Bootcamp for Social Startups (Thailand!)

February 17th, 2008 § 42 comments § permalink

เมื่อวานได้นัดคุยกับเจ้านายเก่าของสหายผู้หนึ่ง   ได้ความว่าเรามีความสนใจตรงกันหนึ่งเรื่อง กล่่าวคือการทำให้คนรุ่นใหม่เข้ามาการประกอบการทางสังคม (social enterprise) ซึ่งก็คือการริเริ่มองค์กรที่มีเป้าหมายในการแก้ปัญหาสังคมหรือสิ่งแวดล้อมโดยมีแนวทางที่มีความใหม่ เป็นนวัตกรรม มีประสิทธิภาพวัดผลได้ และยังสามารถสร้างรายได้ให้ยั่งยืนได้ด้วยตัวเองทางใดทางหนึ่ง

ไม่จำเป็นต้องขอเงินแหล่งทุนไปเรื่อยๆ หรือมีความสัมพันธ์ที่พิเศษกับแหล่งทุนเพียงพอที่ทำให้แหล่งทุนต้องใช้บริการอย่างต่อเนื่องและมั่นคง

ตัวอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นองค์กรที่ทำ E-Commerce ให้ชาวบ้านโดยรายได้ส่วนใหญ่กลับไปที่ชาวบ้าน   ธุรกิจการทำ podcasting ประเด็นทางสังคม  ธุรกิจการเป็นที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมในเชิงสถาปัตฯ  หรือแม้แต่การทำภาพยนต์สะท้อนประเด็นทางสังคมแต่สามารถทำให้น่าสนใจ มีคนดู อันนำไปสู่การสร้างรายได้ที่มั่นคงอีกด้วย

อย่างไรก็ตามคนรุ่นใหม่ที่คิดไปในแนวทางนี้มีอยู่น้อยมากๆ  จำเป็นที่ต้องเร่งจุดประกาย และหนุนเสริม กระตุ้นให้เกิดขึ้นมากๆ ไม่เช่นนั้นแม้จะสามารถสร้างตลาดทุนสำหรับการประกอบการทางสังคมได้สำเร็จก็อาจจะไม่สามารถหาองค์กรหรือธุรกิจเพื่อสังคมที่มากพอที่จะเกิดประสิทธิภาพในการลงทุนที่มีคุณภาพได้

ด้วยเหตุนี้จึงมีแนวคิดที่จะทำอะไรคล้ายๆการสร้างบรรยากาศแบบ Silicon Valley Startup Culture แต่เป็นสำหรับผู้ประกอบการทางสังคมขึ้น  คือเป็นโครงสร้างและวัฒนธรรมที่ชื่นชมนวัตกรรมใหม่ ยอมที่จะเสี่ยง ล้มแล้วลุกได้ มี mentor และผู้สนใจให้ความช่วยเหลือ แต่เป็นไปด้วยการแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ ฯลฯ


(รูปจาก KaosPilot)

ทางออกของเรื่องนี้คือแนวคิดที่จะสร้างอะไรคล้ายๆโรงเรียนสอนธุรกิจทางเลือก (alternative business school) ขึ้นมาคล้ายๆเป็นวิทยาลัยการจัดการเพื่อการประกอบการทางสังคม ซึ่งในโลกนี้ใกล้เคียงที่สุดก็คือสิ่งที่เรียกว่า KaosPilot ทีเดนมาร์ค เป็น business school ที่เน้นให้นักศึกษาหรือผู้เข้ากระบวนการเรียนรู้เรื่องการทำธุรกิจแบบใหม่ๆโดยเฉพาะที่เป็นธุรกิจซึ่งเป็นนวัตกรรมทางสังคม และต้องให้ทดลองตั้งธุรกิจจริงๆขึ้นมาด้วยไม่ใช่แค่เรียนจากหนังสือหรือการพูดคุย   เราก็อยากเห็นอะไรแบบนี้ในแบบ Asian เหมือนกัน แต่จะตั้งวิทยาลัยแบบนี้ขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราวก็คงไม่ง่ายนัก  แต่เป็นเรื่องที่ผมอยากทำให้ได้เรื่องหนึ่ง

