April 12th, 2008 § § permalink

นิตยสาร Harvard Business Review ฉบับ April 08 มีบทความที่ชื่อ Reverse Engineering Google’s Innovation Machine ผมก็เลยคิดว่าเอามาสรุปให้เพื่อนๆที่สนใจเรื่องนวัตกรรม และการสร้างธุรกิจแบบใหม่ๆ โดยเฉพาะในหมู่นักประกอบการทางสังคมรุ่นใหม่และ TRN ซึ่งร่วมหัวจมท้ายด้วยอยู่ก็น่าจะมีประโยชน์บ้าง
ผู้เขียนบทความนี้คือ Bala lyer และ Thomas H. Daveport ซึ่งพยายามเลือกแนวการจัดการนวัตกรรมสำคัญๆของ google บางส่วนที่ธุรกิจหรือหน่วยงานอื่นๆน่าจะนำไปประยุกต์ได้ ซึ่งก็ประกอบไปด้วย
1. การจัดการด้วยความใจเย็นอย่างมียุทธศาสตร์ (Strategic patience)
เป็นการยอมที่จะพัฒนาธุรกิจใหม่ๆโดยไม่ผูกกับผลสำเร็จระยะสั้นมากเกินไป แต่อดทนรออย่างใจเย็นในการสร้างนวัตกรรมที่หลากหลายซึ่งมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์กับองค์กร ซึ่งจะเกิดผลได้ในระยะกลางหรือยาว ในกรณีของ google ก็คือการเปิดบริการหรือ product ใหม่ๆตลอดเวลาจาก google labs
CEO ของ google ที่ชื่อ Eric Schmidt เองก็เคยกล่าวว่าจะต้องสร้างตลาดของบริการที่มีคนใช้มากๆๆอย่างยั่งยืนก่อน จากนั้นย่อมจะสามารถหาวิธีฉลาดๆในการทำเงินจากบริการนั้นๆได้อย่างแน่นอน
แต่เราก็ต้องระลึกว่าที่ google สามารถอดทนรอได้ในลักษณะนี้ ก็ย่อมเป็นเพราะรายได้มหาศาลจากการลงโฆษณานั้นมีมากพอที่จะทดแทนรายจ่ายที่เสียไปกับการพัฒนาบริการใหม่ๆนี้
สิ่งที่ทำให้การจัดการในลักษณะนี้ของ google นั้นสำเร็จก็คือการที่บริการต่างๆที่เพิ่มขึ้นมานั้นเป็นการขยายขอบเขตบริการแต่อยู่ในภารกิจหลักของ google ในการที่จะจัดการข้อมูลสารสนเทศของโลกให้สามารถเข้าถึงได้อย่างเสมอภาคและมีประโยชน์ และ google ยังใส่ใจกับการพัฒนารายละเอียดของบริการใหม่ๆเหล่านี้อย่า่งต่อเนื่องอีกด้วย
2. การวางและใช้ระบบทรัพยากรพื้นฐานที่มีเพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆได้อย่างคุ้มค่าที่สุด (Exploit an infrastructure “built to build”
Google ทุ่มเทไปกับการสร้างระบบทรัพยากรพื้นฐานในทางเทคโนโลยีเพื่อให้เป็นพื้นที่ในการสร้างงานใหม่ๆที่สามารถขยายตัวได้ (scalable) ผ่านทั้ง hardware และ software ที่เพียบพร้อมสำหรับนักพัฒนาโปรแกรม
ระบบยังเร่งกระบวนช่วงชีิวิตของการพัฒนาบริการ (accelerated product-development life cycle) ให้รวดเร็วขึ้น โดยเมื่อนักพัฒนาสร้างต้นแบบของโปรแกรมบริการใหม่ๆ และเริ่มเกิดความสนใจในหมู่ผู้ใช้ก็สามารถปล่อยของมาเป็นขั้น beta ให้ผู้ใช้ที่หัวก้าวหน้าใช้ทดสอบก่อน
ซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์พิเศษระหว่างนักพัฒนาและผู้ใช้ จนทำให้การทดสอบบริการใหม่และการทำการตลาดแทบจะแยกกันไม่ออก เพราะผู้ใช้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาบริการใหม่ๆที่ร่วมสร้างสรรค์กำหนดพัฒนาการของบริการนั้นๆอีกด้วย
และยังสนับสนุนให้มีพันธมิตรมาร่วมพัฒนาและเชื่อมโยง (third-party development & masups) อีกด้วย โดยให้บริการต่างๆของ google เป็นมาตรฐานเปิด ซึ่งนักพัฒนาข้างนอกสามารถดึงมาร่วมใช้ในระบบของตนเองได้อย่างสะดวกและอิสระเสรี
ซึ่งทำให้บริการหลายๆอย่่างของ googleได้รับการนำไปใช้อย่างขว้างขวางในหมู่นักพัฒนาที่สร้างบริการใหม่ๆของตนเองอยู่นอกเหนือ google เอง ซึ่งพัฒนาอยู่บน platform หรือระบบพื้นที่ของ google และนักพัฒนาภายนอกเหล่านี้ก็ย่อมให้ feedback ที่สำคัญและต่อเนื่องกับ google ในการพัฒนาบริการต่างๆอีกด้วย
3. การครองระบบนิเวศของตัวเองและการใช้การควบคุมเชิงระบบ
Google ทำหน้าที่เป็นหินหลัก (key stone) ซึ่งเชื่อมโยงส่วนอื่นๆไว้ด้วยกัน เนื่องจากบริการต่างๆของนัักพัฒนาภายนอก ธุรกิจภายนอก การลงโฆษณา และการใช้งานของผู้ใช้นั้นล้วนเกิดขึ้นในระบบนิเวศที่ google สร้างขึ้นและตัวเองอยู่ตรงกลางทั้งสิ้น google ย่อมจะมีข้อมูลอย่างชัดเจนว่าส่วนไหนในระบบนิเวศนี้ซึ่งประสบผลสำเร็จ ล้มเหลว หรือมีความน่าสนใจอย่างไร
สถานะการเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายเชิงนิเวศนี้ จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญทีึ่หน่วยงานหรือองค์กรต่างๆจะสามารถศึกษาและเรียนรู้ได้ โดยเฉพาะการสร้างระบบพื้นที่ให้หุ้นส่วนหรือหน่วยต่างๆมามีปฏิสัมพันธ์กันซึ่งจะสามารถพัฒนาขยายผลต่อยอดได้ในทางยุทธศาสตร์และธุรกิจ
และสถานะการเป็นศูนย์กลางนี้เองจึงทำให้ google สามารถที่จะควบคุมเชิงระบบโดยการเลือกที่จะเปิดหรือจัดการกับระบบนิเวศของตนให้ใครหรือไม่ก็ได้ในกรณีที่ partner นั้นๆจะส่งผลร้ายให้กับเครือข่าย หรือตัวของ google เอง
4. การผสานนวัตกรรมเข้าไปในการออกแบบองค์กร (build innovation into organizational design)
วางเวลาเพื่อนวัตกรรมเข้าไปในใบลักษณะงาน (job description) เช่นการให้พนักงานใช้ 20% ในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆในเชิงเทคนิคที่เขาสนใจหรือเลือกเอง ซึ่งไม่ใช่แค่การอนุญาตให้คิดอะไรใหม่ๆในเวลาว่างๆ แต่สร้างวัฒนธรรมที่พนักงานจะต้องพยายามหาเวลาเพื่อไปสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆในเวลา 20% ซึ่งผลงานนั้นจะมีผลต่อการวัดผลประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานอย่างชัดเจน
ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกไปให้หมด เพื่อให้สามารถพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ
สร้างรสนิยมแห่งความล้มแล้วลุกและความสับสนอลม่าน (chaos) ทำให้เกิดวัฒนธรรมที่จะทดลองอะไรได้อย่างไม่ต้องกลัวความล้มเหลว ถ้าจะล้มก็รีบล้มให้เร็วที่สุด เรียนรู้จากประสบการณ์นั้นๆแล้วก้าวต่อไปอย่างรวดเร็ว Larry Page ผู้ก่อตั้ง google กล่าวว่าเขาต้องการที่จะบริหารองค์กรที่เคลื่อนที่เร็วและมากเกินไป ไม่ใช่ขี้ระวังและไม่ค่อยทำอะไร ถ้าเราไม่มีความผิดผลาดล้มเหลวเลยก็หมายความว่าเรายังไม่รับความเสี่ยงเท่าที่ควร
5. สนับสนุนแรงบรรดาลใจและนวัตกรรมใหม่ๆด้วยข้อมูลที่ชัดเจน
google ใช้ข้อมูลอย่างเต็มที่ในการสนับสนุนไอเดียใหม่ๆที่พวกเขาทดลอง โดยเฉพาะเมื่อไอเดียจะต้องพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆแล้วจำเป็นต้องให้ทีมบริหารดูเพื่อให้รับทราบ และจัดสรรทรัพยากรนั้นจะต้องมีการสนับสนุนด้วยข้อมูลที่แข็งแรงเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ของผู้ใช้ในบริการหรือนวัตกรรมนั้นๆ หรืออาจจะข้อมูลในลักษณะอื่นๆเช่นแนวโน้มต่างๆ
หรือการใช้ตลาดการทำนาย (prediction market) ซึ่งให้คนในองค์กรมาร่วมกันทำนายผลของนวัตกรรมต่างๆผ่านกลไกคล้ายๆตลาดหุ้นจำลอง โดยดูว่าผู้เชีี่ยวชาญต่างๆในองค์กรจะสังเคราะห์ความเห็นในแต่ละเรื่องอย่างไร
นอกจากนั้นยังมีกลไกที่ให้พนักงานสามารถ email ไอเดียบริการใหม่ๆ หรือวิธีปรับปรุงบริการเดิมไปยังตู้เสนอข้อคิดเห็นออนไลน์และพนักงานทั้งหมดสามารถให้ความเห็นหรือให้คะแนนไอเดียต่างๆเหล่านั้ันได้อย่างเสรี
6. การสร้างวัฒนธรรมแห่งการสร้างสรรค์ส่ิงใหม่ๆ
Google มุ่งที่จะกระตุ้นให้พนักงานมีความสนใจที่หลากหลายในด้านความรู้ วิชาการ และประเด็นต่างๆ เช่นผ่านการจัด Tech talk หรือ Authors @ google ซึ่งเชิญนักเขียนและผู้เชี่ยวชาญดังๆในแต่ละด้านที่หลากหลายมาพูดตั้งแต่เรื่องเทคนิค การพัฒนาอย่างยั่งยืน ไปจนถึงการทำอาหาร อย่างต่อเนื่องและมีการบันทึกไปจนถึงการกระจายผ่าน youtube
Google แสดงให้เห็นอย่างชััดเจนว่าทรัพยากรบุคคลสำคัญที่สุดและควรจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เห็นได้จากการออกแบบ office ที่ใกล้ชิดกันเพื่อการสื่อสารที่ดีขึ้น การประชุมกลุ่มใหญ่ทุกวันศุกร์พร้อมๆกับแจกเบียร์ และการสัมภาษณ์อย่างเอาจริงเอาจังหลายๆรอบซึ่งพนักงานจะต้องเข้าร่วมด้วย
