พันธมิตรฯทรยศระบอบประชาธิปไตย

June 28th, 2008 § 21 comments § permalink

ผมตกใจมากที่ได้ยินกลุ่มพันธมิตรฯที่อ้างประชาธิปไตยแต่ออกมาพูดว่า ให้ระบบการเมืองไทยเป็นแต่งตั้ง 70 % เลือกตั้ง 30% เท่านั้น

ผมหมดศรัทธากับแกนนำทุกคนและรู้สึกเศร้าสลด กับความคิดที่ต้องการที่จะให้รัฐธรรมนูญไทย ถอยหลังทะลุคลองไป ก่อน 2540 อีก ผมมั่นใจแล้วว่าคนพวกนี้คงคลั่งชาตินิยม จนอยากจะย้อนเวลากลับไปก่อน 2475 ด้วยซ้ำ

ผมกะจะไม่ blog เรื่องการเมืองแล้ว แต่คราวนี้ไม่ไหวจริงๆ

มวลชนที่เป็นชนชั้นกลางแต่ไม่เข้าใจว่าทำไมประเทศนี้ต้องมีประชาธิปไตย จากการเลือกตั้งเป็นหลัก ไม่เข้าใจว่าระบบเสรีนิยมทางการเมืองและเศรษฐกิจนั้นจำเป็นอย่างไร ไม่เข้าใจว่าระบบที่ข้าราชการ-ชนชั้นสูง-ทหาร-นายทุนเก่าเป็นใหญ่นั้น ย่อมนำไปสู่ความล้าหลังและเผด็จการ ไม่เข้าใจว่าระบบรัฐธรรมนูญต้องออกแบบให้ใช้ได้ไปนับสิบๆนับร้อยปี เราเคยเห็นอเมริกาฉีกรัฐธรรมนูญไหม อย่างมากก็มี amendment ปรับให้เหมาะสมกับยุคสมัย

ไม่ใช่จะมาปรับรัฐธรรมนูญเพราะกลัวเลือกตั้งไปก็จะแพ้ทักษิณอีก

these guys don’t understand anything about liberal democracy!

เลือดเข้าตา จะเอาชนะอย่างเดียว ใครเดือดร้อนช่าง ประเทศจะล่มจมก็ช่าง

ใครไม่เห็นด้วยก็หาว่าเป็นพวกทักษิณซะหมด

ไอ้พวกเห็นอะไรเป็นขาวดำ ไม่มีอะไรอยู่ตรงกลางเลยนั้นย่อมจะนำไปสู่ความแตกแยก

การนองเลือดก็จะหนีไม่พ้น

ผมไม่ชอบรัฐบาลซุปเปอร์ฮีโร่แต่โกงกิน

แต่ผมเกลียดพวกที่คิดว่าระบบการเมืองการปกครองเป็นเกมตีกันข้างถนน

เกลียดพวกที่เห็นการเอาชนะเผด็จการคนเดียวสำคัญกว่า การวางรากฐานประชาธิปไตยในระยะยาว

คนพวกนี้ผมเกลียดยิ่งกว่า เพราะเผด็จการมาแล้วก็ไป แต่ระบบที่ล้มเหลวจะยังคงอยู่ ประเทศที่ประชาชนไม่เข้าใจไม่รักในประชาธิปไตยย่อมจะไม่สามารถเจริญ หรือแข่งขันในตลาดโลกได้

พันธมิตรนั้นเองที่กำลังทำลายสถาบันชาติ และกษัตริย์ที่ตนเองอ้างเอามาเป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าใครๆ

พันธมิตรเองทำตัวเป็นมาเฟีย ไม่มีมารยาท ไม่มีความสุภาพ ความรุนแรงไม่ได้จำกัดแค่การแสดงออกทางกายภาพเท่านั้น ภาษาและความคิดที่สื่อสารออกมาเป็นดาวสยามใหม่นั้นน่ากลัว และรุนแรงกว่าไอ้พวกจ้ิกโก๋ที่พวกนิยมทักกี้จ้างมาอีก

