จดหมายจาก อ. ระพีถึงพันธมิตรฯ

May 26th, 2008 § 27 comments § permalink

551000006643401.JPEG

มากดดันเทพไทไม่ให้มั่วกันเถอะ! tag: noteptai

May 25th, 2008 § 34 comments § permalink

ผมอยากเชิญชวนให้บรรดา blogger และสื่อพลเมืองทั้งหลายมาช่วยกันประจานความมั่วของนายเทพไท ที่อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพของโลกออนไลน์ไทยได้ในระยะยาว ทั้งในเรื่องเสรีภาพของสื่อและจิตวิทยาของสื่อพลเมือง อยากให้มาช่วยกันกดดันให้พรรคแสดงความรับผิดชอบถึงความมั่วดังกล่าว ไม่ให้ใครออกมาพูดมั่วๆด้วยการกล่าวหาคนอื่นในข้อหาที่เลวร้ายที่สุดอย่างนี้ได้อีกต่อไป อาจจะใช้ tag ร่วมว่า noteptai ก็ได้ อย่างน้อยก็จะได้แสดงพลังของสื่อพลเมืองออนไลน์ได้บ้าง พูดแล้วมั่ว ต้องรับผิดชอบ! ช่วยกัน blog หรือเสนออะไรประมาณนี้ หากมากพอแล้วผมจะช่วยรวบรวมผ่าน technorati หรือคล้ายๆแบบนี้ แล้วส่งไปที่พรรคประชาธิปัตย์ และสื่อมวลชน

เมื่อนายเทพไทได้แสดงความฉลาดเท่าที่มีในเส้นหยักสมองของตนออกมา โดยการแถลงข่าวเอาเรื่อง 29 เว็บหมิ่นฯ ทั้งๆที่ดูได้เลยว่าจากรายชื่อนั้นไม่ได้มีการตรวจสอบอะไรเท่าไหร่ หลายๆเว็บที่กล่าวมาไม่ได้ใกล้เคียงเข้าข่ายหมิ่นฯด้วยซ้ำ นายคนนี้เหมามั่วไปหมด เขาคงนึกว่าจะได้คะแนนจากประชาชนเพราะจนตรอกจนนึกอะไรไม่ออกแล้วเลยเล่นมุขนี้

แน่นอนว่าเขาคงได้คะแนนจากพวกคนที่งมงายและขวาจัดจำนวนหนึ่ง แต่คนปกติเมื่อเข้าเว็บเหล่านี้ก็ย่อมเห็นได้ง่ายๆว่าที่นายเทพไทกล่าวนั้นคงมีคนชงมาแบบผู้ช่วยนักการเมืองที่เปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจ แล้วตัวเองก็ไม่ได้ดูอะไร ทั้งๆที่มีเพียงไม่กี่เว็บเท่านั้นเองที่พอจะเถียงได้ว่าเข้าข่ายหมิ่นฯหรือไม่

ผมได้มีโอกาสคุยกับคนในพรรคประชาธิปัตย์อยู่บ้าง เป็นกลุ่มที่มีความหวังว่าจะปฏิรูปพรรคที่ก้าวไม่ทันโลกทั้งๆที่มีคนรุ่นใหม่เป็นหัวหน้า ผมเคยมีความหวังว่าอยากจะเข้าไปช่วยพรรคนี้ อย่างน้อยก็เรื่องยุทธศาสตร์การใช้โลกออนไลน์ในการสร้างความมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวาง อย่างน้อยก็จะได้คานๆกับพรรคลูกกรอกได้ไม่มากก็น้อย ผมเคยเกือบชวนเพื่อนๆในโลกเว็บ 2.0 ในเมืองไทยที่มีวิญญาณเสรีประชาธิปไตยมาช่วยคิดเรื่องนี้ ซึ่งน่าจะต่อยอดจากความนิยมของหัวหน้าพรรคในโลกออนไลน์ผ่าน hi5 ได้

เมื่อผมเห็นสิ่งที่นายเทพไทออกมาพูดแบบนี้ในฐานะตัวแทนพรรคฯ ผมรู้สึกโล่งใจมากที่ไม่ได้ชวนใครมาเป็นเรื่องเป็นราว ผมตกลงใจที่จะไม่ไปยุ่งกับพรรคนี้อีก ปล่อยให้ตายซากไปก็แล้วกัน