แน่นอนว่า Google มีความคาดหวังที่จะให้คนทำงานหนัก และมีระบบการประเมินผลพนักงานที่ครอบคลุมรอบด้านของผลงานและพฤติกรรมของพนักงานคนนั้นๆซึ่งปรับปรุงอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
สุดท้ายนี้ผมเชื่ออย่างมากว่าบทเรียนอย่าง google แทบทุกข้อนั้นสามารถประยุกต์เข้ากับ startup หรือองค์กรเริ่มใหม่ได้อย่างเหมาะสม และต้องคิดให้ทะลุ โดยเฉพาะเกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง การสร้างระบบพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่ขยายผลได้ การสร้างระบบนิเวศที่มีตนเองเป็นศูนย์กลางสำคัญจุดหนึ่ง การผสมผสานนวัตกรรมเข้าในกระบวนการทำงาน และการใช้ข้อมูลอย่างเต็มที่เป็นระบบในการสนับสนุนการทำงาน
ผมคิดอีกอย่่างว่าจริงๆประเด็นเหล่านี้แม้แต่ละองค์กรไม่มีทรัพยากรที่จะทำได้อย่างเพียงพอด้วยตัวเอง แต่หากร่วมกันแล้วพัฒนาระบบนิเวศร่วมกัน มีการแบ่งปัน share ทรัพยากร ในขณะที่แต่ละคนก็สร้าง niches ที่ซ้อนกันตามความถนัดที่สามารถเกื้อกูลกันได้ บางทีเราอาจจะสามารถสร้างสภาพแวดล้อมของชุมชนแบบ google แต่เป็น open systems / distributed google-like eco-systems model ที่ไม่ได้มีใครเป็นเจ้าของแบบรวมศูนย์ก็ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเชื่อและพยายามชัดชวนคนมาทำอยู่ ถ้าใครมีไอเดียอะไร ก็น่าจะลองมาคุยๆและร่วมกันทำนะครับ
สุนิตย์
March 13th, 2008 § § permalink

วันนี้ได้คุยในวงกระทรวงวัฒนธรรมเกี่ยวกับเรื่องการประเมินสถานการณ์เกมส์คอมพิวเตอร์ในสังคมไทย ก็เลยได้มีโอกาสคิดว่าปีนี้ TRN กับ สสส. และภาคีจะช่วยกันหนุนเสริมเรื่องเกมส์ดีๆอย่างไร
ประเด็น: ต้องการพัฒนาให้เกิดขึ้นจริงๆก็คือการพัฒนาองค์กรคนรุ่นใหม่ที่ผลิตเกมส์เพื่อสังคมได้อย่างยั่งยืน โดยการสร้างเครือข่ายตลาดเกมส์เพื่อสังคมสิ่งแวดล้อม คล้ายๆกลุ่ม serious game developers ในต่างประเทศที่พัฒนาเกมส์เช่น foodforce ที่ให้ผู้เล่นสามารถสวมบทบาทในการปฏิภารกิจต่างๆ เช่นการใช้เฮลิคอปเตอร์ไปส่งอาหารให้คนยากจนในพื้นที่เสี่ยงต่างๆของ World Food Programme และ PeaceMaker ซึ่งให้ผู้เล่นมีโอกาสที่จะพยายามแก้ปัญหาระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์
ความท้าทาย:
1. เมืองไทยมีการส่งเสริม การประกวด เกมส์ต่างๆมากมาย แต่ยังขาดการต่อยอด โดยเฉพาะในกลุ่มที่ชนะการประกวดต่างๆ สุดท้ายก็ไม่สามารถทำอะไรต่อได้ ต้องเข้าไปในบริษัทใหญ่ๆเช่นเดิม ไม่สามารถพัฒนาเกมส์ตามความสนใจได้
2. การบริโภคเกมส์ของตลาดก็จะเป็นการเน้นเกมส์ต่างประเทศ เช่น เกาหลี และจีน เกมส์ที่ผลิตเองก็มีปัญหาต่างๆ เช่น เกมส์กล่องก็จะเจอปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ (piracy) เกมส์ออนไลน์ก็ยังไม่ค่อยมีตัวอย่างมากนัก
โอกาส:
การปรับโมเดลทางธุรกิจของผู้ผลิตเกมส์เพื่อสังคม เพื่อให้สอดคล้องและใช้โอกาสพิเศษด้านสังคมที่ผู้ผลิตเกมส์ปกติไม่มี โดยสำหรับการพัฒนากิจการเพื่อสังคม (social enterprise)
1. การหาผู้สนใจสนับสนุนการสร้างเกมส์ประเด็นสังคมในลักษณะ wholesale sponsor
ซึ่งน่าจะสามารถสร้างตลาดหรือพืิ้นที่เชื่อมโยงผู้สนใจสนับสนุนและผู้ผลิตได้ โดยจะต้องทำในลักษณะที่
- เข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อ ผู้สปอนเซอร์ โดยเฉพาะในระดับสถาบันหรือองค์กรขนาดใหญ่ ทั้งของรัฐ องค์กรอิสระ องค์กรประชาสังคมที่มี่ทุน และส่วน CSR ของภาคธุรกิจ
- เข้าถึงผู้ผลิตที่มีคุณภาพและอยากผลิตเกมส์ที่มีประเด็นด้านสังคม
- มีผู้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงทั้งผู้สนับสนุนและผู้ผลิต เป็นตัวกลางบริหารความน่าเชื่อถือ โดยเป็นผู้พัฒนาความร่วมมือ การติดตามประเมินผลแต่ละ deal ที่เกิดขึ้น
2. การหาผู้สนับสนุนรายย่อย (retail sponsor)
