แถลงการณ์ เรื่องการคุกคามสิทธิเสรีภาพสื่อออนไลน์

March 9th, 2009 § 0

แถลงการณ์  เรื่องการคุกคามสิทธิเสรีภาพสื่อออนไลน์

สืบเนื่องจากกรณี พนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้เข้าจับกุม นางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท (www.prachatai.com) เมื่อเวลาประมาณ 14.30 น. ของวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2552 และได้มีการสืบปากคำ  พร้อมทำสำเนาข้อมูลในฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์ส่วนตัวของนางสาวจีรนุช และแจ้งข้อกล่าวหาว่าได้ทำการสนับสนุนผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหา เป็นผู้ให้บริการจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำผิด นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ซึ่งอาจเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยที่จะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงประเทศ และเผยแพร่ หรือส่งต่อ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) (3) (5) และ15

เครือข่ายพลเมืองเน็ต คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ(คปส) เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (FACT) เห็นว่าแม้รัฐอ้างว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นไปภายใต้อำนาจตามที่กฏหมายบัญญัติ ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเข้าข่ายการใช้อำนาจทางกฏหมายในการข่มขู่ คุกคาม สิทธิเสรีภาพสื่อออนไลน์ ทั้งนี้เว็บไซต์ข่าวประชาไทถือเป็นหนังสือพิมพ์ออนไลน์ที่ทำงานบนกรอบของจรรยาบรรณสื่อออนไลน์ซึ่งเป็นสื่อใหม่ที่เปิดพื้นที่ให้กับประชาชนผู้อ่านแสดงความคิดเห็น ทั้งนี้ทางผู้แลเว็บมีมาตรฐานที่เข้มงวดตามพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ อยู่แล้วในการที่จะต้องเก็บข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์ และการลบข้อความที่มีความละเอียดอ่อน และที่ผ่านมาก็ได้ประสานงานและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐเสมอมาในการลบข้อความดังกล่าว แต่โดยธรรมชาติของสื่ออินเทอร์เน็ตนั้นมีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา

ดังนั้นรัฐจำเป็นต้องใช้ความยืดหยุ่นในการกำกับดูแลสื่อออนไลน์ที่มีธรรมชาติทางเทคโนโลยีแตกต่างจากสื่อทั่วไป อีกทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐควรยึดแนวทางการเจรจาประณีประนอมและใช้มาตรการที่ละมุนละม่อมไม่ใช่การปราบปราม

ทั้งนี้ข้อกล่าวหาว่าสื่อประชาไทสนับสนุนให้มีการนำเสนอเนื้อหาที่ขัดต่อความมั่นคงของชาตินั้นเป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย ไม่มีการให้คำนิยามที่ชัดเจนว่าจะนำไปสู่การขัดต่อความมันคงของชาติอย่างไร อีกทั้งเนื้อหาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าละเมิดมาตรา 14 พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ นั้น ก็มิได้ปรากฏในเว็บข่าวประชาไทแล้วตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2551

ในทางตรงข้าม การใช้มาตรการที่อุกอาจเช่นการเข้าจับกุมในช่วงบ่ายวันศุกร์ที่สร้างเงื่อนไขความยากลำบากในการขอประกันตัวของผู้ถูกกล่าวหา สะท้อนเจตนาที่จะสร้างแรงกดดันให้เกิดความตึงเครียดและก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความกลัว ความหวาดระแวงในสังคมมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งในที่สุดแล้ว แนวทางของรัฐดังกล่าวจะไม่นำไปสู่การปกป้องสิ่งที่เรียกว่าความมั่นคงของชาติแต่อย่างใด

ดังนั้น ทั้ง 3 องค์กรดังกล่าว ซึ่งได้ร่วมกันยื่นหนังสือเสนอข้อเรียกร้องและคัดค้านการใช้นโยบายประกาศสงครามกับสื่ออินเทอร์เน็ต (War Room) ให้กับนายกรัฐมนตรีโดยตรงเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2552 ซึ่งในครั้งนั้นนายกรัฐมนตรีได้รับปากที่จะใช้แนวทางการเจรจาร่วมกันโดยมีรูปธรรมในการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อให้ตัวแทนพลเมืองผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้พูดคุยเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงตำรวจที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน เพื่อแสวงหาแนวทางการปฏิบัติที่ควรจะเป็นร่วมกัน บนพื้นฐานของความเคารพในสิทธิเสรีภาพสื่อและพลเมืองตามหลักการสิทธิมนุยชนสากล

