พื้นที่สร้างสรรค์ร่วมเพื่อสังคม The Hub, Zurich เน้นทำ ไม่ระแวง

July 14th, 2010 § 1

ตอนที่ไปประชุมที่ Zurich กับ ResponsAbilityได้มีโอกาสไปร่วมงานของ The Hub ของชุมชน Zurich เลยได้ข้อคิดบางอย่างกลับมาด้วย

The Hub คือพื้นที่ทำงาน พื้นที่ชุมชนทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ของผู้คนที่พยายามจะสร้างสรรค์วิธีการแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมๆก็คือพื้นที่ทำงานร่วมกันของคนในวงการนวัตกรรมเพื่อสังคม  ซึ่งเป็นลักษณะแฟรนไชน์มีนับสิบสาขาทั่วโลกส่วนใหญ่อยู่ในยุโรปและสหรัฐ ที่เอเชียก็กำลังเริ่มสร้างอยู่บ้าง ความเด็ดของ The Hub ก็คือมันกลายเป็นเครือข่ายของคนที่มีความคิดสร้างสรรค์สังคมในทุกๆวงการ ทำให้เกิดความร่วมมือ เกิดธุรกิจเพื่อสังคม เกิดโครงการด้านสิ่งแวดล้อม และอีกมากมายไปทั่วโลก แต่ก็ยังคงความเป็นกันเองและเป็นชุมชนอยู่ (ลองไปดูรายละเอียดของ The Hub ได้ที่นี่)

ผมเองก็พยายามจะนำ model แบบนี้มาทำในประเทศไทย ได้คุยกับสาขาแม่ที่ลอนดอนหลายรอบแล้ว เนื่องจากเราเองก็เริ่มมีชุมชนแนวๆนี้อยู่บ้างแล้ว แต่ก็ยังติดเรื่องการวางแผน และค่าเฟรนไชน์อยู่ ตอนแรกเลยว่าจะทำอะไรคล้ายๆกันไปก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกทีเรื่องเชื่อมโยงกับ The Hub  แต่พอได้ร่วมงานที่ชุมชน The Hub ของเมืองซูริค ซึ่งกำลังจะเริ่มสร้าง The Hub แล้วชวนเครือข่ายมาช่วยกันคิดว่าจะออกแบบอย่างไร จะใช้พื้นที่อย่างไร มีใครจะมาร่วมสร้างสรรค์ไอเดียอะไรเด็ดๆบ้าง ทำให้พบว่าบทเรียนสำคัญคือต้องสร้างชุมชนที่มีบทบาทร่วมกันขึ้นมาก่อน แล้วค่อยสร้างพื้นที่มารองรับชุมชนนั้นๆ (web the Hub Zurich)

และสิ่งที่สำคัญมากก็คือ The Hub  นั้นเชื่อมระบบสมาชิกของทุกสาขาทั่วโลก จึงทำให้นักนวัตกรรมเพื่อสังคมที่เป็นสมาชิกสามารถเชื่อมโยงกันได้ สร้างความร่วมมือดีๆได้อย่างง่ายดาย  เช่นตอนนี้ผมไปร่วมกิจกรรมที่สาขาซูริคเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมาช่วยระดมสมองเรื่องการออกแบบการใช้พื้นที่นั้น ผมเจอองค์กร http://www.socential.org/ ที่ต้องการระดมทุนให้กับกิจการเพื่อสังคมทั่วโลก เขาก็อยากร่วมมือกับเราพยายามเชื่อมตลาดการลงทุนแนว CSR ของบริษัทและคนรวยๆอยากทำดีในสวิสเข้ากับกิจการเพื่อสังคมใน South East Asia   หรือคนตั้ง The Hub ซูริค เองก็อยากทำโครงการที่จะเชื่อมโยงผู้ประกอบการเพื่อสังคมชาวสวิส กับผู้ประกอบการเพื่อสังคมในเอเชีย โดยเฉพาะการเชื่อมตลาดสินค้าและบริการต่างๆ ในลักษณะ Trade Network  และเครือข่ายด้านนวัตกรรมเพื่อสังคมทั่วโลกทั้งในมุมบาย โตเกียว อามสเตอร์ดาม ฯลฯ ก็ต่างมีหรือกำลังสร้าง The Hub ขึ้นมาอยู่ เป็นกระแสโลกไปแล้ว เวลาคนพวกนี้เดินทางไปที่ต่างๆในโลก ก็มักจะแวะไปทำงานที่ The Hub สาขาต่างๆ กลายเป็นสิ่งที่เขาเรียกกันว่า Nomad Social Innovators ไปแล้ว

คนที่ได้เจอส่วนใหญ่ดูเหมือนจะเชื่อว่าถ้าอยากเปลี่ยนแปลงอะไร เลิกด่าคนอื่น แล้วมาช่วยกันทำ ร่วมมือได้กับทุกๆฝ่าย ทั้งรัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย ฯลฯ แบบลื่นมาก (friction-less) ไม่เหมือนเวลาคุยกับคนที่สนใจเรื่องสังคมไทยหรือนักวิชาการไทย ที่คุยไปคุยมาก็จ้องจะจับผิดกันไปมา เดี๋ยวก็โทษรัฐ โทษเอกชน โทษประชาสังคม จะทำอะไรก็จะบ้ามีระยะห่าง ไม่ไว้ใจร่วมมือกับใครทั้งนั้น ประชาสังคมเอกชนจะทำอะไรก็ต้องประกาศว่าไม่เกี่ยวกับรัฐ สุดท้ายก็ต่างคนต่างทำ ไม่ค่อยเกิดอะไร ขยายผลก็ไม่ค่อยจะได้ ด่ากัน ระแวงกันอยู่อย่างนั้น   ในชุมชน The Hub นั้นดูเหมือนสภาวะทางจิตของพวกเขาเต็มไปด้วยไฟสร้างสรรค์ที่อยากจะร่วมมือกับทุกฝ่ายไม่เกี่ยง เฮ้อ อิจฉาจัง