ก่อนที่จะเป็นขั้นนั้น  ก็มีแนวคิดที่จะทำสิ่งที่เรียกว่า Thailand Bootcamp for Social Startups ซึ่งก็อาจจะเป็นอะไรคล้ายๆกับ Y-Combinator ที่ยุโรป  หรือ Global Social Benefit Incubator (GSBI) ที่อเมริกา ซึ่งเป็นลักษณะของการค้นหาและคัดกรองคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียและกำลังเริ่มประกอบการทางสังคมที่มีความเป็นนวัตกรรมและมีโอกาสสร้างให้เกิดผลต่อสังคมสิ่งแวดล้อมได้มาก  แล้วเอาคนพวกนี้มาจัดอบรมแบบเนื้อๆเน้นๆประมาณหนึ่งอาทิตย์เกี่ยวกับเรื่องแผนธุรกิจ ยุทธศาสตร์ การเงิน ฯลฯ และนำผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายมิติเช่นเทคโนโลยีหรือการเงินมาช่วยออกความคิดเห็น แนะนำให้กับผู้ประกอบการทางสังคมรุ่นใหม่ได้คิด ได้พัฒนาแนวทางของตน หรือสร้างความร่วมมือระหว่างกันและกัน เป็นแนวๆค่ายพัฒนาศักยภาพแบบเน้นผลงานสุดๆนั้นเอง

จากนั้นจึงคัดเลือกกลุ่มที่ผ่านกระบวนการ bootcamp ซึ่งมีแผนธุรกิจหรือแนวคิดที่พร้อมจริงๆ แล้วให้ seed money กับบางกลุ่มเพื่อให้เริ่มงานได้ เบื้องต้นคิดว่า seed pool รวมๆแล้วซักประมาณ 3 ล้านบาทก็จะสามารถทำให้คนสนใจได้แล้ว อาจจะลงกับแต่ละที่ 2 แสนขึ้นไปแล้วแต่ความเหมาะสม

ซึ่งองค์กรที่ได้รับ seed capital เหล่านี้ก็จะสามารถค่อยๆกลายเป็นองค์กรประกอบการทางสังคมที่อาจจะสามารถระดมทุนได้เองจากแหล่งทุนต่างๆได้ในอนาคต ซึ่งหากแหล่งทุนเหล่านั้นเห็นว่าผ่านกระบวนการลักษณะนี้มาแล้ว และได้รับการลงทุนระดับ seed มาแล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่เสี่ยงที่สุดในการลงทุน  พวกแหล่งทุนต่างๆก็ย่อมจะอยากลงทุนมากขึ้น  เพราะมีคนจัดการส่วนการลงทุนกับความเสี่ยง​ (risk-capital) ให้บ้างแล้ว

สรุปคือ TRN ในปีนี้น่าจะจัด Thailand Bootcamp Social Startups ที่จะมี intensive-workshop + access to seed capital เพื่อสร้างตลาดการประกอบการทางสังคม (อาจจะเน้น technology sector หน่อยตามความถนัดของเรา) แล้วค่อยๆดูว่าจะขยายเป็นวิทยาลัยได้อย่างไรในอนาคต

IdeaFactory เครื่องสร้างนวัตกรรมจากคนหมู่มาก (Swiss made!)

February 8th, 2008 § 5 comments § permalink

คุณเคยไปงานประชุมขนาดใหญ่ที่ผู้จัดได้ระดมสมองจากผู้ร่วมงานนับร้อยพันคนไหม ? ซึ่งคุณก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่พอประชุมจบ ข้อสรุปที่ได้จากความเห็นของผู้ร่วมประชุมก็มั่วไปหมด ไอเดียที่เอามาสรุปก็เลือกเอาที่ผู้ใหญ่ในงานชอบ สุดท้ายก็ไม่ค่อยได้อะไร นอกจากผู้จัดสามารถเหมาได้ว่าการประชุมนั้นๆมีข้อสรุปตามที่พวกเขาต้องการได้ ส่วนคุณก็นั่งบื้อๆรู้สึกเซ็งๆ

แต่คุณเชื่อไหมว่ามันเป็นไปได้ที่จะระดมสมอง ระดมไอเดียเป็นพันๆ แล้วผ่านกระบวนการคัดสรร หลอมรวม เชื่อมโยงอย่่างเป็นระบบ จนกลายเป็นสุดยอดไอเดียนวัตกรรมในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาโอกาสในประเด็นที่เราสนใจกันอยู่ได้อย่างน่าอัศจรรย์  เหมือนกระบวนการผลิตของเครื่องจักรในโรงงานทำช็อกโกแล็ตที่รวมเอาวัตถุดิบต่างๆที่แตกต่างและหลากหลายมาผสมผสานกันเป็นช็อคโกแล็ตที่กลมกล่อมหลากรูปแบบและรสชาติอันสุดจะต้านทาน ….