จากกรณีที่เกิดขึ้นนี้ ทาง 3 องค์กรมีข้อเรียกร้องต่อรัฐดังต่อไปนี้

ขอให้รัฐยุตินโยบายการคุกคามสื่อออนไลน์ และ ไม่ใช้แนวทางการประกาศสงครามกับสื่ออินเทอร์เน็ต แต่เน้นการเจรจาและแสวงหาความร่วมมือบนพื้นฐานความเคารพต่อสิทธิเสรีภาพและเข้าใจธรรมชาติที่เป็นจริงของสื่อใหม่เช่นอินเทอร์เน็ต
ขอให้รัฐบาลจัดเวทีและสร้างกลไกสำหรับการแลกเปลี่ยนให้ตัวแทนผู้ใช้สื่ออินเทอร์เน็ตและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจและกระทรวงไอซีทีฯ เพื่อนำไปสู่การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกันในการกำกับดูแลสื่อและชุมชนออนไลน์
ขอให้รัฐยุติการผลิตซ้ำ ตอกย้ำทัศนคติเชิงลบ อันนำไปสู่ความบาดหมาง ตึงเครียดและสร้างรอยร้าวลึกขึ้นในสังคม โดยเฉพาะวิธีใส่ร้ายสื่อออนไลน์เช่นประชาไทว่าเป็น “เว็บหมิ่นฯหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ” “เป็นขบวนการทำลายล้าง” “มีคนหนุนหลัง” เป็นต้น  เนื่องเพราะการใส่ร้ายดังกล่าวไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงแต่อย่างใด อีกทั้งสะท้อนถึงวุฒิภาวะในการบริหารประเทศของรัฐบาลประชาธิปไตย ซึ่งขัดต่อแนวทางการสร้างความเชื่อมั่นทั้งต่อพลเมืองไทยและประชาคมโลก

ทั้ง 3 องค์กรดังกล่าวข้างต้นมีความปรารถนาดีต่อรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐในการที่จะประสานความร่วมมือเรื่องสื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์บนการสร้างสมดุลย์ระหว่างการกำกับดูแลกับสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน ซึ่งรัฐมีหน้าที่โดยตรงที่ต้องธำรงพันธกิจอันสำคัญนี้

สุดท้ายนี้ เราขอให้สื่อสารมวลชนทุกแขนง รวมถึง สาธารณชนร่วมกันแสดงจุดยืนเรียกร้องรัฐให้ใช้หลักรัฐศาสตร์ในการเจรจามากกว่าใช้กฏหมายปราบปรามเพื่อแสวงหาทางออกที่สร้างสรรค์ทดแทนการแก้ปัญหาด้วยการข่มขู่คุกคามอย่างที่ผ่านมา

ด้วยความเชื่อมั่นในสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของพลเมือง

เครือข่ายพลเมืองเน็ต

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส)

เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (FACT)

วันที่ 8 มีนาคม 2552

วันสตรีสากล

http://www.thainetizen.org/

Prachatai’s Dangerous Ripple

March 7th, 2009 § 0

The arrest of Prachatai.com’s webmaster by the police was a rush act without appropriate warning for the independent media site. Whether or not Prachatai is right or wrong,  instead of protecting our beloved king as the outdated police force had hoped, it had now created an expanding ripple across International and Thai websphere, this could result in the further criticism against the Thai monarchy by International community as well as the younger generation in Thailand.

More and more people are mobilizing their reaction, anger as well as curiosity resulting in a rapid growth of  Thai Les Majeste -related blog/news posts around the world. For example, groups of Thai students in Britain now are trying to prevent our PM from giving a talk at Oxford on Democracy while we have yet another Thai Les Majeste article on the Economist. If the national security people have a chief public image officer, the person will surely be gone by now. Our great king’s reputation is being compromised through these outdated and out-of-control government and police reactions.

This is not very useful in protecting our unique and important institution. The ripple is being reinforced and will be hard to stop, in fact, it just combine its power with the other ripples started with the YouTube ban several years ago.

At the end of the day, the Internet crack down of Thai websites and blogs in the name of Les Majeste might turns the techno-cultural ignorance of the police (and who ever influence them to do this) against the international social capital our king had built over half a century. They (the police and the extreme right) will be the one who are stimulating the insult against the king. This should not be acceptable to the Thai public for such fatally dangerous ignorance on behalf of those in power to continue.