จากโอกาสเหล่านี้ก็เลยเริ่มคิดหนักว่า บางทีอาจจะจำเป็นต้องทำ The Hub จริงๆตั้งแต่ต้นสำหรับเมืองไทย เพราะมี Network Effect สูงมากๆสำหรับสมาชิก และเชื่อมโยงกับภารกิจของ ChangeFusion ค่อนข้างมาก คงต้องไปต่อรองเรื่องกระบวนการและต้นทุนจริงๆกับสาขาแม่อย่างจริงจังดูซะแล้ว

สรุปมุมมองสำคัญ

1. สร้างชุมชนก่อน แล้วสร้างพื้นที่ขึ้นมารองรับ

2. Network Effects ของ Social Entrepreneurs Network ทั่วโลก สามารถเชื่อมกลายเป็น trade network ได้

3. หากเมืองไทยมีชุมชนที่ในหัวเต็มไปด้วยการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม ที่เน้นคิดกันเอง แล้วทำกันเลย คงจะพอหลุดจากสภาพวิกฤตขี้ระแวงกันไปมา บ้าวิพากษ์จนทำอะไรไม่ได้ซักอย่างนี้ไปได้ซักที

เหลียวมองนักการเงินสวิสฯ บทเรียนการลงทุนเพื่อสังคมและโลก

July 14th, 2010 § 1

นักการเงินกับการพัฒนาสังคมเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะห่างไกลกันคนละขั้ว แต่หากเรามองไปยังประเทศสวิสเซอร์แลนด์ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและยาวนานกับประเทศไทย เราอาจจะเริ่มเห็นบทบาทของนักการเงินที่จะเป็นคานงัดสำคัญที่อาจจะพลิกพื้นสังคมให้พ้นไปจากวิกฤตครั้งนี้ได้

Switzerland!

ประเทศสวิสฯนอกจากจะมีชื่อเสียงเกี่ยวกับภาคการเงินแล้ว ยังเป็นประเทศที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้ชีวิตในช่วงการเรียนรู้และพัฒนาความคิดของพระองค์ องคมนตรีท่านหนึ่งเคยเล่าว่าที่มาของโครงการสารานุกรมสำหรับเยาวชนนั้น ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะความประทับใจของระบบห้องสมุดและสารานุกรมในประเทศสวิสเซอร์แลนด์จึงดำริว่าเด็กไทยเองก็ควรมีโอกาสเข้าถึงความรู้เช่นนั้นบ้าง นอกจากนั้นแนวคิดเรื่องระบบสหกรณ์ที่พระองค์ทรงนำมาเน้นหนักให้เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น ในประเทศสวิสฯระบบสหกรณ์มีความแข็งแรงมาก โดยเฉพาะในภาคการเกษตรหรือแม้ภาคการค้าปลีกเช่นห้างสรรพสินค้านั้นก็ล้วนมีสหกรณ์เป็นธุรกิจที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ซึ่งล้วนเป็นธุรกิจที่เต็มไปด้วยศักยภาพพร้อมๆกับความล้ำสมัยทางเทคโนโลยี ด้วยเหตุนี้รายได้มหาศาลที่เกิดจากการพัฒนาภาคเกษตรและการค้าปลีก จึงตกอยู่กับเกษตกรและประชาชนทั่วไปที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ เป็นที่น่าเสียดายที่ภาคสหกรณ์ในประเทศไทยยังไม่สามารถขยายตัวได้ดังพระราชดำริ ปัญหาความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ในประเทศไทยส่วนหนึ่งก็เกิดจากความล้มเหลวที่จะใช้ระบบสหกรณ์เป็นเครื่องมือที่นำในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

lib

จะเห็นได้ว่าประเทศสวิสเซอร์แลนด์อาจมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการนำแนวคิดสำคัญในการพัฒนาอย่างยั่งยืนเข้ามาสู่ประเทศไทย อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยังมีปรากฏการณ์ใหม่ๆของสวิสที่ประเทศไทยสามารถเรียนรู้ได้ โดยเฉพาะบทบาทของภาคตลาดทุนต่อการพัฒนาสังคมสิ่งแวดล้อม สวิสฯเป็นประเทศที่มีภาคการเงินที่เป็นที่ยอมรับทั่วไปว่ามีศักยภาพ มีเสถียรภาพ น่าเชื่อถือ และมีความสำคัญระดับโลก แม้ในช่วงวิกฤตการเงินโลกที่ผ่านมา ประเทศสวิสก็สามารถแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว และในภาคการเงินนี้เองก็มีนวัตกรรมการเงินการลงทุนเพื่อสังคมระดับโลกที่น่าเรียนรู้อย่างมากสำหรับนักการเงินและนักลงทุนไทย

การเงินการลงทุนเพื่อสังคมในสวิสฯอาจจะแบ่งได้เป็นสองส่วนสำคัญ ส่วนแรกคือสิ่งที่เรียกว่าการลงทุนที่รับผิดชอบต่อสังคม (Socially Responsible Investment) ซึ่งเรียกสั้นๆว่า SRI และส่วนที่สองก็คือการลงทุนโดยตรงในกิจการที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่อสังคมสิ่งแวดล้อมโดยตรง เช่น การลงทุนในกิจการเพื่อสังคม หรือโครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่สร้างรายได้ ส่วนที่สองนี้มักจะเรียกว่า Impact Investment ซึ่งจากการประมาณการณ์ในปี 2009 พบว่าทั้งสองส่วนนี้มีมูลค่ารวมถึงสามหมื่นสี่พันล้านสวิสฟรัง (34 Billion CF) หรือราวหนึ่งแสนล้านบาท