ผมรู้สึกว่าทั้งนายเทพไท นายสนธิ และนายชวลิต ต่างก็เป็นผู้ที่ไม่รักสถาบันฯทั้งสิ้น พวกเขาดึงฟ้าต่ำเพียงเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกเท่านั้น พวกเขาเรียกทุกคนที่ไม่ใช่พวกเขาว่าเป็นพวกไม่เอาสถาบัน ซ้ำยังปลุกปั่นให้คนเกลียดกันมากขึ้นเรื่อย โดยใช้เรื่องสถาบันฯซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถใช้เหตุและผลมาพูดคุยกันได้ แน่นอนเรื่องที่มีสถานะที่ไม่อาจเอ่ยถึงได้ (taboo) แบบนี้เมื่อถูกนำมาใช้สาดโคลนใส่กัน โคลนนั้นก็จะแปรสภาพกลายเป็นนำ้มันร้อน ที่พร้อมจะเผาผู้คนในชาติให้วอดวายไปเมื่อมีประกายไฟเล็กๆที่ควบคุมไม่ได้เกิดขึ้น เหมือนที่เคยเกิดมาแล้วหลายหนแต่ผู้หลงไหลในเกมของอำนาจก็ไม่เคยจำ การที่พวกเขาดึงฟ้าสูงมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ย่อมไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะทำให้ฟ้าต้องแปดเปื้อน และเกิดกลุ่มต่อต้านขึ้นมาอย่างหนีไม่พ้น

ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ก็ย่อมเข้าแก็บไอ้หน้าเหลี่ยม มีแต่คนหลงในความโง่และความบ้า ไอ้หน้าเหลี่ยมก็สบายไป

กลับมาเรื่องประชาธิปัตย์ สิ่งที่เทพไททำอยู่ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการย้อนกลับไปสู่ประวัติอันดำมืดของพรรคในช่วงเริ่มต้น ที่หากินด้วยการสร้างความขัดแย้งของคนในชาติ โดยการดึงเอาสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ประชาธิปไตยและการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศไทย ต้องล้มลุกคลุกคลานล้มครืนไม่เป็นท่า ในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่นาน เพียงเพราะมีคนอย่า่งคึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ให้คนไปป่าวประกาศว่า “ปรีดี ฆ่าในหลวง (ร. 8)!” ที่เหลือก็คือประวัติศาสตร์….

ผมเชื่อว่าผม และคนในวงการเว็บรุ่นใหม่ที่ต้องการเห็นประเทศไทยพัฒนาไปในแนวทางเสรีนิยมประชาธิปไตยนั้น คงเห็นว่าสิ่งที่นายเทพไทได้กระทำในฐานะตัวแทนของพรรค (เพราะไม่เห็นมีผู้ใดในพรรคจะออกมากล่าวเบรคอะไร) นั้นเป็นจุดตายของพรรคในโลกออนไลน์ เพราะนอกจากจะดึงฟ้าต่ำด้วยการประกาศความมั่วออกมาแล้ว ยังเป็นการแสดงจุดยืนของพรรคที่จะปิดกั้นเสรีภาพของสื่อที่จะนำเสนอสิ่งต่างๆในโลกออนไลน์อีกด้วย เพราะนายเทพไทไม่ดูเนื้อหาด้วยซ้ำแล้วกล่าวว่าเว็บเขาหมิ่น ถือเป็นการปิดกั้นการเจริญเติบโตของสื่อพลเมือง (citizen journalism)

เพราะคนธรรมดาก็จะเริ่มกลัวมากขึ้นเรื่อยๆที่จะเสนอความคิดความเห็นออนไลน์ เพราะกลัวว่าจะมีคนอย่างนายเทพไทมาชี้ว่าพวกเขาหมิ่นฯแล้วก็ทำให้ผู้คนจำนวนมากเกลียดพวกเขาอย่างไม่มีเหตุผล เพียงเพราะเชื่อตามคนของพรรคที่น่าเชื่อถือที่สุดพรรคหนึ่งในประเทศไทยพูดอย่างไม่รับผิดชอบ

ซ้ำร้ายยังอาจจะมีพวกขวาจัดบางคนไม่สนใจเหตุผลอะไร พอเห็นรายชื่อก็จะด่าหรือไปทำร้ายร่างกายสื่อพลเมืองเหล่่านั้น (พวกเราชาวเว็บเรียกพวกนี้ว่า “เกรียน”) เรื่องอย่างนี้มันรับไม่ได้ ถ้าพรรคไม่ออกมาแสดงความขอโทษ สิ่งที่นายเทพไทพูดก็ย่อมเหมือนเป็นความเห็นทั่วไปของคนในพรรคไดโนเสาร์อย่างงี้

ปล่อยให้โลกออนไลน์ของพรรคนี้เป็น hi5 ไปแล้วกัน ไม่ต้องมีสมอง ไม่ต้องมีคนจริง ชอบคนหล่อกันไป ก็เท่านั้น…