To see how far this might goes, I’ve created a search feed at feedburner to track whatever is emerging out there in the websphere with the word ‘prachatai’. So we could visualize and analyse this trend further.

Observe!

สมเด็จพระเทพฯ ทรงตอบคำถามสื่อนอกเรื่องการเมืองไทย

October 11th, 2008 § 0

จาก http://prachatai.com/05web/th/home/14026

สำนัก ข่าวเอพีรายงานข่าวสมเ็ด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีฯ เสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อทรงร่วมอภิปรายเรื่องการศึกษาไทย-สหรัฐฯ ณ มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย รัฐคอนเน็กติกัต เมื่อวันที่ 9 ต.ค. และทรงเปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวต่างประเทศทูลถามเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองไทยด้วย

 

ผู้ สื่อข่าวรายหนึ่งทูลถามพระองค์ว่าทรงเห็นด้วยหรือไม่ที่ผู้ชุมนุมกลุ่ม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กล่าวว่าพวกเขาทำเพื่อสถาบันกษัตริย์

สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงตอบว่า “ไม่คิดเช่นนั้น” และ พวกเขาทำเพื่อตัวเอง

 

ต่อมามีผู้ตั้งคำถามว่าเพราะเหตุใดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงไม่ทรงมีพระราชดำรัสใดๆ ออกมา สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงตอบว่า ไม่ทราบ เพราะยังไม่ได้ถาม

 

นอกจาก นี้ สมเด็จพระเทพรัตนฯ ตรัสเพิ่มเติมด้วยว่าปัญหาด้านการเมืองที่เกิดขึ้นมีมากมาย แต่พระองค์ทรงบอกแก่พระสหายและข้าราชบริพารให้ปฏิบัติหน้าที่ของตนต่อไป

 

รายงาน ข่าวของเอพียังระบุอีกด้วยว่าแกนนำผู้ชุมนุมเรียกร้องให้มีการดำเนินคดีตาม กฎหมายแก่ผู้ถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และแกนนำคนหนึ่งต้องการยกเลิกระบบเลือกตั้งและเปลี่ยนเป็นการสรรหา ส.ส. และ ส.ว.แทน ซึ่งนักวิชาการบางส่วนกล่าวว่านี่คือแผนการเพิ่มอำนาจให้กองทัพและระบอบ กษัตริย์โดยคนจนเป็นฝ่ายที่ต้องเสียสละ

 

ส่วนเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อ 7 ต.ค. สำนักข่าวเอพีระบุว่ามีผู้ชุมนุมบาดเจ็บ ทั้งสิ้น 423 คน และตำรวจบาดเจ็บอีก 20 คน ขณะที่ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 คน หญิง 1 คน โดยการชุมนุมทางการเมืองครั้งนี้ถือว่าเลวร้ายที่สุด นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ที่กองทัพสังหารประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยนับร้อยคน

 

 

 ที่มา: Thailand princess speaks at Connecticut school

Thailand princess speaks at Connecticut school

Associated Press

October 9, 2008

 

WALLINGFORD, Conn. - The princess of Thailand said Thursday that she does not believe protests in her home country are being staged to benefit the monarchy.

 

Princess Maha Chakri Sirindhorn talked about the importance of public service Thursday at the Choate Rosemary Hall prep school in Wallingford. She later headed to the University of Pennsylvania for a U.S.-Thailand education discussion.

 

Her visit came amid the worst political violence in Thailand in more than a decade. Thousands of protesters have camped at the main government office complex to demand electoral changes and an end to corruption in Thai politics.

 

In violent clashes on Tuesday, 423 protesters and 20 police were injured, Thai medical authorities said. One woman was killed, and a man died in what appeared to be a related incident.

 

It was the worst political violence since 1992, when the army killed dozens of pro-democracy demonstrators seeking the ouster of a military-backed government.

 

The princess was asked at a press conference following her talk whether she agreed with protesters who say they are acting on behalf of the monarchy.

 

“I don’t think so,” she replied. “They do things for themselves.”

 

Asked why the king has not spoken out, she said, “I don’t know because I haven’t asked him.”

 

Protest leaders have called for the prosecution of people who insult the monarchy. One leader wants to abandon Thailand’s popularly elected Parliament for one in which a majority of members would be appointed.

 

Some academics have said the plan would enhance the power of the country’s military and monarchy at the expense of the poor.