(From Charlie and the Chocolate Factory)

จะดีไหมถ้ามีเครื่องสร้างนวัตกรรมจากคนหมู่มากอย่างที่ว่า  และในทุกๆสัมมนาหรือการประชุมต่างๆ สามารถดึงเอาความคิดความเห็นความรู้ ที่เกิดจากความเชัี่ยวชาญเฉพาะของแต่ละคนที่ไปงานนั้นๆ แล้วสามารถหลอมรวมกันเป็นไอเดียนวัตกรรมคุณภาพสูงที่เราสามารถร่วมกันลงทุนได้เพื่ออนาคตที่สร้างสรรค์ได้ ?  ไม่ใช่เป็นการจัดการความรู้แนวระดมสมองคุณภาพต่ำแต่บ้าเคลมแบบที่เราพบเจอกันบ่อยๆ

ข่าวร้ายคือ โดราเอมอนไม่มีเครื่องที่ว่านี้

ข่าวดีคือ ผมพึ่งกลับมาจาก Swiss และได้เข้าร่วมกับกระบวนการที่ทำให้พบว่าเครื่องที่ว่านั้นมีอยู่จริงๆ เดินเครื่องมาสิบกว่าปีแล้ว

ภาพด้านบนคือสิ่งที่เรียกว่า IdeaMachine ซึ่งอธิบายกระบวนการ IdeaFactory ซึ่งมีบริษัทที่ Switzerland ชื่อ BrainStore เป็นผู้คิดขึ้นและเดินเครื่องเปิดบริการจัดกระบวนการสร้างนวัตกรรมจากคนหมู่มาก ซึ่งมีลูกค้ามากมายในหลายลักษณะงาน ตั้งแต่บริษัทอย่าง BMW ไปจนถึงองค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศเช่น Swiss Agency for Development and Cooperation  โลโก้เขาเป็นรูปสมองอย่างเท่ครับ

แนวคิดของเขาก็คือว่าไอเดียต่างๆที่จะนำไปสู่นวัตกรรมที่เยี่ยมยอดนั้นอยู่ในคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆทุกๆคน ไม่ใช่แค่อยู่กับผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษาเท่านั้น  โจทย์จึงเกิดขึ้นว่าจะทำอย่างไรจึงจะสามารถรวบรวมไอเดียต่างๆ คัดกรองและสังเคราะห์ขึ้นเป็นไอเดียสุดยอดเพียงไม่กี่ไอเดียที่มีคุณภาพในเชิงนวัตกรรมที่นำไปใช้จริงให้เกิดผลได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้แนวคิดดังกล่าวจะไม่ใช่เรื่องใหม่ (ผมเคยเขียนแนวทางของอีกบริษัทหนึ่งที่ชื่อ Strategoz ไว้ อ่านได้นี่ที่)

แต่ความพิเศษของเขาคือความเชื่อที่ว่าเราสามารถที่จะจัดกระบวนการดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ  สามารถที่จะสร้างไอเดียคุณภาพดีได้ในเวลาและทรัพยากรที่จำกัด เป็นการสร้างไอเดียในระดับอุตสาหกรรม (Industrial IdeaProduction) คล้ายกับเป็นโรงงานที่มีวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และผลลัพธ์ (input – process – output) ที่สามารถวัดผลได้ ตั้งเป้าได้ และควบคุมได้ในระดับที่ดี

ซึ่งการคิดและจัดการอย่างเป็นระบบระเบียบและสร้างสรรค์ไปพร้อมๆกันนั้นเป็นธรรมชาติของคนสวิสหรืออุตสาหกรรมในสวิสเลยทีเดียวที่สำคัญโรงงานไอเดียนี้ตั้งมาได้ 18 ปีแล้ว สามารถมีลูกค้าและขยายกิจการได้ในระดับที่ดีอีกด้วย