นากิส; อุปสรรคของความช่วยเหลือ และประชาธิปไตย

May 10th, 2008 § 33 comments § permalink



(ภาพทั้งหมดจากเว็บ http://komyo.burmachannel.com/ )

เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 51 ได้เข้าร่วมประชุมวงเล็กๆอย่างไม่เป็นทางการ ที่มีองค์กรทั้งในประเทศและต่างประเทศที่พยายามจะระดมความช่วยเหลือไปยังประเทศพม่าอันเนื่องมาจากพายุนากิส โดยในวงเป็นการประเมินสถานการณ์จากมุมมองที่หลากหลาย และมีประเด็นที่ผมรู้สึกสำคัญคือ

การช่วยเหลือแทบไม่สามารถทำได้อย่างทันท่วงที แม้จะมีทรัพยากรมากเพียงใด เพราะรัฐบาลทหารพม่าไม่ยอมให้ต่างชาติเข้าไปช่วย เนื่องจากกลัวผลกระทบทางการเมือง แต่แน่นอนว่าการที่รัฐบาลไม่สามารถให้ความช่วยเหลือประชาชน แถมยังไม่ยอมให้คนอื่นเข้ามาช่วยนั้น ย่อมเกิดผลกระทบที่รุนแรงต่อการเมืองของพม่าในระยะกลางถึงยาว เมื่อมีผู้เสียชีวิตเป็นแสนและรัฐบาลมีส่วนรับผิดชอบ มีผู้กล่าวไว้ว่ารัฐบาลเผด็จการไม่สามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ที่มีความซับซ้อนสูงได้ จุดนี้อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนไปสู่ประชาธิปไตยในพม่าก็ได้

การช่วยเหลือแบบเป็นทางการที่ส่งผ่านไปยังรัฐบาลทหารนั้น แทบไม่มีโอกาสไปถึงประชาชนผู้ประสบภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ อะไรดีๆก็จะมีโอกาสโดนทหารยึดไว้เองแทบทั้งหมด ซึ่งคนไทยที่พยายามช่วยกันบริจาคผ่านกลไกที่เชื่อมต่อกับรัฐบาลต่อรัฐบาล เช่นสภากาชาด ฯลฯ นั้นก็จะมีความเสี่ยงที่ของหรือเงินไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายอยู่มากทีเดียว นอกจากนั้นยังเป็นการทำให้รัฐบาลทหารเสมือนหนึ่งว่าเป็นผู้ช่วยเหลือประชาชนเอง ทั้งๆที่นำความช่วยเหลือนั้นมาจากคนอื่น และผูกขาดช่องทางการช่วยเหลือ ซึ่งอาจจะกลายเป็นบุญเป็นคุณกันในอนาคต จนบิดเบือนความจริงไปได้ (พฤติกรรมนี้ชนชั้นปกครองทุกที่เป็นหมด โดยเฉพาะพวกเหนือมนุษย์)

ช่องทางที่น่าจะมีประสิทธิภาพกว่า ในการส่งความช่วยเหลือต่างๆก็คือการส่งผ่านองค์กร และเครือข่ายที่มีความน่าเชื่อถือและมีหน้างานอยู่ในพม่าอยู่แล้ว ซึ่งนอกจากองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ก็ยังมีเครือข่ายนักศึกษา เครือข่ายพระ และเครือข่ายหมออยู่จำนวนไม่น้อย สำคัญคือต้องสร้างความเชื่อมโยงให้ผู้สนใจอยากช่วยเหลือพม่า ได้รู้จักช่องทางเหล่านี้มากขึ้น


View Larger Map
การจัดการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับความช่วยเหลือที่ลงไปในพื้นที่ โดยเฉพาะข้อมูลที่ทำให้ฝ่ายสนับสนุนสามารถรับรู้ได้ว่าตอนนี้ที่หน้างานมีปัญหาอะไร มีคนทำงานอยู่มากน้อยเท่าไหร่ ทำอะไรบ้าง อยู่ในพื้นที่ใดบ้าง-กระจายตัวอย่างไร และต้องการความช่วยเหลืออะไร หากไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลแล้วก็จะคล้ายๆกรณีซึนามิที่การช่วยเหลือลงมามหาศาลแต่ก็ค่อนข้างขาดโอกาสที่จะเชื่อมโยงและติดตาม ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าการจัดการข้อมูลแบบเปิดไม่รวมศุนย์ ผ่านเว็บไซต์และเครื่องมืออนไลน์เช่น google map & google earth ก็น่าจะช่วยได้บ้าง จากที่ดูๆความเคลื่อนไหวของ google เบื้องต้น ก็เห็นว่าทางนั้นก็กำลังมีการขับเคลื่อนกำลังและความช่วยเหลือทั้งในด้านเทคนิคและการบริจาคในกรณีดังกล่าวเช่นกัน น่าจะเชื่อมโยงกับข้อมูลความช่วยเหลือที่จะออกจากฝ่ายไทยได้