 

“There are a lot of political problems,” the princess said. “I told my friends, colleagues just to do what is their duty.”

 
 

โดย : ประชาไท

เมื่อคลิปทำเองเปลี่ยนโลกการเมืองอเมริกา

July 5th, 2008 § 1

หากทุกท่านรู้สึกเบื่อ เหนื่อยหน่าย หรือเข้าขั้นรังเกียจสถานการณ์การเมืองไทยที่ดูจะไร้อนาคตไร้ความหวังนั้น บางทีทางออกที่อาจส่งผลอย่างคาดไม่ถึงอาจจะเป็นแค่วิดีโอคลิปทำเอง ที่ปล่อยไปใน YouTube.com ก็ได้ ดังเช่นที่เกิดมาแล้วในการเมืองอเมริกาซึ่งเมื่อสองปีที่แล้วดูสิ้นหวังในด้านการเกิดสิ่งใหม่ๆ เพราะผู้ทรงอำนาจของทั้งสองพรรคนั้นก็เป็นตัวแทนของความเก๋าเกมทางการเมือง มากกว่าจะเป็นตัวแทนของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในการหาเสียงชิงตำแหน่งผู้แทนพรรคเดโมเครต ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีระหว่างนาง ฮิลราลี่ คลินตัน และนาย บารัก โอบาม่า ที่เพิ่งจะสิ้นสุดด้วยชัยชนะของนายโอบามาซึ่งสร้างความประหลาดใจให้คนจำนวนมาก เนื่่องจากนายโอบามานั้นเดิมไม่เป็นที่รู้จักเท่านางคลินตัน และยังเป็นคนผิวสีคนแรกซึ่งเข้าชิงตำแหน่งผู้แทนพรรคอีกด้วย

นอกจากเหตุปัจจัยในเรื่องการตั้งประเด็นต่างๆในการหาเสียงแล้ว สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในเชิงเครื่องมือการสื่อสารก็คือการใช้สื่อใหม่อย่างอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือหลักตัวหนึ่ง ซึ่งสามารถใช้ได้อย่างเกิดประสิทธิภาพ และมีลักษณะที่แตกต่างกับสื่ออื่นๆอย่างมากอีกด้วย สื่อมวลชนและนักวิชาการทั่วโลกต่างวิเคราะห์ว่าอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือที่ส่งผลสะเทือน อย่างมีนัยยะสำคัญต่อชัยชนะของเขา

ลักษณะพิเศษของการใช้อินเทอร์เน็ตของนายโอบามาอยู่ที่การใช้แนวทางที่เรียกว่า “เว็บ 2.0″ ซึ่งหมายถึงการใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตในลักษณะเป็นพื้นที่ระดมการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ในการกระจายข่่าวสาร การรณรงค์ หรือแม้แต่การร่วมกันสร้างสื่ออันหลากหลายที่มีประชาชนมาช่วยกันสร้าง ช่วยกันกระจาย ช่วยกันรณรงค์ร่วมกัน ไม่ใช่การการที่ผู้พัฒนาเคมเปญทำสื่อขึ้นเองแล้วกระจายออกเองในลักษณะดั้งเดิม กล่าวคือเป็นการสื่อสารสารสองทางที่มีการสร้างสรรค์ร่วมกันอย่างเต็มที่

ตัวอย่างที่ชัดเจนในกรณีนี้ก็คือการสร้างและเผยแพร่วิดิโอคลิปสั้นๆรณรงค์ของนายโอบามาและนางคลินตัน ซึ่งนายโอบามานั้นมีคลิปมากมายคนรุ่นใหม่มาช่วยกันทำคลิปใส่เสียงใส่ภาพใส่เพลง ทำกันเองแล้วนำขึ้น youtube.com แล้วก็กระจายไปให้เพื่อนๆรวมทั้งส่งไปให้ทีมงานเคมเปญของนายโอบามากระจายส่งต่ออีกด้วย ซึ่งลักษณะของวิดีโอคลิปที่ไม่เป็นทางการ ย่อมได้สื่อที่ตรงใจคนรุ่นใหม่และแสดงถึงการสนับสนุนของผู้คนที่นิยมนายโอบามา จนมาร่วมกันสร้างสื่อให้ฟรีๆอีกด้วย คลิปที่ดังที่สุดชื่อ “I Got a Crush…On Obama” By Obama Girl เมื่อเทียบกับนางคลินตัน Hillary’s Leaving the Band ซึ่งไปจ้าง Ad Agency ทำคลิปที่ทำเนื้อหาในลักษณะที่เป็นวงร็อกซึ่งนางคลินตันต้องออกมาเพื่อหาเสียง ซึ่งนอกจากเนื้อหาไม่ตรงใจคนรุ่นใหม่แล้ว ยังมีลักษณะความไม่จริงใจ (fake) ตามรูปแบบของ ad agency อีกด้วย ซึ่งทำให้คลิปของโอบามามีคนดูทั้งสิ้นราว 8.5 ล้านครั้งบน youtube ขณะที่ของนางคลินตันมีคนดูเพียงราว 5 พันครั้งเท่านั้น