- การเข้าถึงผู้สนับสนุนรายย่อยที่มีความสนใจประเด็นด้านสังคม
- การแก้ปัญหาเรื่องขนาดและการกระจาย เช่น ผ่านการสร้างความร่วมมือในช่องทางการกระจายเกมส์แบบใหม่ๆซึ่งมีขนาดใหญ่มากพอ เช่น การเปิดตลาดการกระจายเกมส์เพื่อสังคมไปยังโรงเรียน หน่วยงานระดับพื้นที่ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ เครือข่าย wifi สาธารณะ ซึ่งจะทำให้ช่องทาง (outlet) มีขนาดใหญ่จนสามารถดึงดูดผู้สนับสนุนรายย่อย (retail sponsors) โดยอาจมีการใช้กลไกแรงจูใจมาเสริม เช่นการแบ่งรายได้กับร้านเกมส์เน็ตคาเฟ่
3. การพัฒนากลไกเฉพาะเพื่อสนับสนุนธุรกิจเกมส์เพื่อสังคม
- การเชื่อมโยงกับกลไกกองทุนร่วมลงทุน (VC Funds) ทั้งที่ One Assets, SME Bank ทำอยู่ แต่ต้องมีการบริหารจัดการและพัฒนา deal ร่วมกับ คือต้องมีคนทำหน้าที่หา deal และพัฒนาให้ตรงกับ Investment criteria หรือเกณฑ์การลงทุน (Investment banking function) ไม่งั้นก็จะเข้าไม่ถึง
- การร่วมมือกับต่างชาติในเชิงวัฒนธรรม เพื่อจัดตั้งกองทุนในลักษณะเฉพาะ เช่น EU Fund, Media Development Loan Fund, Cultural fund
- การจัดระบบการเก็บภาษีวัฒนธรรม โดยเอาเงินจากสื่อเสี่ยงมาหนุนสื่อดี เช่นแนวทางที่เยอรมันเริ่มพัฒนาระบบภาษีที่คิดมลพิษทางวัฒนธรรมในลักษณะใกล้เคียงกับสิ่งแวดล้อม ส่วนนี้อาจจะใช้เวลานานกว่าจะสำเร็จ แต่หากสำเร็จก็ย่อมจะสามารถเกิดผลมหาศาลได้
March 12th, 2008 § § permalink
ช่วงนี้ผมดีใจมากที่ได้กลับมาช่วยริเริ่มงานที่เป็นแนวที่สนใจมาตลอด นั้นก็คือการเก็บและเผยแพร่ปัญญาของคนไทยที่ควรค่าต่อการเก็บไว้ให้คนไทยได้เรียนรู้ในรูปแบบดิจิตอล ผมเคยคิดตั้งแต่สมัยเรียนว่าอยากจะไปถอดความรู้และเก็บชิ้นงานต่างๆของคนไทยที่สุดยอดแต่อายุมากแล้ว เพื่อที่ว่าเมื่อคนเหล่านี้ไม่อยู่แล้ว หรือไม่สามารถสื่อสารได้อีกต่อไป คนรุ่นหลังทั้งในตอนนี้และอีกร้อยพันปีข้างหน้าจะสามารถเข้าถึงความคิด ความรู้ และปัญญาเหล่านี้ได้

หากจะแบ่งสารใดๆออกเป็นระดับเรียงจากศักยภาพน้อยไปมาก ก็คือ ข้อมูล สารสนเทศ ความรู้ และปัญญา (data, information, knowledge and wisdom) ผมจะสนใจปัญญาเป็นพิเศษ เพราะเป็นสิ่งที่ไปเหนือความรู้ธรรมดาๆ เกิดจากประสบการณ์และการสะท้อนความเป็นมนุษย์ทั้งในเชิงศาสตร์และศิลป์แล้ว หรือสำหรับผมอาจจะเรียกว่าเป็นความเห็นทีี่มีคุณภาพ (high quality opinion) ก็ได้
ผมรู้สึกว่าสิ่งนี้สำคัญกว่าข้อมูล สารสนเทศ และความรู้ เป็นอย่างมาก เพราะมนุษย์จะสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความหมายและมีประโยชน์ต่อโลกก็ต่อเมื่อเขาเกิดปัญญาขึ้นเอง หรือมีโอกาสที่เข้าถึงปัญญาของคนอื่น ที่สามารถมาสะท้อนกับจิตใจ และการมองโลกของตนได้ จนเกิดเป็นการมีปัญญาในมิติต่างๆของคนๆนั้น
ปัญญาจะช่วยให้คนมีศีลธรรม จริยธรรม และเป็นคนดีได้โดยตั้งอยู่บนความแข็งแรงของตรรกะและเหตุผล และการเก็บบันทึกปัญญาหรือความเห็นที่มีคุณภาพเหล่านี้ โดยเฉพาะจากคนที่เราเชื่อว่ามีปัญญาที่เกิดจากการทรงความรู้หรือการเข้าใจประเด็นอะไรอย่างลึกซึ้งจึงสำคัญมาก
ที่ผ่านมา คนเหล่านี้อาจจะเขียนความรู้ของตนออกมา โดยมีเนื้อหาด้านปัญญาแทรกอยู่บ้าง แต่ก็มักจะมีน้อยรายที่ทำเช่นนี้ หลายครั้งเมื่อคนเหล่านี้เสียชีวิต หลายๆสิ่งที่มีประโยชน์เหล่านี้ก็จะหายไปกับพวกเขา
นอกจากนั้น คนไทยไม่ใช่ชนชาติที่อ่านหนังสือเท่าใดนัก แต่ชอบดู ชอบฟัง ดังนั้นวิธีการบันทึกเป็นวิดีโอและเสียงจึงเป็นแนวทางที่น่าจะทำให้เนื้อหาเหล่านี้เข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับผม ในการถ่ายทำเนื้อหาสั้นๆจากแต่ละท่าน เช่นไม่เกินท่านละ 1 – 2 ชม. นั้น คำถามหลักๆ น่าจะเป็นว่า
“หากท่านจะไม่สามารถสื่อสารกับใครได้อีกต่อไป ท่านอยากฝากอะไร อยากเล่าประสบการณ์อะไรที่จะเป็นประโยชน์กับคนรุ่นหลังต่อไป ?”