การก้าวพ้น propaganda ทางประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทยพม่า
สุดท้ายก็คือหลายๆคนประเมินไว้ว่าสุดท้ายคนไทยเองก็อาจจะไม่สามารถทำอะไรได้มาก เพราะเหตุปัจจัยหลายๆอย่าง นั้นจำกัดความสามารถในการช่วยเหลือของเรา แต่ที่สำคัญก็คือการที่จะใช้เหตุการณ์นี้เป็นโอกาสที่จะสร้างความเห็นอก เห็นใจ และเข้าใจความสัมพันธ์ของไทยและพม่าที่มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น เป็นโอกาสดีที่จะปอกเปลือกประวัติศาสตร์ที่บิดเบือนความจริงระหว่างสองชาตินี้ ซึ่งฝังอยู่ในหัวคนไทยตั้งแต่สมัยชาตินิยมสุดขั้ว แล้วทำให้คนไทยเห็นพม่าเป็นเพื่อนบ้าน และปฏิบัติต่อพวกเขาโดยเครพสิทธิมนุษยชนของพวกเขา โดยเฉพาะในการอยู่ร่วมกันแรงงานพม่านับล้านในประเทศไทย ซึ่งหากขาดไปแล้วเศรษฐกิจไทยเองก็ย่อมจะมีปัญหา เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆที่ต้องพึ่งแรงงานต่างชาติอยู่บ้าง

การเห็นว่าคนกลุ่มน้อยในไทยนี้ที่แม้ว่าจะถูกสิ่งที่ถูกเรียกว่าประวัติศาสตร์ทำให้คนไทยมองเป็นศัตรูนั้นแท้จริงก็เป็นมนุษย์ ซึ่งในประวัติศาสตร์ก็ย่อมต้องถูกบังคับและล้างสมองโดยชนชั้นปกครอง เหตุการณ์ผ่านมาหลายร้อยปีแล้ว เราต้องช่วยกันปกป้องสิทธิของพวกเขา ไม่หลงงมงายกับประวัติศาสตร์ที่ถูกสร้างเสริมเติมแต่งขึ้นเพราะความจำเป็นในยุคก่อนๆ และทำให้สุวรรณภูมิกลายเป็นดินแดนที่เป็นแผ่นดินทองขึ้นมาอีกหน่อย

หากเราสามารถมองคนอื่นโดยตั้งอยู่บนความเป็นจริงได้แล้ว ก็อาจจะมีโอกาสที่คนไทยจะมองประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของประชาชนสยามที่ตั้งอยู่บนความจริง ข้อมูลจริงมากขึ้น ไม่มากก็น้อย…​ และสิ่งนี้อาจจะทำให้คนไทยตาสว่างมากขึ้น อาจจะช่วยให้อนาคตของประชาชนไทยผ่านพ้นวิกฤตทางการเมืองที่กำลังเผชิญอยู่นี้ไปได้ดีขึ้้น และเห็นคุณค่าของสิทธิมนุษยชนของเพื่อนร่วมชาติต่างชนชั้นกันมากขึ้น

อีกอย่างพายุลูกนี้เดิมจะเข้าบังคลาเทศ แต่ภายในเวลาสั้นๆก็ U-Turn มาชนพม่า เมืองไทยก็อาจจะเป็นรายต่อไปได้ในอนาคตอันใกล้….

6 บทเรียนจาก Mozilla ผู้พัฒนา Firefox!

April 20th, 2008 § 32 comments § permalink

Mozilla เป็นองค์กรที่เป็นผู้พัฒนา Firefox ซึ่งมีผู้โหลดไปใช้กว่า 500 ล้านครั้ง มีส่วนแบ่งตลาด Browser อยู่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์และเกิดจากการทำตลาดของกลุ่มผู้ใช้เองเป็นหลัก ผมเชื่อว่า Firefox ดีกว่า Internet Explorer ของ Microsoft หลายเท่า แต่ firefox เป็น Open Source ซึ่งมี code ที่เปิดและทุกๆคนสามารถเข้ามาร่วมพัฒนาได้ เป็นสิ่งแรกที่ทำลายการผูกขาดของ Microsoft ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มหัศจรรย์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเป้าหมายขององค์กรที่ต้องการจะพลักดันให้อินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่เปิดและเสรี