เฮ้อ…

พันธมิตรทรยศต่อระบอบประชาธิปไตยไม่น้อยไปกว่ารัฐบาลนอมินี่

จดหมายจาก อ. ระพีถึงพันธมิตรฯ

May 26th, 2008 § 27 comments § permalink

551000006643401.JPEG

มากดดันเทพไทไม่ให้มั่วกันเถอะ! tag: noteptai

May 25th, 2008 § 34 comments § permalink

ผมอยากเชิญชวนให้บรรดา blogger และสื่อพลเมืองทั้งหลายมาช่วยกันประจานความมั่วของนายเทพไท ที่อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพของโลกออนไลน์ไทยได้ในระยะยาว ทั้งในเรื่องเสรีภาพของสื่อและจิตวิทยาของสื่อพลเมือง อยากให้มาช่วยกันกดดันให้พรรคแสดงความรับผิดชอบถึงความมั่วดังกล่าว ไม่ให้ใครออกมาพูดมั่วๆด้วยการกล่าวหาคนอื่นในข้อหาที่เลวร้ายที่สุดอย่างนี้ได้อีกต่อไป อาจจะใช้ tag ร่วมว่า noteptai ก็ได้ อย่างน้อยก็จะได้แสดงพลังของสื่อพลเมืองออนไลน์ได้บ้าง พูดแล้วมั่ว ต้องรับผิดชอบ! ช่วยกัน blog หรือเสนออะไรประมาณนี้ หากมากพอแล้วผมจะช่วยรวบรวมผ่าน technorati หรือคล้ายๆแบบนี้ แล้วส่งไปที่พรรคประชาธิปัตย์ และสื่อมวลชน

เมื่อนายเทพไทได้แสดงความฉลาดเท่าที่มีในเส้นหยักสมองของตนออกมา โดยการแถลงข่าวเอาเรื่อง 29 เว็บหมิ่นฯ ทั้งๆที่ดูได้เลยว่าจากรายชื่อนั้นไม่ได้มีการตรวจสอบอะไรเท่าไหร่ หลายๆเว็บที่กล่าวมาไม่ได้ใกล้เคียงเข้าข่ายหมิ่นฯด้วยซ้ำ นายคนนี้เหมามั่วไปหมด เขาคงนึกว่าจะได้คะแนนจากประชาชนเพราะจนตรอกจนนึกอะไรไม่ออกแล้วเลยเล่นมุขนี้

แน่นอนว่าเขาคงได้คะแนนจากพวกคนที่งมงายและขวาจัดจำนวนหนึ่ง แต่คนปกติเมื่อเข้าเว็บเหล่านี้ก็ย่อมเห็นได้ง่ายๆว่าที่นายเทพไทกล่าวนั้นคงมีคนชงมาแบบผู้ช่วยนักการเมืองที่เปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจ แล้วตัวเองก็ไม่ได้ดูอะไร ทั้งๆที่มีเพียงไม่กี่เว็บเท่านั้นเองที่พอจะเถียงได้ว่าเข้าข่ายหมิ่นฯหรือไม่

ผมได้มีโอกาสคุยกับคนในพรรคประชาธิปัตย์อยู่บ้าง เป็นกลุ่มที่มีความหวังว่าจะปฏิรูปพรรคที่ก้าวไม่ทันโลกทั้งๆที่มีคนรุ่นใหม่เป็นหัวหน้า ผมเคยมีความหวังว่าอยากจะเข้าไปช่วยพรรคนี้ อย่างน้อยก็เรื่องยุทธศาสตร์การใช้โลกออนไลน์ในการสร้างความมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวาง อย่างน้อยก็จะได้คานๆกับพรรคลูกกรอกได้ไม่มากก็น้อย ผมเคยเกือบชวนเพื่อนๆในโลกเว็บ 2.0 ในเมืองไทยที่มีวิญญาณเสรีประชาธิปไตยมาช่วยคิดเรื่องนี้ ซึ่งน่าจะต่อยอดจากความนิยมของหัวหน้าพรรคในโลกออนไลน์ผ่าน hi5 ได้