ผมเชื่อมั่นว่าเนื้อหาที่ได้ส่วนใหญ่คงน่าสนใจไม่น้อย
ในตอนนี้แนวคิดเบื้องต้นก็คือไปถ่ายสัมภาษณ์ผู้ใหญ่เหล่านี้ โดยมองจาก impact ของประเด็น และอายุเป็นสำคัญ จากนั้นจึงขอและรวบรวมผลงานสำคัญๆทั้งหมดเท่าที่หาได้ ที่ท่านเหล่านั้นสร้างขึ้น แล้วแปลงเนื้อหาเหล่านั้นให้เป็น digital file คุณภาพสูงทั้งหมด แล้วนำเนื้อหาทั้งหมดขึ้นเว็บที่ออกแบบมาให้ใช้ได้ง่าย
หากแม้แหล่ข้อมูลจะมาเป็นหนังสือก็ต้องแสกนเอา เมื่อก่อนหาคนแสกนยาก แต่ตอนนี้พอหาได้แล้ว ทำให้รู้สึกว่า OCR สำหรับภาษาไทยนั้นสำคัญมาก จำเป็นจะต้องหนุนส่งเสริมอย่างมาก (OCR คือโปรแกรมสำหรับแปลงไฟล์รูปที่แสกนตัวอักษร ให้มาเป็น text file ที่สามารถ search & edit ได้)
เราคิดว่าอาจจะเริ่มจากการทำรายชื่อของคนที่น่าจะไปทำกระบวนการนี้ให้ เช่น อ. เสน่ห์ อ. ประเวศ อ. รพี อ. ประสาน อ. คนึงค์ รงค์ de TuneIn หรือหากท่านเสียชีวิตไปแล้ว เช่น อ. ปรีดี อ. ป๋วย อ. สิปปนนท์ ก็น่าจะไปรวบรวมสือต่างๆเท่าที่จะทำได้ก่อน เรื่องนี้ได้คุยกับ อ. แหวว ในด้านกฏหมาย พี่ด้วง ที่ สสส. และอีกหลายท่านไว้แล้ว สงสัยว่าจะต้องรีบทำเสียที เพราะทีมทำงานที่สนใจก็ค่อนข้างจะพร้อมแล้ว ทั้งการสร้างเว็บ การรวบรวม การถ่ายวิดีโอ ฯลฯ
โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการสร้างโลกออนไลน์ที่มีปัญญาเป็นพื้นฐานอยู่บ้าง โดยมีทีมงานของ TRN นำโดยไป๋เป็น project lead เห็นเขาว่าจะใช้ชื่อ OpenSchool ประมาณนี้
ผมอยากเห็นตลาดปัญญาออนไลน์ คล้ายๆกับตลาดวิชาที่ธรรมศาสตร์ยุคแรกๆเป็น คุณตาผมเล่าให้ฟังว่ายุคแรกๆนั้น อาจารย์ที่มาสอนนั้นสุดยอดทุกคน เป็นคนที่ทำงานจริงๆมีประสบการณ์ และมีปัญญามาก มีตั้งแต่เจ้าพระยาไปจนถึงอาจารย์ฝรั่ง
ผมเชื่อว่า OpenSchool อาจจะเป็นจุดเริ่มเล็กๆของโอกาสที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ยุคพื้นฟูศิลปวัฒนธรรม (renaissance) อีกครั้งด้วยแรงขับเคลื่อนของโลกออนไลน์
หากไม่แล้ว อย่างน้อย ระบบนี้ก็จะเก็บบันทึกปัญญาของคนไทยบางคน ที่อาจจะมีประโยชน์ให้คนเข้าถึงได้โดยง่าย ทั้งในคนปัจจุบัน และคนไทยในอีกหลายร้อยปีข้างหน้า
ผมหวังว่าในเวลาอีกไม่กี่สิบปี เมื่อ OCR THAI ดีพอ เมื่อภาษาไทยกลายเป็น semantic nets ได้ วันนั้นคลังแห่งปัญญาดิจิตอลนี้ก็อาจจะลุกขึ้นมามีชีวิต แนะนำคนได้ด้วยปัญญาและความเก๋าเกินคนึง อาจจะเป็นลักษณะ AI / Expert systems อะไรซักอย่างก็ได้ ผมอยากจะมีชีวิตอยู่ถึงวันนั้น คงจะดีไม่น้อยถ้าเราสามารถถามระบบที่มีตรรกะ เหตุผล และจริยธรรมในการตัดสินใจ ที่รวมเอาผู้ทรงปัญญาของไทยทั้งหลายไว้ด้วยกัน
และอย่างน้อยหากเรื่องนี้สำเร็จบ้าง ภายในปีหน้าก็คงมีเด็กและผู้คนนับพันนับหมื่นหรืออาจจะถึงแสนที่จะเข้าถึึงปัญญาและข้อมูลต่างๆจากคนเหล่านี้ บางทีปัญญามวลรวมประชาชาติ (gross national wisdom) อาจจะดีขึ้นก็ได้ และปัญญาเหล่านี้จะเป็นรากฐานที่สำคัญของนวัตกรรมทางสังคมของไทยในอนาคตอย่างแน่นอน
โครงการนี้คงเป็นโครงการเล็กๆที่ค่อยๆทำไปทีละคน เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ถ้าใครสนใจอยากช่วยคิด ช่วยทำ หรือจะเสนอชื่อคนที่เราควรไปทำกระบวนการนี้ด้วย ก็เชิญเลยนะครับ อยากได้คนช่วยมากครับ
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ guopai.wordpress.com
March 9th, 2008 § § permalink