ในส่วน SRI นั้นมักจะลงทุนในหุ้น พันธบัตร และสินทรัพย์ต่างๆของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกที่ผ่านเกณฑ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อมหรือที่เรียกว่า CSR (Corporate Social Responsibility) อย่างเข้มข้นพอสมควร มีการรายงานเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจนและวัดผลได้ กล่าวคือเป็นการใช้เงินลงทุนผลักดันสนับสนุนให้กิจการสำคัญๆทั่วโลกมีมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคม นอกจากนั้นกองทุน SRI จำนวนมากยังเข้าไปมีบทบาทในฐานะผู้ถือหุ้นที่จูงใจและแนะนำให้บริษัทต่างๆดำเนินกิจการโดยคำนึงถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะผ่านการประชุมผู้ถือหุ้น การที่ตลาดทุนของสวิสฯเป็นตลาดทุนที่มีความสำคัญและเชื่อมโยงการลงทุนไปทั่วโลกนั้น เมื่อมีวาระสำคัญเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมพ่วงไปด้วย จึงย่อมเกิดผลมหาศาลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลก โดยทั่วไปแล้วผลตอบแทนการลงทุนในกองทุนประเภท SRI นั้นมักจะไม่น้อยไปกว่าอัตราตลาด และยังเชื่อว่าบริษัทที่เข้าไปลงทุนนัั้นเมื่อมีความรับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบวัดผลได้ จึงย่อมจะมีแนวโน้มที่จะมั่นคงกว่าบริษัทอื่นๆอีกด้วย นอกเหนือจากนั้นจุดขายสำคัญของกองทุนประเภทนี้ก็คือการเปิดโอกาสให้นักลงทุนและผู้มีสินทรัพย์เป็นจำนวนมากนั้นสามารถที่จะมีทางเลือกที่จะลงทุนได้อย่างยั่งยืนและมีประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

s

นอกจาก SRI แล้ว บทเรียนที่อาจจะเรียกได้ว่าน่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีกก็คือประเด็น Impact Investment ซึ่งเน้นไปลงทุนเพื่อที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขึ้นโดยตรง โดยทั่วไปแล้วมักจะเป็นที่เข้าใจกันว่าการสร้างคุณค่าทางสังคม สุขภาวะ และสิ่งแวดล้อมนั้นจะต้องทำผ่านมูลนิธิและองค์กรสาธารณะประโยชน์เท่านั้น ซึ่งที่มาของทุน (source of fund) ก็ย่อมจะต้องเป็นการบริจาคเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามกระแสโลกเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นล้ำหน้าไปกว่าขั้นดังกล่าวอย่างมาก ปัจจุบันมีองค์กรจำนวนมาก โดยเฉพาะกิจการเพื่อสังคม และองค์กรในลักษณะอื่นๆที่สามารถสร้างคุณค่าทางสังคมได้โดยไม่ต้องใช้ทุนให้เปล่า แต่กลับสามารถสร้างรายได้และขยายผลงานของตนได้อย่างกว้างขวางและมีความแข็งแรงทางการเงินอีกด้วย ตัวอย่างเช่นกิจการเพื่อสังคมในประเด็นต่างๆเช่น การเงินชุมชน (micro-finance) เกษตรยั่งยืน การค้าขายที่เป็นธรรมต่อผู้ผลิต (fair trade) พลังงานทดแทน การท่องเที่ยวที่จัดการโดยชุมชน สุขภาพทางเลือก ฯลฯ ซึ่งองค์กรเหล่านี้สามารถใช้เงินทุนได้ทั้งในลักษณะการลงทุนในหุ้น สินเชื่อ และเครื่องมือการเงินต่างๆ ซึ่งล้วนจะนำไปสู่การสร้างผลที่เป็นรูปธรรมต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโลก พร้อมๆไปกับการสร้างผลตอบแทนทางการเงินตามสมควรอีกด้วย

ตัวอย่างของกองทุนสวิสฯประเภท Impact Investment ที่น่าสนใจก็คือ Blue Orchard ซึ่งบริหารจัดการกองทุนที่ไปลงทุนกับองค์กรการเงินชุมชนทั่วโลก (Micro-finance Institution) กล่าวได้ว่าเป็นกองทุนแม่ (Fund of funds) ที่ลงทุนกับกองทุนลูกทั่วโลกซึ่งไปปล่อยสินเชื่อขนาดเล็กมากให้กับผู้คนทั่วโลก คล้ายกับกรณีธนาคารกรามีนของบังคลาเทศที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ยากจนสามารถเข้าถึงสินเชื่อเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างอาชีพของพวกเขาได้อย่างเหมาะสม ซึ่งกองทุน Blue Orchard นั้นมีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (Assets under Management -AuM) อยู่ราวเกือบหนึ่งพันล้านสวิสฟรัง ล่าสุดได้เปิดกองทุนใหม่ Bamboo Finance ที่เน้นไปลงกับกิจการเพื่อสังคมที่สร้างสินค้าและบริการให้กับคนจนทั่วโลก เช่น ระบบจัดการน้ำขนาดเล็กสำหรับเกษตกร บริการทางการแพทย์เพื่อชุมชนยากจน บริการพลังงานทดแทนและไฟฟ้าสำหรับชุมชนห่างไกล เป็นต้น

sustainable food

นอกจากนั้นก็ยังมีบริษัท ResponsAbility ซึ่งเป็นบริษัทจัดการการลงทุนที่มีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการกว่าแปดร้อยล้านสวิสฟรัง ซึ่งเน้นไปลงทุนกับกิจการเพื่อสังคมในประเด็นสำคัญๆ เช่น สื่อเสรี การค้าที่เป็นธรรมต่อผู้ผลิต การเงินชุมชน กิจการเพื่อสังคมประเภทอื่นๆ รวมถึง SMEs ในประเทศที่ผู้ประกอบการขนาดเล็กไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจของตนได้อีกด้วย จุดที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือการที่ ResponsAbility และพันธมิตรเข้าไปพัฒนากองทุนที่เรียกว่า Media Development Loan Fund (MDLF) หรือกองทุนสินเชื่อระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาสื่อเสรี ซึ่ง MDLF มีบทบาทสำคัญในการลงทุนในสื่อเสรีและสื่อพลเมืองที่ขยายผลได้ทั่วโลก ประเภทของสื่อที่เข้าไปลงทุนนั้นมีหลากหลายไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ เครือข่ายวิทยุชุมชน สื่อออนไลน์ เช่น ในประเทศมาเลเซีย สื่อเสรีที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่งก็คือเว็บไซต์ข่าวมาเลเซียคินี่ ซึ่งมีผู้เข้าชมหลายล้านคนต่อวัน นำเสนอข่าวและมุมมองที่ตรงไปตรงมา ไม่เลือกข้าง เน้นตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และยังสามารถสร้างรายได้มากว่าปีละ 2 ล้านเหรียญสหรัฐ จากตัวอย่างนี้จึงเห็นได้ว่าเป็นการลงทุนที่สร้างผลต่อสังคมเป็นวงกว้างไปทั่วโลกในด้านประชาธิปไตย และการต่อต้านคอร์รับชั่นในประเทศกำลังพัฒนา