เมื่อผมเห็นสิ่งที่นายเทพไทออกมาพูดแบบนี้ในฐานะตัวแทนพรรคฯ ผมรู้สึกโล่งใจมากที่ไม่ได้ชวนใครมาเป็นเรื่องเป็นราว ผมตกลงใจที่จะไม่ไปยุ่งกับพรรคนี้อีก ปล่อยให้ตายซากไปก็แล้วกัน

ผมรู้สึกว่าทั้งนายเทพไท นายสนธิ และนายชวลิต ต่างก็เป็นผู้ที่ไม่รักสถาบันฯทั้งสิ้น พวกเขาดึงฟ้าต่ำเพียงเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกเท่านั้น พวกเขาเรียกทุกคนที่ไม่ใช่พวกเขาว่าเป็นพวกไม่เอาสถาบัน ซ้ำยังปลุกปั่นให้คนเกลียดกันมากขึ้นเรื่อย โดยใช้เรื่องสถาบันฯซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถใช้เหตุและผลมาพูดคุยกันได้ แน่นอนเรื่องที่มีสถานะที่ไม่อาจเอ่ยถึงได้ (taboo) แบบนี้เมื่อถูกนำมาใช้สาดโคลนใส่กัน โคลนนั้นก็จะแปรสภาพกลายเป็นนำ้มันร้อน ที่พร้อมจะเผาผู้คนในชาติให้วอดวายไปเมื่อมีประกายไฟเล็กๆที่ควบคุมไม่ได้เกิดขึ้น เหมือนที่เคยเกิดมาแล้วหลายหนแต่ผู้หลงไหลในเกมของอำนาจก็ไม่เคยจำ การที่พวกเขาดึงฟ้าสูงมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ย่อมไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะทำให้ฟ้าต้องแปดเปื้อน และเกิดกลุ่มต่อต้านขึ้นมาอย่างหนีไม่พ้น

ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ก็ย่อมเข้าแก็บไอ้หน้าเหลี่ยม มีแต่คนหลงในความโง่และความบ้า ไอ้หน้าเหลี่ยมก็สบายไป

กลับมาเรื่องประชาธิปัตย์ สิ่งที่เทพไททำอยู่ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการย้อนกลับไปสู่ประวัติอันดำมืดของพรรคในช่วงเริ่มต้น ที่หากินด้วยการสร้างความขัดแย้งของคนในชาติ โดยการดึงเอาสถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ประชาธิปไตยและการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศไทย ต้องล้มลุกคลุกคลานล้มครืนไม่เป็นท่า ในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่นาน เพียงเพราะมีคนอย่า่งคึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ให้คนไปป่าวประกาศว่า “ปรีดี ฆ่าในหลวง (ร. 8)!” ที่เหลือก็คือประวัติศาสตร์….

ผมเชื่อว่าผม และคนในวงการเว็บรุ่นใหม่ที่ต้องการเห็นประเทศไทยพัฒนาไปในแนวทางเสรีนิยมประชาธิปไตยนั้น คงเห็นว่าสิ่งที่นายเทพไทได้กระทำในฐานะตัวแทนของพรรค (เพราะไม่เห็นมีผู้ใดในพรรคจะออกมากล่าวเบรคอะไร) นั้นเป็นจุดตายของพรรคในโลกออนไลน์ เพราะนอกจากจะดึงฟ้าต่ำด้วยการประกาศความมั่วออกมาแล้ว ยังเป็นการแสดงจุดยืนของพรรคที่จะปิดกั้นเสรีภาพของสื่อที่จะนำเสนอสิ่งต่างๆในโลกออนไลน์อีกด้วย เพราะนายเทพไทไม่ดูเนื้อหาด้วยซ้ำแล้วกล่าวว่าเว็บเขาหมิ่น ถือเป็นการปิดกั้นการเจริญเติบโตของสื่อพลเมือง (citizen journalism)