แน่นอนว่าโลกซึ่งนวัตกรรมกลายเป็นปัจจัยหลักแห่งการสร้างความสามารถในการแข่งขันนั้น บริการของBrainStore ย่อมจะเป็นที่ต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ  เป็นการจัดการความรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมโดยคนหมู่มาก


(Idea Sand-box, reception air-port style)

โรงงานนี้มี office ที่น่ารัก น่าสนุก และน่าทำงานมาก  คือมีที่ให้ทำงาน มีที่ให้นั่งคิด มีที่ให้ประชุม ในบรรยากาศสบายๆเต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ แม้แต่ห้องน้ำนอกจากมีสัญลักษณะหญิง ชาย แล้วก็ยังมีสัญลักษณะ Bisexual อีกต่างหาก


(toilet female,male, anythingelse) (Stairs to second floor)

มีระเบียงและพื้นที่โล่งให้ออกไปสูดอากาศคิดไอเดียได้ข้างนอก เรียกว่าเป็นสวรรค์ของคนรุ่นใหม่กันเลยทีเดียว

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นว่ากระบวนการในการสร้างไอเดียนวัตกรรม อย่างมีส่วนร่วมจากคนจำนวนมากๆนั้นทำอย่างไร เราจะมาขยายรูป IdeaMachine ด้านบนให้ชัดขึ้นดังต่อไปนี้


(IdeaMachine)

กระบวนการที่เรียกว่า IdeaMachine นี้จะมีส่วนประกอบย่อยอยู่สี่ส่วนเสมอ คือ การรวบรวมไอเดียในเชิงรุก (IdeaBoosting)  การบีบอัดไอเดีย (Compression) การคัดเลือก (Selection) และการสนับสนุนการใช้ไอเดียให้เกิดผลจริง (Implementation support)

ก่อนที่จะเปิดเครื่องเริ่มกระบวนนั้น จะมีขั้นตอนสำคัญอีกหนึ่งขั้นก็คือการกำหนดเป้าหมายกว้างๆและเงื่อนไขต่างๆของไอเดียที่จะเกิดขึ้น (Idea Conditions & Criteria) เพื่อให้กระบวนการมีเอกภาพและมีจุด focus ไม่หลุดออกไปจนไร้ประโยชน์

เช่นอาจจะกำหนดว่าเป้าหมายคือ 20 ไอเดียที่จะทำให้โลกกลายเป็นโลกของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่รับผิดชอบต่อสังคม  และวางกรอบเงื่อนไขว่าไอเดียนั้นจะต้องเน้นไอเดียที่สามารถขับเคลื่อนภาพรวมในประเด็นดังกล่าวได้ เน้นการระดมและจัดการทรัพยากรในพื้นที่ มุ่งสนับสนุนคนรุ่นใหม่ ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้ได้ และต้องทำได้ภายใน 10 ปีเป็นต้น

1. การรวบรวมไอเดียเชิงรุก (IdeaBoosting)  มีเป้าหมายในการรวบรวมไอเดียหรือแรงบรรดาลใจนับพันที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่เราสนใจอยู่  จากคนที่หลากหลายที่สุด โดยมีเทคนิคที่หลากหลาย เช่น
NetScouting คือไปดูข้อมูลเกี่ยวกับไอเดียที่เกี่ยวข้องจากอินเทอร์เน็ต

TrendScouting คือการนำกระแสสังคมเศรษฐกิจ แฟชั่น ฯลฯ ซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นนั้นๆเพื่อมาเป็นฐานให้คิดไอเดียต่างๆจาก trends ที่เกิดขึ้น

IdeaInterviews คือการสัมภาษณ์คนที่เกี่ยวข้องหรือสนใจเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ โดยเฉพาะคนจากลูกค้าเอง ในหลากหลายรูปแบบตั้งแต่โทรศัพท์จนถึงการนัดเจอจริงๆ  อาจจะตั้งแต่ 30 คนไปจนถึงเป็นร้อยๆคน

ExpertInterviews คือการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในประเด็นนั้นๆ เพื่อให้ได้ความเห็นเชิงวิชาการ และเชิงลึกเป็นหลัก