บทเรียนที่สำคัญต่อภาคการเงินไทยก็คือกระบวนการที่บริษัทจัดการการลงทุนเหล่านี้สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับธนาคารขนาดใหญ่ และสภาบันการเงินต่างๆซึ่งมีลูกค้าผู้มีสินทรัพย์จำนวนมาก และนักลงทุนสถาบัน ซึ่งต่างย่อมมีความสนใจที่จะสร้างประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆกับผลตอบแทนทางการเงิน การเรียนรู้ความสนใจด้านสังคมของลูกค้า การสร้างปฏิสัมพันธ์จนนำไปสู่การสร้างบริการทางการเงินที่เหมาะสมสำหรับลูกค้าแต่ละรายนั้น และยังให้บริการเป็นที่ปรึกษาด้านการเงินการลงทุนเพื่อสังคมให้กับธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆเพื่อให้หน่วยงานเหล่านั้นสามารถไปแนะนำลูกค้าของตนเองได้ กระบวนการเหล่านี้แท้จริงก็คือการใช้ทักษะของนักการเงินสวิสฯที่สั่งสมมานาน แต่นำมาใช้ในด้านที่จะสร้างประโยชน์ต่อความยั่งยืนของโลกนั้นเอง

หากนักการเงินไทยเหลียวมองบทเรียนจากสวิสฯเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย อย่างน้อยจากมุมนวัตกรรมเพื่อสังคมจากประเทศที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วนั้น เราอาจจะพบแนวทางหนึ่งซึ่งสามารถมีส่วนสำคัญในการสร้างบทบาทของภาคธุรกิจต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยสู่ความยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ และต่อต้านคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะการขับเคลื่อนของภาคการเงินการลงทุนซึ่งมีกำลังมหาศาลนั้น หากนำเอาบทเรียนเรื่องการเงินการลงทุนเพื่อสังคมจากสวิสฯทั้่งในด้าน SRI และ Impact Investment ไปปรับใช้ ก็ย่อมจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นรูปธรรมที่จะทำให้ทั้งภาคธุรกิจขนาดใหญ่มีความรับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบมากขึ้น และยังสามารถลงทุนสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมในประเทศไทยอันหลากหลายให้เกิด และขยายผลได้อย่างกว้างขวาง จนอาจจะเล่มเทียนสำคัญที่จะทำให้คนไทยเริ่มเห็นแสงที่ปลายอุโมงของวิกฤตสังคมการเมืองในครั้งนี้ก็เป็นได้

สุนิตย์ เชรษฐา ChangeFusion Institute / July 2010

Enlighten capitalism rising;

May 7th, 2010 § 2

UK’s lessons for the Thai crisis.

By Sunit Shrestha
May 7, 2010

The 2010 march of the Thai Red Shirts and their demonstration is rather unique in Thai history compare to countless protests it had in decades. It is without doubt that the main uniting purpose of these demonstrators, mostly from rural areas across Thailand, is to desperately bring back the influence of the oust ex-Prime minister Thaksin Shinawatra. However, the key condition that allows such massive mobilization is Thailand’s worsening income distribution, which resulted in inequality of various dimensions from disparity in well-being to the lack of opportunity.

Researches from various academic groups in Thailand found that roughly 20% of population is holding 80% of all resources within the economy. Aside from international investors, less than 50 oligopolistic business families own most of the assets in the Thai Stock Exchange’s market capitalization. This dynamism locks the classic vicious cycle where the rich gets richer while the poor get comparatively poorer, the rigid and oligopolistic political and economic class system is making the income distribution gap much worst, allowing politicians to exploit this widening gap for their own benefit.

The sustainable solution to Thailand’s political crisis is, therefore, not only in politics but rather in the solving the capitalism’ inherited economic inequality. Without rapidly improved social and economic equality, Thai politics will still be subject to long-term instability risk.

In solving inequality, simple redistribution strategies are often suggested, ranging from massive welfare programme to radical socialism. However, these solutions are usually not sustainable without perpetual economic growth. The essence of the matter is in ensuring a unique growth strategy that is more equitable, distributive and reinforcing balance between economic, social and environmental benefits.  This almost utopian growth strategy was thought of as impossible in the past. However, the rise of a more enlighten version of capitalism is making the case for such sustainable growth strategy, and the UK is taking a global lead on this so-called ‘Social Enterprise’ movement.

Social enterprise are businesses setup to address social and environment challenges. Their surpluses are reinvest back into their operation or into the community rather than maximizing profit for the shareholders. Social enterprises exist in various fronts such as health, renewable energy, fair-trade, sustainable agriculture, homelessness, social finance and many more. In the UK, there are over 55,000 of them with total revenue of over 8 billion Pounds. Many of them are the fastest growing companies in various category.

These enterprises provide an alternative vision for the world driven by public interest while maintaining business acumen and individual freedom. They are being led by social entrepreneurs whose missions are in innovatively fulfilling unmet needs critical to the well-being of the society. They represent the case for a more enlighten and balanced growth strategy not only for the UK but for the whole world where inequitable growth is resulting in increased social tensions.
The UK government has played an instrumental role in catalyzing such growth. Office of the Third Sector (OTS), setup within the cabinet office, has been creating the right environment for social enterprises to emerge with various support infrastructure. The law was passed on the specific type of social enterprise called ‘Community Interest Company -CIC’ whereby the company must be primarily for social purpose, profit is not allowed to be distribute back to the shareholders more than 20% annually and assets are being locked against speculative gain or the selling to traditional private sector.  With such law and other legal infrastructure, social enterprises are given a chance to compete for winning government contracts for providing public services in many areas from public health to reoffending reduction.