เพราะคนธรรมดาก็จะเริ่มกลัวมากขึ้นเรื่อยๆที่จะเสนอความคิดความเห็นออนไลน์ เพราะกลัวว่าจะมีคนอย่างนายเทพไทมาชี้ว่าพวกเขาหมิ่นฯแล้วก็ทำให้ผู้คนจำนวนมากเกลียดพวกเขาอย่างไม่มีเหตุผล เพียงเพราะเชื่อตามคนของพรรคที่น่าเชื่อถือที่สุดพรรคหนึ่งในประเทศไทยพูดอย่างไม่รับผิดชอบ

ซ้ำร้ายยังอาจจะมีพวกขวาจัดบางคนไม่สนใจเหตุผลอะไร พอเห็นรายชื่อก็จะด่าหรือไปทำร้ายร่างกายสื่อพลเมืองเหล่่านั้น (พวกเราชาวเว็บเรียกพวกนี้ว่า “เกรียน”) เรื่องอย่างนี้มันรับไม่ได้ ถ้าพรรคไม่ออกมาแสดงความขอโทษ สิ่งที่นายเทพไทพูดก็ย่อมเหมือนเป็นความเห็นทั่วไปของคนในพรรคไดโนเสาร์อย่างงี้

ปล่อยให้โลกออนไลน์ของพรรคนี้เป็น hi5 ไปแล้วกัน ไม่ต้องมีสมอง ไม่ต้องมีคนจริง ชอบคนหล่อกันไป ก็เท่านั้น…

นากิส; อุปสรรคของความช่วยเหลือ และประชาธิปไตย

May 10th, 2008 § 33 comments § permalink



(ภาพทั้งหมดจากเว็บ http://komyo.burmachannel.com/ )

เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 51 ได้เข้าร่วมประชุมวงเล็กๆอย่างไม่เป็นทางการ ที่มีองค์กรทั้งในประเทศและต่างประเทศที่พยายามจะระดมความช่วยเหลือไปยังประเทศพม่าอันเนื่องมาจากพายุนากิส โดยในวงเป็นการประเมินสถานการณ์จากมุมมองที่หลากหลาย และมีประเด็นที่ผมรู้สึกสำคัญคือ

การช่วยเหลือแทบไม่สามารถทำได้อย่างทันท่วงที แม้จะมีทรัพยากรมากเพียงใด เพราะรัฐบาลทหารพม่าไม่ยอมให้ต่างชาติเข้าไปช่วย เนื่องจากกลัวผลกระทบทางการเมือง แต่แน่นอนว่าการที่รัฐบาลไม่สามารถให้ความช่วยเหลือประชาชน แถมยังไม่ยอมให้คนอื่นเข้ามาช่วยนั้น ย่อมเกิดผลกระทบที่รุนแรงต่อการเมืองของพม่าในระยะกลางถึงยาว เมื่อมีผู้เสียชีวิตเป็นแสนและรัฐบาลมีส่วนรับผิดชอบ มีผู้กล่าวไว้ว่ารัฐบาลเผด็จการไม่สามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ที่มีความซับซ้อนสูงได้ จุดนี้อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนไปสู่ประชาธิปไตยในพม่าก็ได้

การช่วยเหลือแบบเป็นทางการที่ส่งผ่านไปยังรัฐบาลทหารนั้น แทบไม่มีโอกาสไปถึงประชาชนผู้ประสบภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ อะไรดีๆก็จะมีโอกาสโดนทหารยึดไว้เองแทบทั้งหมด ซึ่งคนไทยที่พยายามช่วยกันบริจาคผ่านกลไกที่เชื่อมต่อกับรัฐบาลต่อรัฐบาล เช่นสภากาชาด ฯลฯ นั้นก็จะมีความเสี่ยงที่ของหรือเงินไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายอยู่มากทีเดียว นอกจากนั้นยังเป็นการทำให้รัฐบาลทหารเสมือนหนึ่งว่าเป็นผู้ช่วยเหลือประชาชนเอง ทั้งๆที่นำความช่วยเหลือนั้นมาจากคนอื่น และผูกขาดช่องทางการช่วยเหลือ ซึ่งอาจจะกลายเป็นบุญเป็นคุณกันในอนาคต จนบิดเบือนความจริงไปได้ (พฤติกรรมนี้ชนชั้นปกครองทุกที่เป็นหมด โดยเฉพาะพวกเหนือมนุษย์)

