนมาถึงปัจจุบัน และได้สรุปบทเรียนสำคัญๆไว้อย่างน่าสนใจ ผมเลยถือโอกาสสรุป (อีกแล้ว) มาตามด้านล่างครับ อาจจะไม่ครบทั้งหมด แต่ก็คงพอใช้ได้ (ไม่ใช่รูปคนข้างๆนี้นะครับ รูปข้างๆเป็นผู้ใช้ที่ร่วม campaign spreadfirefox แหะ แหะ)
Download podcast ได้ที่ http://edcorner.stanford.edu/authorMaterialInfo.html?mid=1683
1. Open source project จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีกลุ่มคนที่เกาะติดอย่างต่อเนื่องยาวนาน
เธอบอกว่าเบื้องหลังโครงการ open source ใดๆจะต้องมีคนที่เกาะติดยาวนานเสมอ คนพวกนี้อาจจะเปลี่ยนงานประจำไปเป็นสิบครั้ง แต่ก็ยังร่วมพัฒนา open source project นั้นๆอยู่ คือมีความตั้งใจและติดตามอย่่างต่อเนื่อง การจัดการความสัมพันธ์ของคนในโครงการที่ีมาจากทั่วสารทิศในโลกออนไลน์นั้นจึงสำคัญมากๆว่าทำอย่างไรจึงจะเกิดคนกลุ่มดังกล่่าวขึ้น
2. สร้างให้ผู้ใช้ที่เป็นคนธรรมดาใช้ได้อย่างง่ายได้ประโยชน์ ไม่ใช่สร้างให้ geek ใช้
เธอบอกว่าตอนแรกมีปัญหาว่าสร้างอะไรขึ้นมาก็จะเน้นตามโลกของ geek / engineer / programmer ไปหมด ซึ่งก็ย่อมไม่ “โดน” สำหรับคนทั่วไป แม้แต่หน้าแรกของ firefox เองเดิมก็ออกแนว geek แต่สุดท้ายก็ต้องปรับให้มันง่ายที่สุด ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ที่สุด ต้องไม่ลืมข้อนี้เด็ดขาด
3. ไม่ปฏิเสธการหารายได้
หลายๆคนเข้าใจผิดว่า open source ต้องแปลว่าทำเงินไม่ได้โดยเด็ดขาด แต่จริงๆแล้วหากคุณทำโครงการ open source อย่างจริงจัง เป็นองค์กรขึ้นมาก็ย่อมต้องมีค่าใช้จ่าย จึงจำเป็นต้้องหารายได้ให้ได้ทางใดทางหนึ่ง ซึ่ง mozilla เองก็ได้ผ่าน Firefox (AdSense) แต่ต้องไม่ใช่เป้าหมายหลัก เพราะหากสามารถสร้างสิ่งที่เยี่ยมที่สุดสำหรับผู้ใช้ได้ การสร้างรายได้ก็ย่อมจะทำได้ไม่ยาก
4. เลือกวิธีหารายได้ที่ไม่ทำให้ผู้ใช้หนีไป
สำคัญก็คือต้องไม่สร้างรายได้ด้วยอะไรที่จะทำให้ผู้ใช้เบื่อ รำคาญ หรือเป็นการไม่เหมาะสม เช่นการขายพื้นที่จุดนั้นจุดนี้ หรือขาย bookmark บน firefox ซึ่งย่อมขายง่าย ได้เงินเยอะ แต่อาจจะนำไปสู่ความรู้สึกที่ไม่พอใจของผู้ใช้ได้ในที่สุด
5. ให้สิทธิในการตัดสินใจกับกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาจากภายนอก (Delegate authorities) แล้วพวกเขาจะลงทุนด้วยเวลาและกำลังอย่างเต็มที่
หากต้องการการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่จากคนภายนอก จะต้องให้สิทธิในการตัดสินใจในประเด็นต่างๆกับผู้นำของชุมชนนั้นๆเป็นส่วนๆ (modular authorities) ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่เช่นนั้นก็ย่อมไม่มีใครรู้สึกว่าอยากจะทุ่มเทกับโครงการ
6. ทำการตลาดด้วยหลักการ open source