This provide an alternative model of decentralizing public services without the usual risks associated with traditional privatization, whereby the government focuses on commissioning function while social enterprises become instrumental in providing and improving public services with competitive innovation difficult to match in conventional public sector. This creates a uniquely lean and liberal approach in the role of government as buyer of public goods that is capable of growing without necessarily expanding the inefficient bureaucracy associated with government service delivery.

The Department of Health is exploring such option by encouraging social enterprises to bid for contracts from Primary Care Trusts, effectively separating its commissioning and health service delivery functions. The aim is to improve the quality and efficiency of health service delivery through social enterprises, in complimenting to National Health Service (NHS) units,  while the government focuses on specializing the commissioning function. The early  result is very positive as the community’s needs are being responded and executed in a much faster and innovative manner, paving the way for the rise of localized community health service ecosystems nation-wide. The Department of Health recently launched a 100 million pounds Social Enterprise Investment Fund in order to catalyze the movement.

This vision of alternative growth strategy and its growing evidences in UK is truly useful to developing countries, especially for Thailand. The Thai economic growth had been the usual story of concentrated benefit to very few oligopolistic business owning families with widening income gap as mentioned earlier, the growth also happened at the expense of massive destruction in environment and community livelihood. The massive social unrest for the past few years is driven heavily by injustice resulting from such unequal and one-sided growth. Social enterprise with its exceptional value in economic-social-environmental sustainability, therefore, can become part of the important solutions to Thailand’s current political economic challenges.

Social enterprise, however, is not completely new in Thailand. There had always been different social enterprises around especially in health, community finance, alternative publishers, community-scale renewable energy and many more. Many royal projects are using social enterprise strategy in sustaining and expanding their operations, such as Doi Tung project that converted hill-tribe opium growers into premium producers of coffee, macadamia as well as tribal handicrafts. Doi Tung also creates distribution channel for these products to reach popular markets in big cities such as Bangkok and Chiang Mai. Social enterprise as a concept also compliments the King’s sufficiency economy development philosophy. The main challenge is how to aggregate and grow these fragmented clusters into significant scalable sustainable development solution for the country as a whole.

In fact, Thailand has already begun to integrate learning from the UK into their public policy. A Thai delegation consisted of the Advisor to the Prime Minister, members of the Thai Social Enterprise Promotion Commission and players in social enterprise scene, went to the UK, through the partnership of the British Council, to learn about opportunities in social enterprise-related public policies and private-led initiatives.

The lessons learned were integrated into the development of Thailand’s first Social Enterprise Promotion Master Plan, now endorsed by the Prime Minister. The Master Plan proposes the creation of Thai Social Enterprise Promotion Office in order to fulfill three strategic objectives of creating a nation-wide awareness campaign and education programme on social enterprise, providing legal as well as capacity support and, finally, the facilitation of access to finance for social enterprises in all sectors, from grassroots to urban settings.

The plan’s vision is to grow social enterprise sector by 20 percent per year over five years, hoping to reach perhaps 2 percent of GDP in 2014. Although the Master Plan was developed based on local social enterprise conditions as well as learning from various countries, from Singapore to the U.S. However, the key strategies are consistent with the UK’s Office of the Third Sector and its social enterprise programmes. The UK concrete experience in social enterprise sector development has been quoted as a major piece of evidence in convincing the Thai government, even at the early stage of social enterprise development, to launch such a relatively ambitious Master Plan.

อังกฤษและกิจการเพื่อสังคม; บทเรียนสำหรับเมืองไทย #1

March 4th, 2010 § 3

ผมเพิ่งกลับมาจากสหราชอาณาจักร  เนื่องจากได้ไปร่วมการประชุมองค์กรผู้ผลักดันงานด้านกิจการเพื่อสังคมในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเชีย และไทย พร้อมๆกันนี้ก็มีโอกาสไปศึกษาดูงานในสหราชอาณาจักรในประเด็นกิจการเพื่อสังคมอีกด้วย   งานนี้เป็นกิจกรรมที่ริเริ่ม จัดการ และสนับสนุนโดย British Council ซึ่งมีหน้าที่หลักในการสร้างความสัมพันธ์เชิงวัฒนธรรมที่ดีระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศอื่น (ไม่ใช่เพียงที่เรียนภาษาอังกฤษ)  เลยได้สรุปไว้เผื่ออาจจะเป็นประโยชน์กับผู้อื่นที่อาจสนใจบ้าง

1. บทบาทของรัฐ และเทคนิควิธีการ

แม้สหราชอาณาจักรจะมีกิจการเพื่อสังคมที่หลากหลายอยู่มานานแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักยอมรับในสังคมวงกว้างอย่างในปัจจุบัน  จากการที่ได้มีโอกาสได้พูดคุยกับองค์กรต่างๆที่มีบทบาทสำคัญในวงการกิจการเพื่อสังคมในสหราชอาณาจักร ก็พอจะสรุปความได้ว่าบทบาทของรัฐนั้นสำคัญอย่างมาก ในการยกระดับประเด็นนี้ขึ้นมากลายเป็นประเด็นระดับชาติ จนสามารถขับเคลื่อนความสนใจและทรัพยากรจำนวนมากมาผลักดันจนทำให้กิจการเพื่อสังคมมีมาถึงราว 60,000 องค์กร และยังเกิดผลทางเศรษฐกิจได้กว่า 2 หมื่น 7 พันล้านปอนด์อีกด้วย