ช่องทางที่น่าจะมีประสิทธิภาพกว่า ในการส่งความช่วยเหลือต่างๆก็คือการส่งผ่านองค์กร และเครือข่ายที่มีความน่าเชื่อถือและมีหน้างานอยู่ในพม่าอยู่แล้ว ซึ่งนอกจากองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ก็ยังมีเครือข่ายนักศึกษา เครือข่ายพระ และเครือข่ายหมออยู่จำนวนไม่น้อย สำคัญคือต้องสร้างความเชื่อมโยงให้ผู้สนใจอยากช่วยเหลือพม่า ได้รู้จักช่องทางเหล่านี้มากขึ้น


View Larger Map
การจัดการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับความช่วยเหลือที่ลงไปในพื้นที่ โดยเฉพาะข้อมูลที่ทำให้ฝ่ายสนับสนุนสามารถรับรู้ได้ว่าตอนนี้ที่หน้างานมีปัญหาอะไร มีคนทำงานอยู่มากน้อยเท่าไหร่ ทำอะไรบ้าง อยู่ในพื้นที่ใดบ้าง-กระจายตัวอย่างไร และต้องการความช่วยเหลืออะไร หากไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลแล้วก็จะคล้ายๆกรณีซึนามิที่การช่วยเหลือลงมามหาศาลแต่ก็ค่อนข้างขาดโอกาสที่จะเชื่อมโยงและติดตาม ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าการจัดการข้อมูลแบบเปิดไม่รวมศุนย์ ผ่านเว็บไซต์และเครื่องมืออนไลน์เช่น google map & google earth ก็น่าจะช่วยได้บ้าง จากที่ดูๆความเคลื่อนไหวของ google เบื้องต้น ก็เห็นว่าทางนั้นก็กำลังมีการขับเคลื่อนกำลังและความช่วยเหลือทั้งในด้านเทคนิคและการบริจาคในกรณีดังกล่าวเช่นกัน น่าจะเชื่อมโยงกับข้อมูลความช่วยเหลือที่จะออกจากฝ่ายไทยได้

การก้าวพ้น propaganda ทางประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทยพม่า
สุดท้ายก็คือหลายๆคนประเมินไว้ว่าสุดท้ายคนไทยเองก็อาจจะไม่สามารถทำอะไรได้มาก เพราะเหตุปัจจัยหลายๆอย่าง นั้นจำกัดความสามารถในการช่วยเหลือของเรา แต่ที่สำคัญก็คือการที่จะใช้เหตุการณ์นี้เป็นโอกาสที่จะสร้างความเห็นอก เห็นใจ และเข้าใจความสัมพันธ์ของไทยและพม่าที่มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น เป็นโอกาสดีที่จะปอกเปลือกประวัติศาสตร์ที่บิดเบือนความจริงระหว่างสองชาตินี้ ซึ่งฝังอยู่ในหัวคนไทยตั้งแต่สมัยชาตินิยมสุดขั้ว แล้วทำให้คนไทยเห็นพม่าเป็นเพื่อนบ้าน และปฏิบัติต่อพวกเขาโดยเครพสิทธิมนุษยชนของพวกเขา โดยเฉพาะในการอยู่ร่วมกันแรงงานพม่านับล้านในประเทศไทย ซึ่งหากขาดไปแล้วเศรษฐกิจไทยเองก็ย่อมจะมีปัญหา เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆที่ต้องพึ่งแรงงานต่างชาติอยู่บ้าง

