การแก้ปัญหาเรื่อง scope creep

December 30th, 2008 § 40 comments § permalink

ปัญหาใหญ่ของผมตอนนี้คือเรื่อง Scope Creep หรือการที่กรอบภาระงานที่ตกลงไว้เดิมกับองค์กรสนับสนุน/ลูกค้านั้นขยายขึ้นเรื่อยๆไม่สิ้นสุด   แม้จะวางกรอบงานหรือความคาดหวังไว้ชัดเจนแต่แรกเพียงไรก็ตาม  ซึ่งทำให้มีปัญหากับงานชิ้นอื่นๆและการจัดการทรัพยากรบุคคลในแต่ละงานมาก  วันก่อนไ้ด้ไปคุยกับพี่คนหนึ่งซึ่งเป็น consultant มาเป็นสิบปีใน Chicago ก็เลยได้ข้อแนะนำว่า

1. ถ้าไม่ไหว ลูกค้าห่วย ก็อย่าไปทำ เพราะแปลว่าเขาไม่เห็นคุณค่าของเรา ปัญหาจะขยายขึ้นเรื่อยๆ จะโดนเอาเปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ

2. ให้ลูกค้าทำเอง  โดยช่วยวิเคราะห์ ช่วยกำกับดูแลให้ แต่ไม่ทำให้  ทำให้ลูกค้าเห็นว่างานมันเพิ่มขึ้นจริงๆและไม่ได้ทำง่ายขนาดนั้น ซึ่งอาจจะทำให้ลูกค้ายกเลิกความต้องการที่ไม่จำเป็น หรืออาจจะเพิ่มงบที่ต้องใช้จริงให้

3. หากคิดว่ามันจำเป็นต้องทำ และน่าจะทำงานกับลูกค้านั้นๆได้ยาวในอนาคต ก็ต้องทำแต่ควรจะบอกลูกค้าให้ชัดเจนว่ากรอบมันขยายขึ้นอย่างไร ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจะทำให้ฟรี หรือขอให้ลูกค้าเพิ่มงบก็เป็นอีกเรื่อง

เยี่ยมเลย

แนะแนวสุดเยี่ยม

April 27th, 2008 § 28 comments § permalink

Daniel Pink คนเขียน The Whole New Mind ออกหนังสือใหม่เกี่ยวกับการแนะแนวเด็กและผู้ใหญ่เกี่ยวกับหน้าที่การงานแบบแปลกๆดี น่าคิดสุดๆ เลยเอา slide ที่เพื่อนเขาซึ่งเป็นสุดยอดปรมาจารย์ present ทำมาฝากครับ

foosci.com: เว็บ social network ต้านมาลาเรีย

April 21st, 2008 § 31 comments § permalink

ไปอ่านเว็บรวมข่าวและเนื้อหาด้านวิทยาศาสตร์ของไทย foosci.com เจอบทความสุดยอดครับ อยากให้ web master ไทยคิดอย่างงี้บ้าง และรู้สึกดีที่มีคนไทยอย่าง foosci ที่อุตส่าห์แปลบทความอย่างงี้ให้บนเว็บครับ

เจ้าของ soccer.net คนแรกที่ขายเว็บนี้ให้กับ ESPN ไปในราคา 40 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อตอนอายุ 17 ปีได้เปลี่ยนความสนใจของตัวเองมาสร้างเว็บ social network เพื่อต่อสู้กับมาลาเลียในอาฟริกาซึ่งสามารถนำไปสู่การลงทุนตรงกับนักวิจัยใน Africa ได้

อ่านต่อ http://foosci.com/node/61

การออม-ลงทุนเพื่อเกษียณ สุดท้ายแพ้เงินเฟ้อ!

April 17th, 2008 § 0 comments § permalink

เมื่อช่วงสงกรานต์ได้ไปกินข้าวกับญาติๆพร้อมกับคุณตา มีญาติรุ่นพี่คนหนึ่งเป็น Fund Manager อยู่ที่ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งเป็นกองทุนเย็นที่ใหญ่ที่สุดกองหนึ่งในประเทศ เมื่อถามว่าพี่เขาเป็นห่วงเรื่องไหน หรืออยากทำอะไรที่สุดตอนนี้ เขาบอกว่าอยากไปจัดระบบการออม และการลงทุนเพื่อการเกษียณของคนไทยให้ใหม่ ทั้งในด้านการศึกษาและเชิงระบบการลงทุน

ปัญหาก็คือโครงสร้างประชากรของไทยกำลังจะเหมือนยุโรปขึ้นเรื่อยๆ คือจากปิระมิดตั้ง ไปเป็นปิระมิดกลับหัว เพราะคนสูงอายุจะเยอะขึ้นเรื่อยๆขณะที่สัดส่วนของคนวัยทำงานจะลดลงเรื่อยๆ หากปล่อยไปอย่างงี้โดยไม่มีการจัดการใดๆ เศรษฐกิจในอนาคตของประเทศย่อมจะถดถอยและมีวิกฤตอย่างแน่นอน