เพื่อช่วงอาทิตย์ที่แล้ว (3-5 มี.ค. 08) ผมได้รับเชิญจาก UN Economic Commission for Africa (UNECA) ให้ไปช่วยเป็น Speaker ในชุดงาน Sciences for Africa ที่เมือง Addis Ababa ประเทศ Ethiopia และให้ไปช่วยพัฒนาแผนการสร้างเสริมผู้ประกอบการเพื่อสังคมในหมู่คนรุ่นใหม่ (Young social entrepreneurs) ของ UNECA ที่ต้องการขยายบทเรียนที่เพื่อนๆและผมช่วยกันทำเรื่องกองทุนสนับสนุนผู้ประกอบการทางสังคม (Youth Social Enterprise Initiative -YSEI) ซึ่งกำลังเนินการอยู่ในเอเชียเป็นปีที่สอง ซึ่ง UNECA เห็นว่าน่าจะใช้แนวทางเดียวกันใน Africa ได้ โดยเฉพาะในการประกอบการที่เกี่ยวกับประเด็น ICT, Climate change และ วิทยาศาสตร์ โดยให้พวกผมไปช่วยเป็นที่ปรึกษาให้
ความสนใจที่มีมากมาย และโอกาสของเยาวชนในอาฟริกาซึ่งเป็นกลุ่มอายุที่มีจำนวนมากที่สุด
ผมนำเสนอให้ตัวแทนของ UN นักวิทยาศาสตร์ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ กว่าร้อยคนที่สนใจหัวข้อ Startup and Change the World with Youth Social Enterprise ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ดูสนใจและได้แรงบรรดาลใจมากเมื่อผมพูดถึงตัวอย่างคนรุ่นใหม่ที่สร้างโอกาสในด้านต่างๆ เช่นในเรื่องการทำระบบเกษตรปราณีตที่ช่วยแก้ปัญหาความยากจนในอีสานของไทยได้กว่าสี่ร้อยครอบครัว หรือการทำร้านขายส่งโดยเอาของหัตกรรมของชาวบ้านมาขายและรายได้กลับไปที่ชาวบ้านอย่างเป็นกอบเป็นกำซึ่งทำรายได้กว่าแสนเหรียญสหรัฐเมื่อปีที่แล้วในอินเดีย
สิ่งที่พวกเขาประทับใจที่สุดก็คือความคิดที่ว่าต่อไปนี้คนรุ่นใหม่สามารถจะเป็นทางออกของปัญหาได้ ไม่ใช่จะเป็นแค่เพียงเหยื่อของความยากจนเท่านั้น หรือความคิดที่ว่าคนรุ่นใหม่สามารถคิดที่จะสร้างงานได้ ไม่ใช่คิดแต่จะหางานอย่างเดียว ซึ่งในอาฟริกานั้นอัตราการว่างงานนั้นสูงเหลือเกิน
ปัญหาเดิมๆที่เจอกันทุกที่
ความท้าทายของอาฟริกานั้นก็มีเรื่องเดิมๆที่เราเจอกันในเอเชียเช่นกัน โดยเฉพาะปัญหาของบริบททางสังคม เช่นการที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนให้เยาวชนลุกขึ้นมาทำการประกอบการทางธุรกิจหรือทางสังคมเอง แต่อยากให้ลูกๆไปทำงานในภาคราชการหรือองค์กรใหญ่ๆมากกว่า ซึ่งคนที่มาประชุมกับผมก็ยังบอกว่าเขาไม่เคยสนับสนุนลูกให้ทำธุรกิจเลยจนมารู้อีกทีก็คือลูกแอบไปทำธุรกิจจนประสบผลสำเร็จ
อีกปัญหาเดิมๆก็คือความไม่แข็งแรงของธุรกิจ SMEs ในอาฟริกา ซึ่งการทำธุรกิจแบบเล็กๆแต่ไม่ได้เล็กไปเลยนี้ดูจะไม่ใชสิ่งที่คนที่นั่นมีความรู้เท่าใดนัก และยังไม่ค่อยมีเสียด้วยซ้ำ ยิ่งเป็นธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise) แล้วยิ่งแทบไม่มีเลย แต่ผมรู้สึกว่านี่อาจจะเป็นโอกาสเสียด้วยซ้ำ เพราะหากส่งเสริมให้เกิดธุรกิจพันธ์ใหม่นี้แล้ว สุดท้ายก็อาจจะกลายเป็นธุรกิจหลักที่ทำให้อาฟริกากลายเป็นทวีปที่มีธุรกิจที่ยั่งยืนในเชิงสังคมและสิ่งแวดล้อมในอนาคตก็ได้ โดยเฉพาะการที่ธุรกิจส่วนใหญ่ในบริบทอาฟริกันนั้นก็มักต้องเริ่มในชุมชนก่อน ดังนั้นการสร้างธุรกิจที่ทำประโยชน์ให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมนั้นย่อมเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับฐานลูกค้าของตนให้แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆด้วยซ้ำ
สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้คนรุ่นใหม่ในอาฟริกาเห็นโอกาสในการประกอบการเพื่อสังคมในหลากหลายรูปแบบที่ตนเองสามารถทำเองได้โดยไม่ต้องใช้ทุนรอนมากนัก และมีระบบสนับสนุนการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการเพื่อสังคมรุ่นใหม่ที่เชื่อมโยงกับประเทศในทวีปอื่นๆ
เพื่อนอาฟริกันของผมที่อยากเป็นผู้ประกอบการทางสังคม