การเห็นว่าคนกลุ่มน้อยในไทยนี้ที่แม้ว่าจะถูกสิ่งที่ถูกเรียกว่าประวัติศาสตร์ทำให้คนไทยมองเป็นศัตรูนั้นแท้จริงก็เป็นมนุษย์ ซึ่งในประวัติศาสตร์ก็ย่อมต้องถูกบังคับและล้างสมองโดยชนชั้นปกครอง เหตุการณ์ผ่านมาหลายร้อยปีแล้ว เราต้องช่วยกันปกป้องสิทธิของพวกเขา ไม่หลงงมงายกับประวัติศาสตร์ที่ถูกสร้างเสริมเติมแต่งขึ้นเพราะความจำเป็นในยุคก่อนๆ และทำให้สุวรรณภูมิกลายเป็นดินแดนที่เป็นแผ่นดินทองขึ้นมาอีกหน่อย

หากเราสามารถมองคนอื่นโดยตั้งอยู่บนความเป็นจริงได้แล้ว ก็อาจจะมีโอกาสที่คนไทยจะมองประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของประชาชนสยามที่ตั้งอยู่บนความจริง ข้อมูลจริงมากขึ้น ไม่มากก็น้อย…​ และสิ่งนี้อาจจะทำให้คนไทยตาสว่างมากขึ้น อาจจะช่วยให้อนาคตของประชาชนไทยผ่านพ้นวิกฤตทางการเมืองที่กำลังเผชิญอยู่นี้ไปได้ดีขึ้้น และเห็นคุณค่าของสิทธิมนุษยชนของเพื่อนร่วมชาติต่างชนชั้นกันมากขึ้น

อีกอย่างพายุลูกนี้เดิมจะเข้าบังคลาเทศ แต่ภายในเวลาสั้นๆก็ U-Turn มาชนพม่า เมืองไทยก็อาจจะเป็นรายต่อไปได้ในอนาคตอันใกล้….

6 บทเรียนจาก Mozilla ผู้พัฒนา Firefox!

April 20th, 2008 § 32 comments § permalink

Mozilla เป็นองค์กรที่เป็นผู้พัฒนา Firefox ซึ่งมีผู้โหลดไปใช้กว่า 500 ล้านครั้ง มีส่วนแบ่งตลาด Browser อยู่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์และเกิดจากการทำตลาดของกลุ่มผู้ใช้เองเป็นหลัก ผมเชื่อว่า Firefox ดีกว่า Internet Explorer ของ Microsoft หลายเท่า แต่ firefox เป็น Open Source ซึ่งมี code ที่เปิดและทุกๆคนสามารถเข้ามาร่วมพัฒนาได้ เป็นสิ่งแรกที่ทำลายการผูกขาดของ Microsoft ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มหัศจรรย์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเป้าหมายขององค์กรที่ต้องการจะพลักดันให้อินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่เปิดและเสรี

Mitchell Baker ประธาน Mozilla ได้ไปพูดไว้ที่ Stanford Technology Ventures Program เกี่ยวกับประวัติของ Mozilla project ตั้งแต่สมัยยังอยู่กับ Netscape ไป AOL จนมาถึงปัจจุบัน และได้สรุปบทเรียนสำคัญๆไว้อย่างน่าสนใจ ผมเลยถือโอกาสสรุป (อีกแล้ว) มาตามด้านล่างครับ อาจจะไม่ครบทั้งหมด แต่ก็คงพอใช้ได้ :) (ไม่ใช่รูปคนข้างๆนี้นะครับ รูปข้างๆเป็นผู้ใช้ที่ร่วม campaign spreadfirefox แหะ แหะ)

Download podcast ได้ที่ http://edcorner.stanford.edu/authorMaterialInfo.html?mid=1683

1. Open source project จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีกลุ่มคนที่เกาะติดอย่างต่อเนื่องยาวนาน

เธอบอกว่าเบื้องหลังโครงการ open source ใดๆจะต้องมีคนที่เกาะติดยาวนานเสมอ คนพวกนี้อาจจะเปลี่ยนงานประจำไปเป็นสิบครั้ง แต่ก็ยังร่วมพัฒนา open source project นั้นๆอยู่ คือมีความตั้งใจและติดตามอย่่างต่อเนื่อง การจัดการความสัมพันธ์ของคนในโครงการที่ีมาจากทั่วสารทิศในโลกออนไลน์นั้นจึงสำคัญมากๆว่าทำอย่างไรจึงจะเกิดคนกลุ่มดังกล่่าวขึ้น