เพราะระบบการประกันสังคมและระบบการลงทุนเพื่อการเกษียณยังล้าหลังอยู่มาก ย่อมจะทำให้ระบบเศรษฐกิจมีภาระจนกระทบกับการเจริญเติบโตของประเทศ เพราะ surplus จะต้องถูกนำไปดูแลประชากรสูงอายุ ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นปัญหาสังคมอย่างรุนแรง ซึ่งปรากฏการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นในยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งแม้จะมีการพัฒนาแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบตลอดมา แต่ก็ยังไม่สามารถจัดการได้อย่างแท้จริง แล้วเมืองไทยจะเหลืออะไร

ปัญหาเชิงระบบอีกข้อก็คือการออมหรือการลงทุนเพื่อการเกษียณในปัจจุบัน มักจะมียุทธศาสตร์ในลักษณะที่ ultra conservative คือไม่ยอมให้มีโอกาสเสียเลยแม่แต่ quarter เดียว ได้ดอกเบี้ยหรือปันผลน้อยไม่เป็นไร ซึ่งผลตอบแทนของการบริหารกองทุนในลักษณะนี้ย่อมจะทำได้มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารเพียงเล็กน้อย และย่อมไม่สามารถสู้กับเงินเฟ้อได้ เช่น ถ้าคิดง่ายๆ แบบ simplify หน่อย ถ้าได้ผลตอบแทนได้เพียง 5% ในขณะที่เงินเฟ้อ 7% ในปีนั้นๆ ก็ย่อมทำให้สินทรัพย์ที่แท้จริงติดลบ 2 % นั้นเอง

ซึ่งหากปล่อยให้เรื้อรังต่อเนื่องไปก็ย่อมทำให้ผู้ออมหรือผู้ลงทุนนั้นแทบจะไม่ได้อะไรเลย แถมยังเสียอีกในระยะยาว ไม่ต่างอะไรกับเอาเงินทองฝังโอ่งเอาไว้ แล้วยอมรับว่าสมบัติอาจจะร่อยหรอลงไปเรื่อยๆเมื่อเปิดฝาโอ่งจะเขามาใช้ยามแก่ และทำให้ระบบเศรษฐกิจมหภาคไม่สามารถนำเงินออมจำนวนมหาศาลนี้ ไปใช้ลงทุนในกิจการหรือโอกาสที่มีความเสี่ยงมากขึ้นเล็กน้อย แต่อยู่ในกรอบซึ่งพอจะควบคุมได้เลย

ถ้าปัญหานี้แก้ไม่ได้ เรื่องสุขภาวะผู้สูงวัยในอนาคตนั้นแทบไม่ต้องพูดกันเลย

กระบวนคิด ultra conservative ในลักษณะนี้ ในสภาวะที่ฐานประชากรที่สร้างรายได้จริงลดลงเรื่อยๆ ย่อมเป็นการปิดประตูการใช้เงินเก็บของคนในยุคนี้เพื่อไปขยายการลงทุนในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ และย่อมไม่นำไปสู่การยอมรับความจริงว่า

(1) ประชาชนทั่วไปผู้ต้องการออมย่อมไม่มีความสามารถในการจะบริหาร จัดการการลงทุนเพื่อการเกษียณที่ต้องได้ผลตอบแทนมากกว่าเงินเฟ้อ (inflation) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องเกิดสถาบันการลงทุนที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคล้ายในต่างประเทศ

(2) บริษัทหลักทรัพย์ และกองทุนรวมทั่วไป ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการจัดการการลงทุนในลักษณะนี้ และมักคำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทมากกว่าความจำเป็นและความเหมาะสมของผลประโยชน์ผู้ออมผู้ลงทุน

อีกประเด็นหนึ่งก็คือการลงทุนเพื่อสังคม ในลักษณะที่ไม่ใช่ทุนให้เปล่านั้น ในต่างประเทศนั้นที่มาของการลงทุนเพื่อสังคม (Non-grant social investment) หรือการลงทุนที่รับผิดชอบต่อสังคม (SRI Funds) นั้นก็มักจะมาจากกองทุนหรือลูกค้าของสถาบันการเงินที่มุ่งเป้าเก็บเงินระยะยาวเพื่อการเกษียณหรือเป็นการจัดการทรัพย์สินระยะยาวแทบทั้งสิ้น หากตลาดการลงทุนเพื่อการเกษียณของไทยยังคับแคบแบบนี้ การเจริญเติบโตของทั้งการลงทุนเพื่อสังคมและ SRI ก็คงจะไม่สดใสนักเช่นกัน

สิ่งที่น่าจะต้องลองคิดว่าจะทำอย่างไรก็คือ

1. การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ ด้านการออมการลงทุนเพื่อการเกษียณ หรือเพื่อดูแลตัวเองเมื่อยามมีอายุมาก ซึ่งอาจจะต้องทำลงไปถึงระดับโรงเรียนตั้งแต่เล็กๆ ใช้ระบบ IT เพื่อทำให้เกิด account การเก็บที่ interactive มีการแข่งขัน เปรียบเทียบ เรียนรู้ในลักษณะหนึ่งลักษณะใดได้อย่างกว้างขวาง คล้ายๆเป็นการปลุกกระแสการออมเหมือนยุคธนาคารออนสินให้กลับมาอีกครั้ง แต่เหมาะกับยุคปัจจุบัน