หลักการสำคัญที่ทำให้รัฐบาลให้ความสนใจในประเด็นกิจการเพื่อสังคมก็คือการมองเห็นว่าเป็นการแก้ปัญหาและพัฒนาโอกาสทางสังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพในรูปแบบที่มีความยั่งยืนทางการเงิน สามารถขยายผลได้ไม่สิ้นสุด ซึ่งต่างกับการสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมทั่วไปซึ่งมักจะจบลงเมื่อไม่สามารถระดมทุนให้เปล่าได้เมื่อหมดโครงการ  อีกทั้งยังเป็นการใช้ระบบเสรีนิยมทางเศรษฐกิจมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม เป็นการพัฒนาที่ดึงเอาภาคส่วนต่างๆที่ปกติจะถูกทอดทิ้งจากพัฒนาการทางเศรษฐกิจให้มาร่วมมีส่วนร่วม  เช่น กลุ่มผู้ด้อยโอกาส คนยากจน ผู้พิการ และคนจรจัดเป็นต้น   โดยทั้งหมดทั้งสิ้นขึ้นกับความสามารถของเอกชนที่จะใช้ความเป็นผู้ประกอบการมาพัฒนาโอกาสทางสังคมให้เกิดผลได้อย่างยั่งยืน  บทบาทของภาครัฐจึงเป็นการสนับสนุนในลักษณะการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่จะทำให้เกิดการประกอบการเพื่อสังคมผ่านกิจการต่างๆได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ

เดิมทีเดียวงานด้านกิจการเพื่อสังคมนั้นอยู่ในกระทรวงพาณิชย์ฯ  แต่ได้มีการปรับมาไว้ภายใต้สำนักงานภาคส่วนที่ 3 (Office of the Third Sector) สำนักนายกรัฐมนตรี (Cabinet office) เพื่อยกระดับให้เป็นประเด็นที่สำคัญ และสามารถทำงานข้ามหน่วยงานต่างๆของรัฐและเอกชนได้อย่างสะดวกขึ้นในเชิงนโยบาย   สำนักงานภาคส่วนที่ 3 นั้นรับผิดชอบงานขับเคลื่อนพัฒนาเครือข่าย องค์กร หน่วยงานที่เป็นภาคประชาสังคม อาสาสมัคร และมีกิจการเพื่อสัังคมเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นรับผิดชอบ

นิยามของกิจการเพื่อสังคมนั้นทางรัฐบาลได้ให้คำจำกัดความกว้างๆไว้ว่าเป็นธุรกิจซึ่งมีเป้าหมายการก่อตั้งเพื่อสังคมเป็นหลัก และลงทุนส่วนกำไรกลับไปยังการขยายงานตามเป้าหมายนั้นๆ หรือในการลงทุนในชุมชน และไม่ได้มุ่งหมายในการสร้างกำไรสูงสุดต่อผู้ถือหุ้นและเจ้าของเป็นหลัก   ซึ่งในสหราชอาณาจักรเองก็ยังมีการถกเถียงเรื่องนิยามต่างๆอยู่อย่างมาก แต่หน่วยงานส่วนใหญ่ก็พบว่าเป็นการป่วยการที่จะถกเถียงในเชิงนิยามความหมายจนเกินพอดี แต่เน้นที่จะกำหนดนิยามที่เหมาะสมสำหรับแต่ละหน่วยงานที่จะดำเนินการไปได้เองเป็นหลัก โดยไม่จำเป็นจะต้องให้มีความหมายที่ชัดเจนอย่างที่สุดที่เป็นที่ยอมรับกันในทุกภาคส่วน  ดังนั้นนิยามของภาครัฐจึงเป็นเพียงนิยามกว้างๆที่แต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องพอจะยอมรับได้ เรียกว่าเป็นยุทธศาสตร์แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่างนั้นเอง

นโยบายหลักของการพัฒนากิจการเพื่อสังคมของรัฐนั้นแบ่งเป็น 4 ด้านใหญ่ๆ คือ

(1) การสร้างวัฒนธรรมด้านกิจการเพื่อสังคม ผ่านการสื่อสารและเรียนรู้ในสังคม เช่น การเผยแพร่แนวคิด หลักการ และ ตัวอย่างของกิจการเพื่อสังคมไปในวงกว้าง ทั้งในหมู่คนรุ่นใหม่ที่อยู่ในระบบการศึกษา คนทำงาน และแม้แต่ผู้สูงอายุ  นอกจากการสื่อสารกับประชาชนแล้วยังมีการสื่อสารไปยังภาคธุรกิจ และภาครัฐเพื่อให้รู้จักและแสวงโอกาสที่จะร่วมมือกับกิจการเพื่อสังคมในลักษณะที่ได้กันทุกฝ่าย (win-win) อีกด้วย  นวัตกรรมที่น่าสนใจนอกจากเรื่องหลักสูตรและโปรแกรมการเรียนรู้ต่างๆก็คือการทำแบรนด์ “ป้ายกิจการเพื่อสังคม (social enterprise mark)” เพื่อให้ผู้บริโภคหรือผู้ซื้อสินค้าและบริการสามารถแยกแยะได้ว่าสินค้าและบริการใดเกิดจากกิจการเพื่อสังคม

อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจก็คือเคมเปญ “Make your mark with a tenner” ซึ่งเป็นเคมเปญที่ทำกับเด็กนักเรียนทั่วสหราชอาณาจักร โดยมีโจทย์ว่านักเรียนจะใช้เงิน 10 ปอนด์ ในการไปทำธุรกิจจิ๋วๆที่ทั้งทำเงินเพิ่มและสร้างความแตกต่างเพื่อสังคมสิ่งแวดล้อม ภายในหนึ่งเดือน ได้อย่างไร?  โดยปรากฏว่ามีนักเรียนกว่า 30,000 คนทั่วสหราชอาณาจักรเข้าร่วมโครงการ เสนอโครงการ รับเงิน 10 ปอน์ดไปดำเนินกิจการ และคืนเงินกลับให้โครงการภายในหนึ่งเดือน  โดยเมื่อสิ้นสุดโครงการคาดว่ามีการเกิดมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจถึง 1.2 ล้านปอน์ด จากเงินเพียง 10 ปอนด์ของเด็ก 30,000 คนดังกล่าว  เคมเปญนี้ได้รับความยอมรับอย่างมากว่ามีประสิทธิภาพและคุ้มค่าอย่างยิ่งในการสร้างการรับรู้เรียนรู้ทั้งในด้านการประกอบการ และกิจการเพื่อสังคม ที่แม้แต่เด็กนักเรียนก็ยังเข้าใจได้