Mitchell Baker ประธาน Mozilla ได้ไปพูดไว้ที่ Stanford Technology Ventures Program เกี่ยวกับประวัติของ Mozilla project ตั้งแต่สมัยยังอยู่กับ Netscape ไป AOL จนมาถึงปัจจุบัน และได้สรุปบทเรียนสำคัญๆไว้อย่างน่าสนใจ ผมเลยถือโอกาสสรุป (อีกแล้ว) มาตามด้านล่างครับ อาจจะไม่ครบทั้งหมด แต่ก็คงพอใช้ได้ :) (ไม่ใช่รูปคนข้างๆนี้นะครับ รูปข้างๆเป็นผู้ใช้ที่ร่วม campaign spreadfirefox แหะ แหะ)

Download podcast ได้ที่ http://edcorner.stanford.edu/authorMaterialInfo.html?mid=1683

1. Open source project จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีกลุ่มคนที่เกาะติดอย่างต่อเนื่องยาวนาน

เธอบอกว่าเบื้องหลังโครงการ open source ใดๆจะต้องมีคนที่เกาะติดยาวนานเสมอ คนพวกนี้อาจจะเปลี่ยนงานประจำไปเป็นสิบครั้ง แต่ก็ยังร่วมพัฒนา open source project นั้นๆอยู่ คือมีความตั้งใจและติดตามอย่่างต่อเนื่อง การจัดการความสัมพันธ์ของคนในโครงการที่ีมาจากทั่วสารทิศในโลกออนไลน์นั้นจึงสำคัญมากๆว่าทำอย่างไรจึงจะเกิดคนกลุ่มดังกล่่าวขึ้น

2. สร้างให้ผู้ใช้ที่เป็นคนธรรมดาใช้ได้อย่างง่ายได้ประโยชน์ ไม่ใช่สร้างให้ geek ใช้

เธอบอกว่าตอนแรกมีปัญหาว่าสร้างอะไรขึ้นมาก็จะเน้นตามโลกของ geek / engineer / programmer ไปหมด ซึ่งก็ย่อมไม่ “โดน” สำหรับคนทั่วไป แม้แต่หน้าแรกของ firefox เองเดิมก็ออกแนว geek แต่สุดท้ายก็ต้องปรับให้มันง่ายที่สุด ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ที่สุด ต้องไม่ลืมข้อนี้เด็ดขาด

3. ไม่ปฏิเสธการหารายได้

หลายๆคนเข้าใจผิดว่า open source ต้องแปลว่าทำเงินไม่ได้โดยเด็ดขาด แต่จริงๆแล้วหากคุณทำโครงการ open source อย่างจริงจัง เป็นองค์กรขึ้นมาก็ย่อมต้องมีค่าใช้จ่าย จึงจำเป็นต้้องหารายได้ให้ได้ทางใดทางหนึ่ง ซึ่ง mozilla เองก็ได้ผ่าน Firefox (AdSense) แต่ต้องไม่ใช่เป้าหมายหลัก เพราะหากสามารถสร้างสิ่งที่เยี่ยมที่สุดสำหรับผู้ใช้ได้ การสร้างรายได้ก็ย่อมจะทำได้ไม่ยาก
4. เลือกวิธีหารายได้ที่ไม่ทำให้ผู้ใช้หนีไป

สำคัญก็คือต้องไม่สร้างรายได้ด้วยอะไรที่จะทำให้ผู้ใช้เบื่อ รำคาญ หรือเป็นการไม่เหมาะสม เช่นการขายพื้นที่จุดนั้นจุดนี้ หรือขาย bookmark บน firefox ซึ่งย่อมขายง่าย ได้เงินเยอะ แต่อาจจะนำไปสู่ความรู้สึกที่ไม่พอใจของผู้ใช้ได้ในที่สุด

5. ให้สิทธิในการตัดสินใจกับกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาจากภายนอก (Delegate authorities) แล้วพวกเขาจะลงทุนด้วยเวลาและกำลังอย่างเต็มที่

หากต้องการการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่จากคนภายนอก จะต้องให้สิทธิในการตัดสินใจในประเด็นต่างๆกับผู้นำของชุมชนนั้นๆเป็นส่วนๆ (modular authorities) ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่เช่นนั้นก็ย่อมไม่มีใครรู้สึกว่าอยากจะทุ่มเทกับโครงการ