(Idea boosting)

ซึ่งข้อมูลทั้งหลายทั้งปวงนี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานของกิจกรรมหลักของ IdeaBoosting ที่เราเรียกว่า….CreativeTeam ซึ่งเป็นการรวบรวมคนที่หลากหลายทั้งคนทั่วไปที่สนใจ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ คนรุ่นใหม่ ฯลฯ มารวมกันเพื่อสร้างไอเดียใหม่ๆขึ้นมานับพันๆไอเดียในเวลาไม่นาน

โดยไอเดียที่เกิดขึ้นมักจะเกิดจากการต่อยอดไอเดียหรือข้อมูลพื้นฐานที่ได้อย่างการใช้เครื่องมือที่กล่่าวมาแล้วด้านบน  และไอเดียในขั้นนี้เรียกว่าเป็นไอเดียดิบคือยังไม่สุก ไม่ชัดเจน แต่พอใช้ได้ จะบ้าบอแค่ไหนก็ได้ขอให้อยู่ในกรอบคร่าวๆของ project ซึ่งได้กำหนดเงิื่อนไขกว้างๆมาแล้ว 

2. การบีบอัดไอเดีย (Compression) มีเป้าหมายที่จะบีบอัด คัดกรอง และหลอมรวมไอเดียต่างๆที่ได้จากขั้นแรกเข้าด้วยกัน โดยมี process ย่อยๆดังนี้
IdeaCity
เป็นการจัดแสดง Exhibition ของแรงบรรดาลใจ ไอเดีย และข้อมูลต่างๆที่ได้จากกระบวนการแรก ให้ผู้เข้าชม และจัดกระบวนการคัดเลือก และหลอมรวมไอเดียต่างๆเข้าด้วยกันให้เกิดความชัดเจนและคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆ

ThinkTank  นำเอาผู้เชี่ยวชาญจากสาขาที่เกี่ยวข้องมาประเมินและพัฒนาคุณภาพของไอเดียที่เหลืออยู่จากกระบวนการ IdeaCity โดยเฉพาะการมองว่าไอเดียที่ได้นั้นตรงกับเงื่อนไขที่วางไว้ตั้งแต่ต้นอย่างไร โดยทัวไปก็อาจจะมีไอเดียประมาณ 20 ไอเดียที่เข้าสู่รอบนี้

IdeaDesign นำเอาไอเดียที่คัดเลือกและพัฒนาจาก ThinkTank มาออกแบบให้เป็นภาพเข้าใจง่าย อธิบายให้คนทั่วไปฟังแล้วรู้เรื่องอย่างรวดเร็ว และสามารถใช้ภาพเปรียบเทียบกับไอเดียใกล้เคียงได้อย่างง่ายดาย

3. การเลือกไอเดีย (Selection)เป็นการเลือกไอเดียโดยคนจำนวนมาก เช่นผ่านการจัดสัมมนา หรือการประชุม แล้วมีการนำเสนอไอเดียต่างๆที่ได้ออกมาจากกระบวนการ แล้วให้คนโหวตว่าชอบไม่ชอบอันไหน เท่าใด แล้วรวบรวมผลที่ได้แบบเกือบ Real-time สามารถบอกคนที่เข้าร่วมได้ว่าสรุปแล้วไอเดียไหนที่คนเลือกมาก เลือกน้อยและยังมีการแยกประเภทไอเดียที่เกิดการแบ่งขั้วของผู้เลือกอย่างรุนแรง (polarity) คือเป็นไอเดียที่มีทั้งคนชอบและเกลียดมากเท่าๆกัน

ซึ่งจากประสบการณ์ของ IdeaFactory มักจะเป็นไอเดียที่น่าสนใจและมีโอกาสสูงที่จะเกิดเป็นนวัตกรรมที่สำคัญได้ในอนาคต

4. การสนับสนุนให้เกิดการใช้ไอเดียได้จริง (Implementation support)ในขั้นนี้จะได้มีการรวบรวมคนที่เกี่ยวข้องกับการทำให้เกิดการดำเนินงานตามไอเดียที่มี  แล้วมาช่วยกันทำ Roadmap ว่าควรจะแบ่งกลุ่มหรือควบรวมไอเดียต่างๆอย่างไร แล้วควรจะทำไอเดียอะไรก่อน อะไรหลัง เมื่อไหร่ ใครทำ ใครจะเป็นผู้สนับสนุน