2. ศึกษาจัดตั้งสถาบันการลงทุนที่เชี่ยวชาญในการลงทุนเพื่อการเกษียณ ที่ยอมรับความเสี่ยงมากขึ้น หรือนวัตกรรมในการบริหารจัดการทางการเงินอื่นๆ ทั้งในเชิงระเบียบกฏเกณฑ์ต่างๆ โอกาสในการตั้งเป็นเอกชน รัฐ หรือเป็นองค์กรอิสระ และการใช้หรือพัฒนาเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมรองรับ เพื่อให้ประชาชนและกองทุนต่างๆนำเงินมาลงทุน

3. การพัฒนาแนวทาง standard และระเบียบการลงทุนที่เหมาะสมกับการลงทุนเพื่อการเกษียณ แล้วประยุกต์เข้ากับสถาบันการเงิน หรือกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินที่มีอยู่แล้ว

เรื่องนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำเริ่มต้นอย่างไร แต่คิดว่าสำคัญในเชิงเศรษฐกิจและความมั่นคงของคนไทยมากๆ คิดว่าต้องแนะนำให้พี่เขารู้จักกับคุณคนชายขอบเสียแล้ว เพื่อจะนำไปสู่อะไรที่ชัดเจนได้

9 เคล็ดวิชานวัตกรรมของ Google โดย Marissa Mayer!

April 15th, 2008 § 5 comments § permalink

Marissa Mayer เป็น VP ฝ่าย Search Product และ User Experience ของ Google และชักนำคนเก่งๆมาทำงานที่ Google อีกมากมาย เมื่อวานได้ฟัง podcast ของเธอที่ Stanford Technology Venture Program’s

http://edcorner.stanford.edu/authorMaterialInfo.html?mid=1554

เลยได้ข้อสรุปสั้นๆมาเก้าข้อ

1. ไอเดียมาจากทุกที่ทุกทาง จากบนลงล่าง จากล่างขึ้นบน จาก users และทุกๆคน สำคัญคือต้องจับไอเดียมาเข้าระบบที่ทำให้ไอเดียที่ดีได้สุดค่อยๆขึ้นไปสู่สุดยอดได้ผ่านการแข่งขัน การสนับสนุน และข้อมูล

2. แบ่งปันทุกๆอย่าง ต้องทำให้คนในองค์กรแชร์ทุกความคิด ต้องให้แต่ละคนก้าวข้ามความคับแคบเกี่ยวกับเรื่อง credit ฯลฯ ต้องทำให้องค์กรให้ความสำคัญกับคนที่ก่อให้เกิดไอเดียเยอะๆดีๆโดยไม่มาคำนึงมากเกินไปว่าไอเดียไหนของใคร

3. จ้างคนที่เยี่ยมที่สุด ไม่ใช่แค่คนฉลาด (hire not just the best but the most brilliant) การทำงานกับคนที่เยี่ยมย่อมทำให้เราได้เรียนรู้ และลดความจำเป็นเกี่ยวกับกฏระเบียบต่างๆ

4. สิทธิที่จะคว้าฝันในเวลางาน เช่นการให้ 20 % ของเวลางานเพื่อการพัฒนาอะไรที่ตัวเองสนใจ ซึ่งครึ่งหนึ่งของ features ทั้งหมดใน products ของ Google เกิดจาก 20% นี้

5. ไม่ต้องสมบูรณ์พร้อม ปล่อยบริการออกมาแบบ beta ไม่ต้องเรียบร้อยมาก แล้วค่อยๆพัฒนาจาก feedback มี tip ว่าควรจะ launch product ช่วงวันจันทร์ถึงวันพุธ

6. ข้อมูลไม่เป็นการเมือง (data is apolitical) การตัดสินใจต่างๆเกี่ยวกับบริการของ google ขึ้นกับข้อมูลมาสนับสนุนเป็นสำคัญ และเป็นข้อมูลที่ชัดเจนที่ได้จากผู้ใช้บริการ ซึ่งย่อมจะลดการเมืองภายในองค์กรได้

7. ความคิดสร้างสรรค์รักข้อจำกัด (creativity loves constraints) ยิ่งมีข้อจำกัดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา หาทางออกมากเท่านั้น

8. เน้นคนใช้ไม่ใช่เงิน ยิ่งทำให้เกิดการเข้ามาใช้ของ users ได้มากเท่าไหร่ เงินจะตามมาเอง

9. อย่าฆ่าโครงการที่อาจไม่สำเร็จ ค่อยๆพัฒนาปรับเปลี่ยนมัน

เมื่อถามว่าเธอเองมีเคล็ดลับประสบผลสำเร็จอย่างไร เธอตอบว่า

1. ทำงานให้หนัก

2. ทำให้รอบๆตัวมีแต่คนเก่งๆ จะได้เรียนรู้

3. ทำสิ่งที่เรายังไม่พร้อม จะทำให้ได้เรียนรู้มากเป็นพิเศษ