6. ทำการตลาดด้วยหลักการ open source

หลักการเดียวของการพัฒนา software แบบ open source ก็เอามาใช้กับการทำการตลาดได้ ก็คือชักชวนขยายชุมชนที่อยากจะมาร่วมกันทำตลาดให้โครงการ โดยมีการให้สิทธิในการตัดสินใจ สิทธิในการพูด และเครื่องมือ เอกสาร พื้นฐานที่จำเป็น เช่น campaign บนอินเทอร์เน็ตอย่าง spreadfirefox.com ซึ่งผู้ใช้สร้างเครื่องมือพื้นฐานและพื้นที่ซึ่งให้ผู้ใช้คนอื่นๆสามารถไปชักชวนคนอื่นมาใช้ firefox กันได้อย่างเป็นระบบและขยายตัวเสมือนเป็นไวรัส

และ ในกรณีโฆษณา Firefox ใน New York Times ที่มีผู้ใช้หลายพันคนมาช่วยกันลงแขกซื้อ Ad แล้วก็มีรายชื่อพวกเขาอยู่ใน Ad เลย

ไปหนุนกิจการเพื่อสังคมในอาฟริกา และบทเรียนเรื่องสถาบันฯจาก Ethiopia

March 9th, 2008 § 5 comments § permalink

เพื่อช่วงอาทิตย์ที่แล้ว (3-5 มี.ค. 08) ผมได้รับเชิญจาก UN Economic Commission for Africa (UNECA) ให้ไปช่วยเป็น Speaker ในชุดงาน Sciences for Africa ที่เมือง Addis Ababa ประเทศ Ethiopia และให้ไปช่วยพัฒนาแผนการสร้างเสริมผู้ประกอบการเพื่อสังคมในหมู่คนรุ่นใหม่ (Young social entrepreneurs) ของ UNECA ที่ต้องการขยายบทเรียนที่เพื่อนๆและผมช่วยกันทำเรื่องกองทุนสนับสนุนผู้ประกอบการทางสังคม (Youth Social Enterprise Initiative -YSEI) ซึ่งกำลังเนินการอยู่ในเอเชียเป็นปีที่สอง   ซึ่ง UNECA เห็นว่าน่าจะใช้แนวทางเดียวกันใน Africa ได้ โดยเฉพาะในการประกอบการที่เกี่ยวกับประเด็น ICT, Climate change และ วิทยาศาสตร์  โดยให้พวกผมไปช่วยเป็นที่ปรึกษาให้

ความสนใจที่มีมากมาย และโอกาสของเยาวชนในอาฟริกาซึ่งเป็นกลุ่มอายุที่มีจำนวนมากที่สุด

ผมนำเสนอให้ตัวแทนของ UN นักวิทยาศาสตร์ ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ กว่าร้อยคนที่สนใจหัวข้อ Startup and Change the World with Youth Social Enterprise ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ดูสนใจและได้แรงบรรดาลใจมากเมื่อผมพูดถึงตัวอย่างคนรุ่นใหม่ที่สร้างโอกาสในด้านต่างๆ เช่นในเรื่องการทำระบบเกษตรปราณีตที่ช่วยแก้ปัญหาความยากจนในอีสานของไทยได้กว่าสี่ร้อยครอบครัว  หรือการทำร้านขายส่งโดยเอาของหัตกรรมของชาวบ้านมาขายและรายได้กลับไปที่ชาวบ้านอย่างเป็นกอบเป็นกำซึ่งทำรายได้กว่าแสนเหรียญสหรัฐเมื่อปีที่แล้วในอินเดีย

สิ่งที่พวกเขาประทับใจที่สุดก็คือความคิดที่ว่าต่อไปนี้คนรุ่นใหม่สามารถจะเป็นทางออกของปัญหาได้ ไม่ใช่จะเป็นแค่เพียงเหยื่อของความยากจนเท่านั้น หรือความคิดที่ว่าคนรุ่นใหม่สามารถคิดที่จะสร้างงานได้ ไม่ใช่คิดแต่จะหางานอย่างเดียว ซึ่งในอาฟริกานั้นอัตราการว่างงานนั้นสูงเหลือเกิน

ปัญหาเดิมๆที่เจอกันทุกที่

ความท้าทายของอาฟริกานั้นก็มีเรื่องเดิมๆที่เราเจอกันในเอเชียเช่นกัน  โดยเฉพาะปัญหาของบริบททางสังคม เช่นการที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนให้เยาวชนลุกขึ้นมาทำการประกอบการทางธุรกิจหรือทางสังคมเอง  แต่อยากให้ลูกๆไปทำงานในภาคราชการหรือองค์กรใหญ่ๆมากกว่า  ซึ่งคนที่มาประชุมกับผมก็ยังบอกว่าเขาไม่เคยสนับสนุนลูกให้ทำธุรกิจเลยจนมารู้อีกทีก็คือลูกแอบไปทำธุรกิจจนประสบผลสำเร็จ