(Road-mapping)

เมื่อได้ Roadmap แล้วก็ยังจะต้องทำงานเพิ่มว่าไอเดียใน Roadmap นั้นจะขายหรือทำให้มีผู้สนใจเอาไปใช้จริงๆได้อย่างไร มีการคิดถึงทั้งความน่าสนใจเชิงเหตุผลและอารมณ์ของไอเดียนั้นๆ เพื่อให้นำไปสู่การปฏิบัติได้จริงโดยมีผู้ปฏิบัติรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม  และสุดท้ายก็มีการทำสรุปว่าแต่ละไอเดียใน Roadmap จะทำอย่างไรในภาคปฏิบัติโดยใครบ้าง  ก็เป็นอันจบกระบวนการ IdeaMachine

หากสนใจเทคนิควิธีการเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องมือต่างๆที่สามารถนำมาใช้ได้ตลอดกระบวนการก็ลองคลิกดูที่นี่ครับ หรือจะอ่านหนังสือของ BrainStore ที่แนะนำกระบวนการไว้โดยละเอียดก็ คลิกที่นี่เลยครับ  


(SDC chairman Walter Fust with our final roadmap)

ผมค่อนข้างประทับใจและเห็นประโยชน์ของกระบวนการดังกล่าวมาก  หัวข้อที่ผมเข้าไปร่วมกับการใช้ IdeaMachine นี้ก็คือเรื่อง The World Of Sustainable Entrepreneurs by 2020  ซึ่งพยายามหาไอเดียที่ดีที่สุดที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการที่ใส่ใจดูแลและแก้ปัญหาสังคมให้ได้ในวงกว้างในระดับโลก  ซึ่งผลที่ได้ออกมาก็ค่อนข้างน่าพอใจ

คือสามารถดึงเอาความสามารถของคนที่เข้าร่วมงาน Global Knowledge Conference 3 นับพันคนให้สามารถเกิดการพัฒนา คัดกรอง และหลอมรวมไอเดียได้อย่างดี  ซึ่งไอเดียก็มีตั้งแต่ของชัวร์เช่นการสร้างตลาดทุนสำหรับผู้ประกอบการพันธู์ใหม่นี้ ไปจนถึงต้องมีเครื่องบินพับได้ (Foldable plane) เพื่อแก้ปัญหา logistics ซึ่งแม้จะเหมือนบ้าแต่ก็มีผู้กำลังพัฒนาอยู่จริง!

ข้อที่น่าสนใจที่สุดก็คือเจ้าของเขาบอกว่าเราเริ่มธุรกิจนี้ตอนอายุ 21 ก็คือ drop จากมหาวิทยาลัยมาทำเลย โดยตอนแรกก็เป็นแนวคิดง่ายๆว่าจะให้คนรุ่นใหม่วัยรุ่นสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างนวัตกรรมของบริษัททั่วๆไปอย่างไร ทำไปทำมาก็กลายเป็นเครื่อง IdeaMachine อย่างที่เล่ามา  ที่ office มีคนรุ่นใหม่ทำงานเป็นหลักรวมๆ 60 คนเห็นจะได้ อายุก็เฉลี่ยไม่น่่าเกิน 22 – 35 แต่ก็มี staff ในระดับ manager ที่มีประสบการณ์มากกว่าช่วยดูแลอีกที

พอประชุมเสร็จแล้ววันรุ่งขึ้นเจ้าของ BrainStore ก็ชวนไปเดินข้ามเขาสูงประมาณ 1600 เมตร ก็ไปกับเขา หิมะหนามาก ด้วยความอ้วนทำให้ผมแทบตาย หมดแรงกันเลยทีเดียว เพราะเดินรวดเดียว 6 ชม.ไม่หยุดเลย


(รูปที่ยอดเขา)

ประชุมจบเราก็เลยตกลงกันว่าจะพยายามนำ process นี้มาลองดูในเมืองไทย อาจจะเป็นเรื่องโลกร้อน web2.0 หรือสุขภาวะ หรืออะไรซักอย่างที่จะมีคนอยากร่วมและมีคนจ่ายตังค์ :)