นางคลินตันคลิป

ผลของการใช้สื่อใหม่ที่คนรุ่นใหม่ช่วยกันทำซึ่งกระจายไปทั่วอินเทอร์เน็ตทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่และวัดผลได้ เช่นการระดมเงินทุนเพื่อการหาเสียงของโอบามานั้นสามารถทำให้มากและรวดเร็วกว่าผู้สมัครคนอื่น ซ้ำยังปฏิวัติรูปแบบเงินหาเสียงแบบเดิมๆ เพราะในอดีตนั้นนักการเมืองก็จะจัดงานระดมเงินหาเสียงจากคนรวยๆไม่กี่คนเป็นหลัก แต่โอบามานั้นสามารถระดมเงินจากคนธรรมดาที่บริจาคผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งมักจะบริจาคน้อยกว่า 200 เหรียญ ซึ่งแม้จะดูไม่เยอะนัก แต่เมื่อรวมกันก็เกิดเป็นพลังที่คาดไม่ถึง เพราะเกือบครึ่งของเงินที่โอบามาหามาได้นั้น มาจากคนที่บริจาคน้อยกว่า 200 เหรียญ (122 ล้าน จาก 264 ล้าน ข้อมูลเดือนเมษายน) แปลว่ามีผู้คนธรรมดาจำนวนมหาศาลที่ให้เงินคนละเล็กคนละน้อยเพื่อสนับสนุนนายโอบามา สิ่งนี้เปลี่ยนแปลงการเมืองอเมริกาอย่างยิ่ง เพราะจำนวนมากในผู้บริจาคผ่านเน็ตนั้นเป็นคนรุ่นใหม่ที่อายุยังไม่มาก ซึ่งเป็นกลุ่มอายุที่ปกติจะไม่ค่อยมาร่วมกิจกรรมทางการเมืองมากนัก

ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าในการเลือกตั้งประธานาธิปดีของสหรัฐอเมริการอบใหม่นี้ คนรุ่นใหม่จะออกมาเลือกนายโอบามาอย่างล้นหลามอย่างที่แทบไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ กลุ่มคนรุ่นใหม่ในฐานะพลังใหม่ทางการเมืองที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์นี้จึงจะเป็นความหวังที่สำคัญของอเมริกา หรือแม้แต่โลกนี้ และความสำเร็จของพวกเขาก็ตั้งอยู่บนความสามารถของพวกเขาส่วนหนึ่งที่สามารถสร้างสรรค์สื่อออนไลน์ในหลากหลายลักษณะที่โดนใจคนรุ่นใหม่แบบจริงใจไม่มีอะไรแอบแฝงนั้นเอง

จึงเห็นได้ว่าสื่อใหม่เช่นอินเทอร์เน็ตจะมีผลต่อการเมืองของโลกมากขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญคือจะสามารถทำให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางของประชาชนในการรณรงค์ในประเด็นต่างๆได้อย่างดีอีกด้วยในอนาคต สิ่งที่น่าสนใจเหนือสิ่งอื่นใดก็คือความพลังใหม่ของคนรุ่นใหม่ที่สามารถร่วมกันสร้างสื่อในมือแบบทำเองบ้านๆแต่เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆจนทำให้เกิดแนวร่วมที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งอ่านจะเพียงพอต่อการล้มอำนาจทางการเมืองเดิม และเปิดช่องให้เกิดการเมืองที่เต็มไปด้วยความหวังและความสร้างสรรค์มากขึ้นได้

หวังว่าสิ่งนี้คงจะเป็นบทเรียนที่สำคัญของคนสร้างสื่อใหม่ในโลกออนไลน์ของไทย ให้พวกเขาได้เห็นถึงพลังที่แท้จริงของตัวเองที่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมและการเมืองให้มีความหวัง แม้จะดูไกลตัวแต่ทุกความสำเร็จก็ย่อมมีก้าวแรกเสมอ