ผมไปเจอเพื่อนคนหนึ่งชื่อ Joseph ที่พาผมเดินทางไปดูที่นั่นที่นี่ ตั้งแต่มหาวิทยาลัยซึ่งสวยและกว้างใหญ่เพราะเคยเป็นวังมาก่อน พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของ Ethiopia ซึ่งเล็กกว่าของไทยเสียหลายเท่าด้วยซ้ำทั้งๆที่มีประวัติมายาวนานกว่าสองพันปี แต่เพื่อนผมคนนี้เขาอยากเป็นผู้ประกอบการทางสังคม ดูๆเขาจะมาจากครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ เขาเปิดร้านอาหารและมีอินเทอร์เน็ตคาเฟ่โดยมีคอมพ์หนึ่งเครื่อง และจ้างเด็กผู้หญิงยากจนมาทำงานหนึ่งคนแต่ก็ให้ค่าตอบแทนที่ดี แทนที่จะจ้างคนทั่วๆไป เขาอยากขยายแนวการทำธุรกิจแบบนี้ เป็นเน็ตคาเฟ่ที่จ้างผู้ด้อยโอกาสมาทำงานและอบรมให้เขากลายเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการใช้คอมพิวเตอร์ และอาจจัดกิจกรรมเพื่อสังคมบ้างร่วมกับอาสาสมัครต่างชาติที่เขาสนิทๆอยู่หลายๆคน ซึ่งผมมองว่าเป็นโมเดลธุรกิจเพื่อสังคมที่ง่ายชัดเจนและน่าสนับสนุนทีเดียว
สถาบันที่เชื่อมโยงกันระหว่าง Ethiopia ไทย และญี่ปุ่น
ระหว่างที่คุยๆกับเพื่อนอาฟริกาของผมและอาสาสมัครญี่ปุ่น อยู่นั้น ผมก็ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมประเทศที่เจริญมายาวนานกว่าสองพันปีอย่าง Ethiopia ซึ่งไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร คล้ายๆกับญี่ปุ่นและประเทศไทยนั้นจึงตกต่ำลงได้ในช่วงศตวรรษนี้จนแทบจะกลายเป็นเครื่องหมายของความยากจนไปเสียด้วยซ้ำ
สิ่งที่ได้จากบทสนทนานั้นทำให้ผมกลับมาเหลียวหลังดูประเทศไทยเลยทีเดียว เขาบอกว่า Ethiopia เคยมีสถาบันกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่และรุ่งโรจน์สามารถทำให้ประเทศรอดพ้นยุคอาณานิคมมาได้ตลอด แต่ในช่วงเลี้ยวต่อของการพัฒนาแบบทุนนิยมที่ประเทศเขาก็ต้องเข้าสู่การแข่งขันในระดับภูมิภาคในรอบร้อยปีที่ผ่านมานั้นมีปัญหารุนแรงอยู่ที่ระบบเจ้านายและตระกูลที่ใกล้ชิดกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งไม่สามารถปรับตัวได้ แม้กษัตริย์จะพยายามแก้ปัญหาเท่าใด ก็ไม่สามารถทำลายพวกที่หากินอยู่รอบๆราชวงศ์ซึ่งมีทั้งเงินและอำนาจให้หมดไปได้ พวกนี้จึงหาประโยชน์ได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวอะไร เพราะจะอ้างสถาบันฯอยู่ตลอดเวลา และรวมตัวกันผูกขาดผลประโยชน์ของเศรษฐกิจหลักๆของประเทศ จนถ่วงความเจริญอย่างรุนแรง
จนในที่สุดก็เกินการโค่นล้มระบอบลง พร้อมๆกับการเข้ามามีบทบาทของมหาอำนาจอย่างสหภาพโซเวียตในสมัยนั้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปัจจุบันของ Ethiopia เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยซึ่งได้ทำโครงการมากมายที่ให้ประโยชน์กับสังคมและกำลังทำให้ประเทศเขาพัฒนาขึ้นได้เร็วขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แต่บรรยากาศที่ผมเดินอยู่กลางถนนในเมืองก็ยังคงค่อนข้างน่ากลัวอยู่ มีคนว่างงานเดินมากมาย มีขอทาน และคนที่เข้ามาพยายามจะคุยด้วยแล้วขอเงินทางใดทางหนึ่ง ทำให้ผมรู้สึกว่าประเทศใดๆก็ตามไม่ว่าจะเจริญแค่ไหน ถ้าพลาดด้วยการผูดขาดอำนาจของคนกลุ่มหนึ่งมาถ่วงให้ประเทศไปต่อไม่ได้แล้วนั้น สุดท้ายก็อาจจะมีชะตากรรมไม่ผิดไปจาก Ethiopia ก็ได้ ไม่เว้นแม้แต่เมืองไทย
สุดท้ายเพื่อนอาสาสมัครญี่ปุ่นก็บอกว่า สถาบันกษัตริย์ที่จะทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองได้ดังเช่นญี่ปุ่นนั้นจะต้องอยู่เหนือหรืออยู่นอกผลประโยชน์ทุกๆอย่างรวมทั้งการเมือง และที่สำคัญคือจะต้องตรวจสอบได้โดยระบบกฏหมาย จะต้องโปร่งใส หากแม้มีสมาชิกในราชวงศ์ทำผิดก็ต้องสามารถดำเนินคดีทางกฏหมายได้ เพื่อไม่ให้ใครมาหาประโยชน์จากการแอบอ้างสถาบันฯหรือใช้ความน่าเชื่อถือในตำแหน่งคนใกล้ชิดเพื่อหาประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ต้องกลัวใครตรวจสอบ