หวังว่าเรื่องการจัดการความรู้ด้วยเทคนิคใหม่ๆที่เน้นนวัตกรรมแบบนี้จะมีประโยชน์บ้างครับ

สุนิตย์ 8-2-08

Collective Intelligence 101

February 8th, 2008 § 30 comments § permalink

เมื่อวานไปสอนเรื่อง collective intelligence ให้เด็กเห็นว่าโลกของเน็ตกับโลกของธรรมชาติที่เป็น bottom-up self-organization มันเหมือนกันขนาดไหน โจทย์จริงๆคือถ้าคนส่วนใหญ่ไม่ต้องฉลาดมากแต่เมื่อรวมกันเป็นพฤติกรรมฉลาดโคตรนั้นจะทำได้อย่างไรโดยไม่ต้องพึ่งผู้มีบารมีหรือพระสยามเทวาธิราช ?

Load the slides below:

collectiveintelligence101.pdf

คุยกะ Google เรื่อง Gap Minder

January 28th, 2008 § 36 comments § permalink

วันนี้ได้มีโอกาสกินข้าวเย็นคุยกับเก่งและคนทำงานใน google สองคนที่รับผิดชอบภูมิภาคแถวนี้…  เขาดูง่วงกันพอควรเพราะเห็นว่าเครื่องเพิ่ง landed เมื่อสองชั่วโมงที่แล้ว  คุยไปคุยมาหลายเรื่อง.. แต่ที่สนใจที่สุดคือ gap minder ซึ่งก็เป็น tool ใหม่ที่ google เพิ่งไป acquired มา  เป็นเครื่องมือทำ data visualization ที่ interactive เหมาะกับการนำเสนอข้อมูลที่ซับซ้อนมาทำใหเข้าใจง่าย  เช่นอัตราการตายเมื่อเทียบกับการเจริญทางเศรษฐกิจระหว่างหลายประเทศ หรือจังหวัด ซึ่งน่าจะเกิดประโยชน์มากกับการสื่อสารเพื่อให้เกิดผลเชิงนโยบาย   ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไว้ที่ blog เดิมสนใจคลิกอ่านได้ที่นี่เขาว่าตอนนี้ที่ google head office ทางเข้าจะมี gap minder โชว์หราอยู่ คนที่ google ก็เลยรู้เรื่องนี้กันทั่วไป   สิ่งที่น่าสนใจก็คือการนำข้อมูลสำคัญๆ เช่นข้อมูลสุขภาพคนไทยจากกระทรวงสาธารณสุขหรือ สสส. มานำเสนอ แบ่งตามจังหวัด แล้วเอาไปให้ที่ประชุมผู้ว่าดู รับรองว่าเกิดผลสุดๆแน่ เช่นการแข่งขันของแต่ละจังหวัดเรื่องการตายจากเอดส์ หรือแม้แต่ข้อมูลไข้หวัดนก  อย่างไรก็ตามเขาว่าจะ connect ให้เพราะทางทีมที่ทำ gap minder คงอยากได้ dataset จากประเทศกำลังพัฒนาเพื่อเอาไปทดลองดู หวังว่าคงจะได้ทำอะไรเรื่องนี้ในอนาคตอันใกล้เขาว่าสิ่งที่เขาสนใจคือเรื่องของ content ในไทย  ก็เลยชวนเขาว่าหากจะทำ google books / google scholars นั้นเรายินดีจะลองช่วยกันหา partner ที่สนใจในเมืองไทย เพื่อให้ฐานข้อมูลความรู้ งานวิจัย และหนังสือสำคัญๆเข้าถึงได้โดยคนทั่วไป  ซึ่งอย่างไร TRN ก็คงต้องทำอยู่แล้ว  ไม่ว่าจะทำกับใคร แต่หากมี technology partner ที่มีประสบการณ์มาแล้วก็คงจะดี

Barcamp Bangkok ทำไมถึงสำเร็จ?