(2) การพัฒนาศักยภาพของกิจการเพื่อสังคม เช่น การสนับสนุนให้เกิดองค์กรตัวกลางจำนวนมากที่สามารถเข้าไปช่วยกิจการเพื่อสังคมในการพัฒนาศักยภาพแต่ละด้านของตน เช่น การวางแผนธุรกิจ การจัดการทางการเงิน ภาษี การจัดการด้านกฏหมาย การพัฒนาการตลาด การระดมทุน ฯลฯ​  และมีการร่วมมือกับหน่วยงานที่หลากหลายในการจัดการฝึกอบรมในประเด็นดังกล่าว

(3) การพัฒนาช่องทางการเข้าถึงเงินทุน เช่น การพัฒนากองทุนสนับสนุนกิจการเพื่อสังคมทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ โดยมักจะสนับสนุนผ่านองค์กรตัวกลางที่จัดกระบวนการคัดเลือก ตัดสิน และลงทุนทั้งในลักษณะให้เปล่า สินเชื่อ และเงินลงทุนในหุ้น ไปพร้อมๆกับการพัฒนาศักยภาพของกิจการเพื่อสังคมนั้นๆ  ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนากลไกการเงินในลักษณะที่เรียกว่า Wholesale Bank คือเป็นคล้ายๆกับกองทุนขนาดใหญ่ที่สามารถปล่อยต่อให้สถาบันการเงินด้านสังคมสามารถนำไปลงทุนในรายย่อยต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีต้นทุนต่ำ

(4) การส่งเสริมเปิดโอกาสให้ทำงานกับองค์กรของรัฐ เช่น การให้ข้อมูลความรู้กับภาครัฐในส่วนต่างๆเพื่อให้เห็นประโยชน์ของกิจการเพื่อสังคมต่องานของตน โดยมีตัวอย่างที่สำเร็จคือกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเห็นว่ากิจการเพื่อสังคมสามารถช่วยเสริมระบบบริการสุขภาพ และกลไกการสร้างเสริมสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และสามารถลดการลงทุนของรัฐในประเด็นดังกล่าวได้ในระยะยาว อีกทั้งยังส่งเสริมการกระจายอำนาจและการจัดการตัวเองในระดับชุมชน  จึงเกิดการพัฒนากองทุนเพื่อกิจการเพื่อสังคมในประเด็นสุขภาพขึ้น โดยมีขนาดราว 100 ล้านปอนด์ มีกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ลงทุนหลัก   อีกหน่วยงานหนึ่งที่กำลังให้ความสนใจอย่างมากคือกระทรวงยุติธรรม ซึ่งพบว่ากิจการเพื่อสังคมสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการดูแล ฟื้นฟู และพัฒนาอาชีพและโอกาสต่างๆสำหรับนักโทษและผู้ที่เพิ่งถูกปล่อยตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับโครงการคล้ายๆกันที่กระทรวงเป็นผู้ดำเนินการเอง  โดยเฉพาะประสิทธิภาพของกิจการเพื่อสังคมในการลดอัตราการที่นักโทษจะกลับเข้าไปในวงจรอาชญากรรมอีกครั้ง จนต้องถูกจับและเข้ามาในกระบวนการยุติธรรมอีกครั้งซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายมหาศาลของภาครัฐ   กระบวนการที่น่าสนใจในการสร้างความสนใจในภาครัฐด้วยกันเองเพื่อมาสนับสนุนกิจการเพื่อสังคมนั้นคือการตั้งงบประมาณการทำวิจัยกึ่งปฏิบัติการที่ให้หน่วยงานของรัฐต่างๆสามารถเขียนโครงการวิจัยมาเสนอขอได้เพื่อใช้ในการศึกษาว่ากิจการเพื่อสังคมจะเกี่ยวกับภาระงานของตนได้อย่างไร  เมื่อได้ผลวิจัยแล้วค่อยๆขยายผลไปในแต่ละกระทรวง/หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  นอกจากประเด็นการสร้างความสนใจของหน่วยงานของรัฐแล้วยังมีการปรับปรุงและทำคู่มือกระบวนการจัดซื้อจัดการเพื่อเปิดโอกาสให้กิจการเพื่อสังคมเข้ามาร่วมแข่งขันเสนอราคาในงานต่างๆของรัฐได้อย่างยุติธรรมและโปร่งใสอีกด้วย

เมื่อได้ถามเจ้าหน้าที่ของสำนักงานภาคส่วนที่สาม ถึงบทเรียนสำคัญที่ทำให้งานพัฒนากิจการเพื่อสังคมของสหราชอาณาจักรประสบผลสำเร็จพอสมควร พวกเธอ (ซึ่งเป็นข้าราชการหญิงรุ่นใหม่ทั้งคู่) ได้ตอบว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงาน องค์กร และกิจการเพื่อสังคมที่เกี่ยวข้อง  เพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มผู้ทำงานจริงๆในประเด็นนี้และเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของพวกเขา และยังสามารถสื่อสารข้อจำกัดต่างๆของรัฐให้พวกเขาเข้าใจ เพื่อร่วมหาทางออกที่สร้างสรรค์ร่วมกัน  ซึ่งในสหราชอาณาจักร องค์กร หน่วยงาน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการเพื่อสังคมมีการรวมตัวกันเป็นองค์กรตัวแทนซึ่งเรียกว่า “Social Enterprise Coalition” ซึ่งมีหน้าที่สร้างความเชื่อมโยงร่วมมือในหมู่เครือข่ายและองค์กรภายนอก รวมถึงภาครัฐอีกด้วย

นอกจากนั้นอีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญก็คือความสามารถที่จะวัดผลของการพัฒนากิจการเพื่อสังคมในภาพรวมทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม  ทั้งนี้เพราะงบประมาณของรัฐบาลในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจย่อมมีแนวโน้มที่จะลดลงในภาพรวม การลงทุนของรัฐจึงจะต้องทำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจุดตัดสินก็คือหลักฐานที่วัดผลได้ว่ากิจการเพื่อสังคมเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าในการพัฒนาประเทศชาติแค่ไหน อย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาองค์กรตัวกลางที่ทำหน้าที่สนับสนุนกิจการเพื่อสังคมในแง่มุมต่างๆนั้นได้ทุนมาจากรัฐบาลเป็นหลัก หากงบประมาณมีการปรับลดย่อมจะกระทบกับพัฒนาการของกิจการเพื่อสังคมอย่างแน่นอน