อีกปัญหาเดิมๆก็คือความไม่แข็งแรงของธุรกิจ SMEs ในอาฟริกา ซึ่งการทำธุรกิจแบบเล็กๆแต่ไม่ได้เล็กไปเลยนี้ดูจะไม่ใชสิ่งที่คนที่นั่นมีความรู้เท่าใดนัก และยังไม่ค่อยมีเสียด้วยซ้ำ ยิ่งเป็นธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise) แล้วยิ่งแทบไม่มีเลย  แต่ผมรู้สึกว่านี่อาจจะเป็นโอกาสเสียด้วยซ้ำ เพราะหากส่งเสริมให้เกิดธุรกิจพันธ์ใหม่นี้แล้ว สุดท้ายก็อาจจะกลายเป็นธุรกิจหลักที่ทำให้อาฟริกากลายเป็นทวีปที่มีธุรกิจที่ยั่งยืนในเชิงสังคมและสิ่งแวดล้อมในอนาคตก็ได้   โดยเฉพาะการที่ธุรกิจส่วนใหญ่ในบริบทอาฟริกันนั้นก็มักต้องเริ่มในชุมชนก่อน ดังนั้นการสร้างธุรกิจที่ทำประโยชน์ให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมนั้นย่อมเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับฐานลูกค้าของตนให้แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆด้วยซ้ำ

สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้คนรุ่นใหม่ในอาฟริกาเห็นโอกาสในการประกอบการเพื่อสังคมในหลากหลายรูปแบบที่ตนเองสามารถทำเองได้โดยไม่ต้องใช้ทุนรอนมากนัก และมีระบบสนับสนุนการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการเพื่อสังคมรุ่นใหม่ที่เชื่อมโยงกับประเทศในทวีปอื่นๆ

เพื่อนอาฟริกันของผมที่อยากเป็นผู้ประกอบการทางสังคม

ผมไปเจอเพื่อนคนหนึ่งชื่อ Joseph ที่พาผมเดินทางไปดูที่นั่นที่นี่ ตั้งแต่มหาวิทยาลัยซึ่งสวยและกว้างใหญ่เพราะเคยเป็นวังมาก่อน   พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของ Ethiopia ซึ่งเล็กกว่าของไทยเสียหลายเท่าด้วยซ้ำทั้งๆที่มีประวัติมายาวนานกว่าสองพันปี  แต่เพื่อนผมคนนี้เขาอยากเป็นผู้ประกอบการทางสังคม ดูๆเขาจะมาจากครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ  เขาเปิดร้านอาหารและมีอินเทอร์เน็ตคาเฟ่โดยมีคอมพ์หนึ่งเครื่อง และจ้างเด็กผู้หญิงยากจนมาทำงานหนึ่งคนแต่ก็ให้ค่าตอบแทนที่ดี แทนที่จะจ้างคนทั่วๆไป  เขาอยากขยายแนวการทำธุรกิจแบบนี้  เป็นเน็ตคาเฟ่ที่จ้างผู้ด้อยโอกาสมาทำงานและอบรมให้เขากลายเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการใช้คอมพิวเตอร์ และอาจจัดกิจกรรมเพื่อสังคมบ้างร่วมกับอาสาสมัครต่างชาติที่เขาสนิทๆอยู่หลายๆคน  ซึ่งผมมองว่าเป็นโมเดลธุรกิจเพื่อสังคมที่ง่ายชัดเจนและน่าสนับสนุนทีเดียว

สถาบันที่เชื่อมโยงกันระหว่าง Ethiopia  ไทย และญี่ปุ่น

ระหว่างที่คุยๆกับเพื่อนอาฟริกาของผมและอาสาสมัครญี่ปุ่น อยู่นั้น ผมก็ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมประเทศที่เจริญมายาวนานกว่าสองพันปีอย่าง Ethiopia ซึ่งไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร คล้ายๆกับญี่ปุ่นและประเทศไทยนั้นจึงตกต่ำลงได้ในช่วงศตวรรษนี้จนแทบจะกลายเป็นเครื่องหมายของความยากจนไปเสียด้วยซ้ำ