2. สร้างให้ผู้ใช้ที่เป็นคนธรรมดาใช้ได้อย่างง่ายได้ประโยชน์ ไม่ใช่สร้างให้ geek ใช้

เธอบอกว่าตอนแรกมีปัญหาว่าสร้างอะไรขึ้นมาก็จะเน้นตามโลกของ geek / engineer / programmer ไปหมด ซึ่งก็ย่อมไม่ “โดน” สำหรับคนทั่วไป แม้แต่หน้าแรกของ firefox เองเดิมก็ออกแนว geek แต่สุดท้ายก็ต้องปรับให้มันง่ายที่สุด ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ที่สุด ต้องไม่ลืมข้อนี้เด็ดขาด

3. ไม่ปฏิเสธการหารายได้

หลายๆคนเข้าใจผิดว่า open source ต้องแปลว่าทำเงินไม่ได้โดยเด็ดขาด แต่จริงๆแล้วหากคุณทำโครงการ open source อย่างจริงจัง เป็นองค์กรขึ้นมาก็ย่อมต้องมีค่าใช้จ่าย จึงจำเป็นต้้องหารายได้ให้ได้ทางใดทางหนึ่ง ซึ่ง mozilla เองก็ได้ผ่าน Firefox (AdSense) แต่ต้องไม่ใช่เป้าหมายหลัก เพราะหากสามารถสร้างสิ่งที่เยี่ยมที่สุดสำหรับผู้ใช้ได้ การสร้างรายได้ก็ย่อมจะทำได้ไม่ยาก
4. เลือกวิธีหารายได้ที่ไม่ทำให้ผู้ใช้หนีไป

สำคัญก็คือต้องไม่สร้างรายได้ด้วยอะไรที่จะทำให้ผู้ใช้เบื่อ รำคาญ หรือเป็นการไม่เหมาะสม เช่นการขายพื้นที่จุดนั้นจุดนี้ หรือขาย bookmark บน firefox ซึ่งย่อมขายง่าย ได้เงินเยอะ แต่อาจจะนำไปสู่ความรู้สึกที่ไม่พอใจของผู้ใช้ได้ในที่สุด

5. ให้สิทธิในการตัดสินใจกับกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาจากภายนอก (Delegate authorities) แล้วพวกเขาจะลงทุนด้วยเวลาและกำลังอย่างเต็มที่

หากต้องการการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่จากคนภายนอก จะต้องให้สิทธิในการตัดสินใจในประเด็นต่างๆกับผู้นำของชุมชนนั้นๆเป็นส่วนๆ (modular authorities) ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่เช่นนั้นก็ย่อมไม่มีใครรู้สึกว่าอยากจะทุ่มเทกับโครงการ

6. ทำการตลาดด้วยหลักการ open source

หลักการเดียวของการพัฒนา software แบบ open source ก็เอามาใช้กับการทำการตลาดได้ ก็คือชักชวนขยายชุมชนที่อยากจะมาร่วมกันทำตลาดให้โครงการ โดยมีการให้สิทธิในการตัดสินใจ สิทธิในการพูด และเครื่องมือ เอกสาร พื้นฐานที่จำเป็น เช่น campaign บนอินเทอร์เน็ตอย่าง spreadfirefox.com ซึ่งผู้ใช้สร้างเครื่องมือพื้นฐานและพื้นที่ซึ่งให้ผู้ใช้คนอื่นๆสามารถไปชักชวนคนอื่นมาใช้ firefox กันได้อย่างเป็นระบบและขยายตัวเสมือนเป็นไวรัส

และ ในกรณีโฆษณา Firefox ใน New York Times ที่มีผู้ใช้หลายพันคนมาช่วยกันลงแขกซื้อ Ad แล้วก็มีรายชื่อพวกเขาอยู่ใน Ad เลย