ประเด็นสุดท้ายที่เจ้าหน้าที่จากสำนักงานภาคส่วนที่สามได้ฝากเอาไว้ก็คือปรากฏการณ์ที่ผู้คนในอังกฤษทั้งคนทั่วไป และในภาคธุรกิจต่างให้ความสนใจอย่างมากกับกิจการเพื่อสังคมมากขึ้นทวีคูณนั้นมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้คนต่างเห็นว่าทุนนิยมแบบดั้งเดิมอาจจะไม่เพียงพอและมีความเสี่ยงอย่างมาก ในขณะที่กิจการเพื่อสังคมกลับพบว่าส่วนใหญ่มีการขยายตัวในขณะที่เกิดสภาวะเศรษฐกิจถอถอยอันเนืื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก  ดังนั้นภาครัฐจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และพยายามจะใช้โอกาสนี้ในการสร้างความสนใจในวงกว้าง โดยเฉพาะในภาคการเงินการลงทุนให้เข้ามามีบทบาทหนุนเสริมกิจการเพื่อสังคมในระยะยาว ดังจะเห็นได้จากการเกิดขึ้นของสถาบันการเงินพิเศษที่เชี่ยวชาญด้านกิจการเพื่อสังคมโดยเฉพาะ เช่น Triodos Bank, Charity Bank ฯลฯ​ ซึ่งเป็นภาคเอกชนล้วนๆไม่ได้รับการสนับสนุนหรือหนุนเสริมจากภาครัฐแต่อย่างใด  ดังนั้นอนาคตของการพัฒนากิจการเพื่อสังคมในสหราชอาณาจักรจึงขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนเป็นสำคัญ

#ติดตามตอนต่อไปตามแผนการเขียนด้านล่าง   ขณะนี้เมื่อยมือเป็นอย่างมาก จึงต้องพักสักครู่หนึ่ง

2. บทบาทขององค์กรตัวกลาง

Unltd

SSE

Eastside

3. บทบาทของกิจการเพื่อสังคมที่หลากหลาย

4. สถานการณ์ในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออก

4. โอกาสและความเสี่ยง

Questions for emerging future ?

December 15th, 2009 § 0

I’ve been thinking about what to ask as a first-round set of questions, if we are going to run another round of social enterprise seed funding competition, should we follow our existing questions? Others (such as Skoll, Ashoka, Echoing Green or the Unreasonable Institute)? Or should we rethink about the questions based on half a decade learning on the ground.

After I woke up, few questions that seem to come to my mind are…

(1) What specific changes in the future you are committed to bring about ?
Please state this in term of simple vision of clear and specific outcome and the innovation process to be developed. How would this future creates a new and better balance of social, environmental and economic development. How big is such change? ( i.e. any quantitative/qualitative indicators that suggest the scale of benefits if the innovation is successful.) How will you create revenue from such innovation?

(2) What unique insights do you have to reinvent the future ?
Please state key learning from you deep understanding of the present problems and opportunities, how are you building your innovation based on them? how might these insights lead to disruption in key stakeholder relations & behaviors, rules of the game and fundamental assumptions of the current status-quo.

(3) Why is this the right time for the emerging flow of proposed innovation ?
Please state a collection of facts, indicators, trends, intuitions and any information on the synchronicity of events, patterns and forces both at local or global levels related  to the challenges or opportunities you’re working with, that seems to suggest that it is the right time for your proposed innovation to emerge and scale spontaneously without the need of excessive forces, i.e. to leverage the flow of emerging future rather than to push your way through.

(4) Why is your team the right people to make this happen ?
Please state your team’s unique quality, compassion, demonstration of commitment and your relevant relationship or partnership with external organizations that suggest that your team are the right bearer of this emerging flow of innovation.

(5) What is your strategy in prototype and scale the proposed innovation ?
Please state your strategic plan, in no more than 4 key step-by-step phases with basic time-line, in creating a rough version of your innovation in order to test, iterate and scale into different levels of implementation. How do you go from small to great. Think of a storyline in term of the growth of organization, impact and income.

I guess the questions are similar to other supporters of social enterprises, although these questions seem to redirect our attention from

the problems to the solutions,
from past to the future,
from the surface of innovation to its source,
from innovation per se to changes in its eco-systems,
from node to connections
from the concrete to the subtle,
from the use of forceful strength to the leverage of flow,
from relentless pursue of non-directional logic to balance and harmony,
from the innovator as creator to the facilitator…
and perhaps from the perspective of Masculinity to Femininity,
from Yang to Yin.

OK, the last 2 are getting strange even for me.

Perhaps we are too one-sided in the pursue of innovation, integration of the opposite polarity might be needed to fully progress with sustainability.

It seems to me that perhaps these questions should be approached as how do we allow the specific and desirable future to flow effectively into the present, and not really the other way round. I’m not entirely sure as this seems to be totally illogical but if we look at the structure of these questions, the first is focused on the future itself, the second on the its seeds or sources of mutation from current reality, the third on the elements creating a receptive environment, the fourth on the bearer of such future and the fifth on its microcosm flows from a seed to a tree or even forest, which if it is visualized as growth staircase milestones, would actually look exactly as a waterfall flowing in stages from the future as its source (right=future, left=present) with intrinsic momentum and not really from the Salmon-like path of the present which is bounded by gravity. Suddenly, Mr. Feynman’s Positron, as Electron flowing back through time, comes to mind.

I believe innovation is a natural flow of human ingenuity through time, dependent of the progress of the whole society and perhaps of planet, but independent on specific people. Innovators are simply its bearer, might affect the specifics in short-term but not the long-term generality of such flow of innovation.

Perhaps there is more to the emergence of human innovation than what our logical mind presume.

Now, writing this words made me realized that these questions can also be use for no-the-process and scale-up levels too. Also any social innovation initiatives in general. Will try on ourselves soon.

Or yet another pure morning confusion. Too much coffee perhaps?

Where Am I?

You are currently browsing the social enterprise category at Dream Infection.