สิ่งที่ได้จากบทสนทนานั้นทำให้ผมกลับมาเหลียวหลังดูประเทศไทยเลยทีเดียว  เขาบอกว่า Ethiopia เคยมีสถาบันกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่และรุ่งโรจน์สามารถทำให้ประเทศรอดพ้นยุคอาณานิคมมาได้ตลอด แต่ในช่วงเลี้ยวต่อของการพัฒนาแบบทุนนิยมที่ประเทศเขาก็ต้องเข้าสู่การแข่งขันในระดับภูมิภาคในรอบร้อยปีที่ผ่านมานั้นมีปัญหารุนแรงอยู่ที่ระบบเจ้านายและตระกูลที่ใกล้ชิดกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งไม่สามารถปรับตัวได้ แม้กษัตริย์จะพยายามแก้ปัญหาเท่าใด ก็ไม่สามารถทำลายพวกที่หากินอยู่รอบๆราชวงศ์ซึ่งมีทั้งเงินและอำนาจให้หมดไปได้  พวกนี้จึงหาประโยชน์ได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวอะไร เพราะจะอ้างสถาบันฯอยู่ตลอดเวลา และรวมตัวกันผูกขาดผลประโยชน์ของเศรษฐกิจหลักๆของประเทศ จนถ่วงความเจริญอย่างรุนแรง

จนในที่สุดก็เกินการโค่นล้มระบอบลง พร้อมๆกับการเข้ามามีบทบาทของมหาอำนาจอย่างสหภาพโซเวียตในสมัยนั้น  อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปัจจุบันของ Ethiopia เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยซึ่งได้ทำโครงการมากมายที่ให้ประโยชน์กับสังคมและกำลังทำให้ประเทศเขาพัฒนาขึ้นได้เร็วขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก  แต่บรรยากาศที่ผมเดินอยู่กลางถนนในเมืองก็ยังคงค่อนข้างน่ากลัวอยู่ มีคนว่างงานเดินมากมาย มีขอทาน และคนที่เข้ามาพยายามจะคุยด้วยแล้วขอเงินทางใดทางหนึ่ง  ทำให้ผมรู้สึกว่าประเทศใดๆก็ตามไม่ว่าจะเจริญแค่ไหน ถ้าพลาดด้วยการผูดขาดอำนาจของคนกลุ่มหนึ่งมาถ่วงให้ประเทศไปต่อไม่ได้แล้วนั้น สุดท้ายก็อาจจะมีชะตากรรมไม่ผิดไปจาก Ethiopia ก็ได้ ไม่เว้นแม้แต่เมืองไทย

สุดท้ายเพื่อนอาสาสมัครญี่ปุ่นก็บอกว่า สถาบันกษัตริย์ที่จะทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองได้ดังเช่นญี่ปุ่นนั้นจะต้องอยู่เหนือหรืออยู่นอกผลประโยชน์ทุกๆอย่างรวมทั้งการเมือง   และที่สำคัญคือจะต้องตรวจสอบได้โดยระบบกฏหมาย   จะต้องโปร่งใส หากแม้มีสมาชิกในราชวงศ์ทำผิดก็ต้องสามารถดำเนินคดีทางกฏหมายได้    เพื่อไม่ให้ใครมาหาประโยชน์จากการแอบอ้างสถาบันฯหรือใช้ความน่าเชื่อถือในตำแหน่งคนใกล้ชิดเพื่อหาประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ต้องกลัวใครตรวจสอบ

ซึ่งหากทำได้เช่นนี้สถาบันกษัตริย์ไม่ว่าในประเทศใดก็ย่อมจะสามารถกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงไว้ด้วยคุณธรรม และความยุติธรรมในการที่จะสร้างแรงบรรดาลใจและเป็นศูนย์รวมใจของคนทั้งชาติได้อย่างมั่นคง บริสุทธิ์ และยั่งยืน  ดังเช่นในญี่ปุ่นหรืออังกฤษ  และย่อมจะไม่จบลงด้วยความขัดแย้งจนถึงจุดสิ้นสุดดังเช่น Russia, Ethiopia ในช่วงศตวรรษที่แล้ว หรือเนปาลในศตวรรษนี้

ผมกลับมาเมืองไทยแล้วโดนฉีดยาไปเข็มหนึ่งตรงที่ด่านคุมโรค (Health Control) ที่สนามบิน เพราะผมลืมเอาเอกสารยืนยันการฉีดวัคซีนป้องกันไข้เหลืองที่ผมเคยฉีดไปแล้วมา   แต่ในใจก็ยังคิดถึงทั้งโอกาสในอาฟริกาที่ผมคงต้องกลับไปอีกหาก UNECA สนใจจริงๆ และความทรงจำเกี่ยวกับบทเรียนเรื่องสถาบันฯจาก Ethiopia ยังคงทำให้ผมรู้สึกแปลกๆไปอีกหลายวัน

p.s. Internet ที่นั่นติดๆดับๆ แต่ตอนเข้า google ก็ยังมีหน้า google.com.et อีกแหนะ…  โห ทั่วโลกจริงๆ  แต่จะว่าไปไอ้ conference ที่ผมมานี้ก็ sponsor โดย Microsoft นะ…  โลกนี้น่าสนใจจริงๆ