หลักการเดียวของการพัฒนา software แบบ open source ก็เอามาใช้กับการทำการตลาดได้ ก็คือชักชวนขยายชุมชนที่อยากจะมาร่วมกันทำตลาดให้โครงการ โดยมีการให้สิทธิในการตัดสินใจ สิทธิในการพูด และเครื่องมือ เอกสาร พื้นฐานที่จำเป็น เช่น campaign บนอินเทอร์เน็ตอย่าง spreadfirefox.com ซึ่งผู้ใช้สร้างเครื่องมือพื้นฐานและพื้นที่ซึ่งให้ผู้ใช้คนอื่นๆสามารถไปชักชวนคนอื่นมาใช้ firefox กันได้อย่างเป็นระบบและขยายตัวเสมือนเป็นไวรัส
และ ในกรณีโฆษณา Firefox ใน New York Times ที่มีผู้ใช้หลายพันคนมาช่วยกันลงแขกซื้อ Ad แล้วก็มีรายชื่อพวกเขาอยู่ใน Ad เลย
April 17th, 2008 § § permalink
เมื่อช่วงสงกรานต์ได้ไปกินข้าวกับญาติๆพร้อมกับคุณตา มีญาติรุ่นพี่คนหนึ่งเป็น Fund Manager อยู่ที่ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งเป็นกองทุนเย็นที่ใหญ่ที่สุดกองหนึ่งในประเทศ เมื่อถามว่าพี่เขาเป็นห่วงเรื่องไหน หรืออยากทำอะไรที่สุดตอนนี้ เขาบอกว่าอยากไปจัดระบบการออม และการลงทุนเพื่อการเกษียณของคนไทยให้ใหม่ ทั้งในด้านการศึกษาและเชิงระบบการลงทุน
ปัญหาก็คือโครงสร้างประชากรของไทยกำลังจะเหมือนยุโรปขึ้นเรื่อยๆ คือจากปิระมิดตั้ง ไปเป็นปิระมิดกลับหัว เ พราะคนสูงอายุจะเยอะขึ้นเรื่อยๆขณะที่สัดส่วนของคนวัยทำงานจะลดลงเรื่อยๆ หากปล่อยไปอย่างงี้โดยไม่มีการจัดการใดๆ เศรษฐกิจในอนาคตของประเทศย่อมจะถดถอยและมีวิกฤตอย่างแน่นอน
เพราะระบบการประกันสังคมและระบบการลงทุนเพื่อการเกษียณยังล้าหลังอยู่มาก ย่อมจะทำให้ระบบเศรษฐกิจมีภาระจนกระทบกับการเจริญเติบโตของประเทศ เพราะ surplus จะต้องถูกนำไปดูแลประชากรสูงอายุ ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นปัญหาสังคมอย่างรุนแรง ซึ่งปรากฏการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นในยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งแม้จะมีการพัฒนาแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบตลอดมา แต่ก็ยังไม่สามารถจัดการได้อย่างแท้จริง แล้วเมืองไทยจะเหลืออะไร
ปัญหาเชิงระบบอีกข้อก็คือการออมหรือการลงทุนเพื่อการเกษียณในปัจจุบัน มักจะมียุทธศาสตร์ในลักษณะที่ ultra conservative คือไม่ยอมให้มีโอกาสเสียเลยแม่แต่ quarter เดียว ได้ดอกเบี้ยหรือปันผลน้อยไม่เป็นไร ซึ่งผลตอบแทนของการบริหารกองทุนในลักษณะนี้ย่อมจะทำได้มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารเพียงเล็กน้อย และย่อมไม่สามารถสู้กับเงินเฟ้อได้ เช่น ถ้าคิดง่ายๆ แบบ simplify หน่อย ถ้าได้ผลตอบแทนได้เพียง 5% ในขณะที่เงินเฟ้อ 7% ในปีนั้นๆ ก็ย่อมทำให้สินทรัพย์ที่แท้จริงติดลบ 2 % นั้นเอง