พันธมิตรฯทรยศระบอบประชาธิปไตย

June 28th, 2008 § 19

ผมตกใจมากที่ได้ยินกลุ่มพันธมิตรฯที่อ้างประชาธิปไตยแต่ออกมาพูดว่า ให้ระบบการเมืองไทยเป็นแต่งตั้ง 70 % เลือกตั้ง 30% เท่านั้น

ผมหมดศรัทธากับแกนนำทุกคนและรู้สึกเศร้าสลด กับความคิดที่ต้องการที่จะให้รัฐธรรมนูญไทย ถอยหลังทะลุคลองไป ก่อน 2540 อีก ผมมั่นใจแล้วว่าคนพวกนี้คงคลั่งชาตินิยม จนอยากจะย้อนเวลากลับไปก่อน 2475 ด้วยซ้ำ

ผมกะจะไม่ blog เรื่องการเมืองแล้ว แต่คราวนี้ไม่ไหวจริงๆ

มวลชนที่เป็นชนชั้นกลางแต่ไม่เข้าใจว่าทำไมประเทศนี้ต้องมีประชาธิปไตย จากการเลือกตั้งเป็นหลัก ไม่เข้าใจว่าระบบเสรีนิยมทางการเมืองและเศรษฐกิจนั้นจำเป็นอย่างไร ไม่เข้าใจว่าระบบที่ข้าราชการ-ชนชั้นสูง-ทหาร-นายทุนเก่าเป็นใหญ่นั้น ย่อมนำไปสู่ความล้าหลังและเผด็จการ ไม่เข้าใจว่าระบบรัฐธรรมนูญต้องออกแบบให้ใช้ได้ไปนับสิบๆนับร้อยปี เราเคยเห็นอเมริกาฉีกรัฐธรรมนูญไหม อย่างมากก็มี amendment ปรับให้เหมาะสมกับยุคสมัย

ไม่ใช่จะมาปรับรัฐธรรมนูญเพราะกลัวเลือกตั้งไปก็จะแพ้ทักษิณอีก

these guys don’t understand anything about liberal democracy!

เลือดเข้าตา จะเอาชนะอย่างเดียว ใครเดือดร้อนช่าง ประเทศจะล่มจมก็ช่าง

ใครไม่เห็นด้วยก็หาว่าเป็นพวกทักษิณซะหมด

ไอ้พวกเห็นอะไรเป็นขาวดำ ไม่มีอะไรอยู่ตรงกลางเลยนั้นย่อมจะนำไปสู่ความแตกแยก

การนองเลือดก็จะหนีไม่พ้น

ผมไม่ชอบรัฐบาลซุปเปอร์ฮีโร่แต่โกงกิน

แต่ผมเกลียดพวกที่คิดว่าระบบการเมืองการปกครองเป็นเกมตีกันข้างถนน

เกลียดพวกที่เห็นการเอาชนะเผด็จการคนเดียวสำคัญกว่า การวางรากฐานประชาธิปไตยในระยะยาว

คนพวกนี้ผมเกลียดยิ่งกว่า เพราะเผด็จการมาแล้วก็ไป แต่ระบบที่ล้มเหลวจะยังคงอยู่ ประเทศที่ประชาชนไม่เข้าใจไม่รักในประชาธิปไตยย่อมจะไม่สามารถเจริญ หรือแข่งขันในตลาดโลกได้

พันธมิตรนั้นเองที่กำลังทำลายสถาบันชาติ และกษัตริย์ที่ตนเองอ้างเอามาเป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าใครๆ

พันธมิตรเองทำตัวเป็นมาเฟีย ไม่มีมารยาท ไม่มีความสุภาพ ความรุนแรงไม่ได้จำกัดแค่การแสดงออกทางกายภาพเท่านั้น ภาษาและความคิดที่สื่อสารออกมาเป็นดาวสยามใหม่นั้นน่ากลัว และรุนแรงกว่าไอ้พวกจ้ิกโก๋ที่พวกนิยมทักกี้จ้างมาอีก

เฮ้อ…

พันธมิตรทรยศต่อระบอบประชาธิปไตยไม่น้อยไปกว่ารัฐบาลนอมินี่

Where Am I?

You are currently browsing the liberty category at Dream Infection.