ซึ่งหากทำได้เช่นนี้สถาบันกษัตริย์ไม่ว่าในประเทศใดก็ย่อมจะสามารถกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงไว้ด้วยคุณธรรม และความยุติธรรมในการที่จะสร้างแรงบรรดาลใจและเป็นศูนย์รวมใจของคนทั้งชาติได้อย่างมั่นคง บริสุทธิ์ และยั่งยืน ดังเช่นในญี่ปุ่นหรืออังกฤษ และย่อมจะไม่จบลงด้วยความขัดแย้งจนถึงจุดสิ้นสุดดังเช่น Russia, Ethiopia ในช่วงศตวรรษที่แล้ว หรือเนปาลในศตวรรษนี้
ผมกลับมาเมืองไทยแล้วโดนฉีดยาไปเข็มหนึ่งตรงที่ด่านคุมโรค (Health Control) ที่สนามบิน เพราะผมลืมเอาเอกสารยืนยันการฉีดวัคซีนป้องกันไข้เหลืองที่ผมเคยฉีดไปแล้วมา แต่ในใจก็ยังคิดถึงทั้งโอกาสในอาฟริกาที่ผมคงต้องกลับไปอีกหาก UNECA สนใจจริงๆ และความทรงจำเกี่ยวกับบทเรียนเรื่องสถาบันฯจาก Ethiopia ยังคงทำให้ผมรู้สึกแปลกๆไปอีกหลายวัน
p.s. Internet ที่นั่นติดๆดับๆ แต่ตอนเข้า google ก็ยังมีหน้า google.com.et อีกแหนะ… โห ทั่วโลกจริงๆ แต่จะว่าไปไอ้ conference ที่ผมมานี้ก็ sponsor โดย Microsoft นะ… โลกนี้น่าสนใจจริงๆ
February 22nd, 2008 § § permalink

ได้คุยกับคุณแดงที่อโชก้าเรืื่องเครือข่ายนักเรียนทุนรัฐบาล ซึ่งปีๆหนึ่งมีอยู่ประมาณ 50-60 คน แล้วก็มีซัก 20 คนที่ค่อนข้างสนใจอย่างมาก อยากมีส่วนร่วมในการกลับมาพัฒนาให้สังคมไทยดีขึ้น โจทย์ก็คือจะทำอย่างไรถึงจะเชื่อมโยงนักเรียนกลุ่มนี้เข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองและชุมชนของไทย และต่อเชื่อมพวกเขากับเครือข่ายคนที่สนใจเรื่องพวกนี้ได้
ไม่อย่างนั้นพอพวกเขาเรียนเสร็จก็อาจจะเสียโอกาสดีๆไป หรือบ่อยครั้งที่พวกเขากลัวว่าจะโดนระบบกลืนอุดมคติที่เขามีอยู่ตอนนี้ไป
ผมก็เลยเสนอว่าน่าจะลองจัดคล้ายๆค่ายเรียนรู้เคลื่อนที่ (mobile bootcamp) ตอนที่่พวกนี้กลับเมืองไทย ซักไม่เกิน 2 อาทิตย์ โดยเป็นลักษณะการไปพูดคุยกับคนที่ทำอะไรได้เรื่องในหลายๆวงการที่มีผลต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นจากฝ่ายราชการ technocrat องค์การพัฒนาเอกชน กลุ่มนักศึกษา กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง กลุ่มชาวบ้าน ฯลฯ โดยเน้นให้พวกเขาได้เปิดโลกแห่งความเป็นจริงให้เขาสามารถไปศึกษาต่อในเชิงทฤษฎีได้เมื่อกลับไป ทำให้ติดดินขึ้น และสร้างให้เกิดความเชื่อมโยง (connection) กับกลุ่มๆต่างๆเอาไว้ เมื่อเขากลับกันมาที่เมืองไทยในที่สุดจะได้มีเครือข่ายและเข้าใจสถานการณ์
นอกจากนี้ก็คิดว่าน่าจะมี seed fund หรือการสนับสนุนการทำ proposal เพื่อให้พวกเขาช่วยกันคิดเมื่อได้เห็นได้คุยกับผู้คนต่างๆแล้ว ว่าพวกเขาจะทำอะไรที่จะเกิดประโยชน์จริงๆ จะได้ไม่ได้เป็นการเรียนรู้แบบเชิงรับ แต่คิดให้รุกด้วย จะได้สามารถทำอะไรได้ต่อเนื่องขึ้น
ที่น่าสนใจก็คือพวกผมที่ TRN ก็เพิ่งคุยเรื่องว่าเราจะไปสร้างเครือข่ายของนักเรียนทุนของรัฐบาลได้อย่างไร เพราะพวกนี้น่าจะเก่งพอและสามารถทำประโยชน์ได้เยอะหากเชื่อมโยงกับกลุ่มความสนใจต่างๆที่เหมาะสมและมีทรัพยากรสนับสนุน คล้ายๆกับที่ Open Society Institute ทำอยู่ในยุโรปตะวันออก

จริงๆแล้วการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญๆของไทยก็เกิดจากนักเรียนทุน เช่นแม้แต่คณะราษฎรนั้นส่วนสำคัญก็เกิดจากแนวคิดของกลุ่มนักเรียนทุนรัฐบาลไทยในสมัยนั้น จนนำไปสู่การอภิวัฒน์ได้ในที่สุด บางทีนี้อาจจะเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่คนรุ่นใหม่จะมีบทบาทเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ดีขึ้นได้ และเป็นบ่อเกิดของนวัตกรรมทางสังคม เรายินดีสนับสนุนเต็มที่ครับ