ซึ่งหากปล่อยให้เรื้อรังต่อเนื่องไปก็ย่อมทำให้ผู้ออมหรือผู้ลงทุนนั้นแทบจะไม่ได้อะไรเลย แถมยังเสียอีกในระยะยาว ไม่ต่างอะไรกับเอาเงินทองฝังโอ่งเอาไว้ แล้วยอมรับว่าสมบัติอาจจะร่อยหรอลงไปเรื่อยๆเมื่อเปิดฝาโอ่งจะเขามาใช้ยามแก่ และทำให้ระบบเศรษฐกิจมหภาคไม่สามารถนำเงินออมจำนวนมหาศาลนี้ ไปใช้ลงทุนในกิจการหรือโอกาสที่มีความเสี่ยงมากขึ้นเล็กน้อย แต่อยู่ในกรอบซึ่งพอจะควบคุมได้เลย
ถ้าปัญหานี้แก้ไม่ได้ เรื่องสุขภาวะผู้สูงวัยในอนาคตนั้นแทบไม่ต้องพูดกันเลย
กระบวนคิด ultra conservative ในลักษณะนี้ ในสภาวะที่ฐานประชากรที่สร้างรายได้จริงลดลงเรื่อยๆ ย่อมเป็นการปิดประตูการใช้เงินเก็บของคนในยุคนี้เพื่อไปขยายการลงทุนในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ และย่อมไม่นำไปสู่การยอมรับความจริงว่า
(1) ประชาชนทั่วไปผู้ต้องการออมย่อมไม่มีความสามารถในการจะบริหาร จัดการการลงทุนเพื่อการเกษียณที่ต้องได้ผลตอบแทนมากกว่าเงินเฟ้อ (inflation) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องเกิดสถาบันการลงทุนที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคล้ายในต่างประเทศ
(2) บริษัทหลักทรัพย์ และกองทุนรวมทั่วไป ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการจัดการการลงทุนในลักษณะนี้ และมักคำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทมากกว่าความจำเป็นและความเหมาะสมของผลประโยชน์ผู้ออมผู้ลงทุน
อีกประเด็นหนึ่งก็คือการลงทุนเพื่อสังคม ในลักษณะที่ไม่ใช่ทุนให้เปล่านั้น ในต่างประเทศนั้นที่มาของการลงทุนเพื่อสังคม (Non-grant social investment) หรือการลงทุนที่รับผิดชอบต่อสังคม (SRI Funds) นั้นก็มักจะมาจากกองทุนหรือลูกค้าของสถาบันการเงินที่มุ่งเป้าเก็บเงินระยะยาวเพื่อการเกษียณหรือเป็นการจัดการทรัพย์สินระยะยาวแทบทั้งสิ้น หากตลาดการลงทุนเพื่อการเกษียณของไทยยังคับแคบแบบนี้ การเจริญเติบโตของทั้งการลงทุนเพื่อสังคมและ SRI ก็คงจะไม่สดใสนักเช่นกัน
สิ่งที่น่าจะต้องลองคิดว่าจะทำอย่างไรก็คือ
1. การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ ด้านการออมการลงทุนเพื่อการเกษียณ หรือเพื่อดูแลตัวเองเมื่อยามมีอายุมาก ซึ่งอาจจะต้องทำลงไปถึงระดับโรงเรียนตั้งแต่เล็กๆ ใช้ระบบ IT เพื่อทำให้เกิด account การเก็บที่ interactive มีการแข่งขัน เปรียบเทียบ เรียนรู้ในลักษณะหนึ่งลักษณะใดได้อย่างกว้างขวาง คล้ายๆเป็นการปลุกกระแสการออมเหมือนยุคธนาคารออนสินให้กลับมาอีกครั้ง แต่เหมาะกับยุคปัจจุบัน
2. ศึกษาจัดตั้งสถาบันการลงทุนที่เชี่ยวชาญในการลงทุนเพื่อการเกษียณ ที่ยอมรับความเสี่ยงมากขึ้น หรือนวัตกรรมในการบริหารจัดการทางการเงินอื่นๆ ทั้งในเชิงระเบียบกฏเกณฑ์ต่างๆ โอกาสในการตั้งเป็นเอกชน รัฐ หรือเป็นองค์กรอิสระ และการใช้หรือพัฒนาเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมรองรับ เพื่อให้ประชาชนและกองทุนต่างๆนำเงินมาลงทุน
3. การพัฒนาแนวทาง standard และระเบียบการลงทุนที่เหมาะสมกับการลงทุนเพื่อการเกษียณ แล้วประยุกต์เข้ากับสถาบันการเงิน หรือกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินที่มีอยู่แล้ว
เรื่องนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำเริ่มต้นอย่างไร แต่คิดว่าสำคัญในเชิงเศรษฐกิจและความมั่นคงของคนไทยมากๆ คิดว่าต้องแนะนำให้พี่เขารู้จักกับคุณคนชายขอบเสียแล้ว เพื่อจะนำไปสู่อะไรที่ชัดเจนได้
April 15th, 2008 § § permalink
Marissa Mayer เป็น VP ฝ่าย Search Product และ User Experience ของ Google และชักนำคนเก่งๆมาทำงานที่ Google อีกมากมาย เมื่อวานได้ฟัง podcast ของเธอที่ Stanford Technology Venture Program’s
http://edcorner.stanford.edu/authorMaterialInfo.html?mid=1554
เลยได้ข้อสรุปสั้นๆมาเก้าข้อ
1. ไอเดียมาจากทุกที่ทุกทาง จากบนลงล่าง จากล่างขึ้นบน จาก users และทุกๆคน สำคัญคือต้องจับไอเดียมาเข้าระบบที่ทำให้ไอเดียที่ดีได้สุดค่อยๆขึ้นไปสู่สุดยอดได้ผ่านการแข่งขัน การสนับสนุน และข้อมูล
2. แบ่งปันทุกๆอย่าง ต้องทำให้คนในองค์กรแชร์ทุกความคิด ต้องให้แต่ละคนก้าวข้ามความคับแคบเกี่ยวกับเรื่อง credit ฯลฯ ต้องทำให้องค์กรให้ความสำคัญกับคนที่ก่อให้เกิดไอเดียเยอะๆดีๆโดยไม่มาคำนึงมากเกินไปว่าไอเดียไหนของใคร
3. จ้างคนที่เยี่ยมที่สุด ไม่ใช่แค่คนฉลาด (hire not just the best but the most brilliant) การทำงานกับคนที่เยี่ยมย่อมทำให้เราได้เรียนรู้ และลดความจำเป็นเกี่ยวกับกฏระเบียบต่างๆ
4. สิทธิที่จะคว้าฝันในเวลางาน เช่นการให้ 20 % ของเวลางานเพื่อการพัฒนาอะไรที่ตัวเองสนใจ ซึ่งครึ่งหนึ่งของ features ทั้งหมดใน products ของ Google เกิดจาก 20% นี้
5. ไม่ต้องสมบูรณ์พร้อม ปล่อยบริการออกมาแบบ beta ไม่ต้องเรียบร้อยมาก แล้วค่อยๆพัฒนาจาก feedback มี tip ว่าควรจะ launch product ช่วงวันจันทร์ถึงวันพุธ
6. ข้อมูลไม่เป็นการเมือง (data is apolitical) การตัดสินใจต่างๆเกี่ยวกับบริการของ google ขึ้นกับข้อมูลมาสนับสนุนเป็นสำคัญ และเป็นข้อมูลที่ชัดเจนที่ได้จากผู้ใช้บริการ ซึ่งย่อมจะลดการเมืองภายในองค์กรได้
7. ความคิดสร้างสรรค์รักข้อจำกัด (creativity loves constraints) ยิ่งมีข้อจำกัดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา หาทางออกมากเท่านั้น
8. เน้นคนใช้ไม่ใช่เงิน ยิ่งทำให้เกิดการเข้ามาใช้ของ users ได้มากเท่าไหร่ เงินจะตามมาเอง
9. อย่าฆ่าโครงการที่อาจไม่สำเร็จ ค่อยๆพัฒนาปรับเปลี่ยนมัน
เมื่อถามว่าเธอเองมีเคล็ดลับประสบผลสำเร็จอย่างไร เธอตอบว่า
1. ทำงานให้หนัก
2. ทำให้รอบๆตัวมีแต่คนเก่งๆ จะได้เรียนรู้
3. ทำสิ่งที่เรายังไม่พร้อม จะทำให้ได้เรียนรู้มากเป็นพิเศษ