January 28th, 2008 § 49 comments § permalink

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้แวะไปที่ร้าน Indus ที่จัด BarCamp Bangkok ครั้งแรกในภูมิภาคแถวนี้

ไปก็สบายใจๆเพราะเห็นคนน่าเก่าๆที่คุ้นเคยกันดีเดินไปเดินมา ในฐานะ sponsor เล็กๆรายหนึ่งก็เลยมาดูว่าเป็นไง

จากนั้น Hunt & Joy และ Keng & 1 ก็บอกว่ามีคนมารวมๆกัน 200 คนในงานนี้ มีมาตั้งแต่คนจากอเมริกามางานนี้โดยเฉพาะ

งานนี้มีทั้งคนไทย ฝรั่ง แขก จีน ครบทุกรส  หลักๆก็พูดไทยและอังกฤษ  (อาหารอินเดีย อร่อยมาก)

แนวการจัดก็ง่ายๆ มีห้องสี่ห้าห้อง ใครมาก่อนก็มาลงชื่อกับหัวข้อที่จะพูดและเวลา จากนั้นก็สลับกันพูด ตั้งกะเช้ายันเย็น

เนื้อหามีตั้งแต่สุดยอดเทคนิคไปจนถึงแนวทางการทำหนัง AV  (Geekship as common denominator)

ตลอดงานได้ยินเด็กๆพูดถึงมนุษย์ที่เรารู้จักเช่น อาร์ท กานต์ มาร์ค ลิ่ว กล้า เสมือนหนึ่งว่าเป็นตำนานในวงการใหม่นี้ เลยรู้สึกแอบดีใจไปด้วย

ประมาณว่าหากมีระเบิดเกิดขึ้นในงาน  เว็บ 2.0 จริงๆของไทยก็คงจะหายไปซะงั้น

เลยมานั่งคิดว่าทำไมงานนี้ถึงสำเร็จ เลยสรุปเอาเองว่าประมาณนี้

0. สำคัญสุด มีคนที่อยากเห็นเรื่องนี้เกิดแล้วตั้งใจทำจริงๆๆๆๆ ทีมเก่งหนึ่งฮันท์ ฯลฯ ผมขอซูฮกมาในที่นี้

1. มี ​Brand Barcamp ซึ่งคนในวงการจะรู้จักอยู่บ้าง และอยากให้เกิดในเมืองไทย เมื่อเกิดขึ้นก็เลยมากัน

2. โลกมันแคบ  สุดท้ายคนที่เป็นคนหลักๆที่ทำเว็บ 2.0 ก็เชื่อมโยงกันอยู่แล้ว เป็น Hubs-nodes  เมื่อมีงานก็เลยชวนกันมาง่าย

3. วิธีการจัดงานแบบง่ายๆสบายๆไม่มีพิธีทำให้คนไม่อึดอัด และอยากมาก

4. เมืองไทยไม่ค่อยมีที่ให้พูดเรื่องแบบนี้กันซักเท่าไหร่ เกิด excess demand

5. หลายๆคนรู้จักกันออนไลน์ในชื่อต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่ม bloggers เลยอยากเจอตัวเป็นๆ

6. สถานที่จัดอยู่ในเมือง เดินทางไม่ยากนัก

7. The method whose time has come, similar to Pecha Kucha

คิดต่อไปว่าจากความสำเร็จนี้จะทำอะไรต่อได้บ้าง

1. สร้าง community ของ barcamp bangkok ให้แข็งแรงขึ้นอีกจาก interaction online ที่จะเกิดขึ้น   รวบรวม slide / note / video clips ขึ้นออนไลน์  เพื่อจะได้เป็นจุดเชื่อมโยงชุมชนคน  geek ในเมืองไทย

2. นำแนวทางแบบนี้ไปค่อยๆสร้าง community อื่นๆ เช่นสิ่งแวดล้อม โลกร้อน  CSR Design4Development ฯลฯ พัฒนาทีม organizer /method ให้สามารถขยายไปสร้างชุมชนความสนใจเฉพาะแบบนี้อีกหลายๆชุมชน ซึ่งบ่อยครั้งสมาชิกก็คงจะซ้อนกัน และสามารถใช้สมาชิกจาก barcamp bangkok ขยายฐานออกไปได้

3. ต่อยอดชุมชน barcamp bangkok ไปสู่เรื่องดีๆที่เฉพาะมากขึ้น เช่นจัดงานเล็กประมาณว่า barcamp ตอน Internet solution for better society แล้วประกวดไอเดียหรือสิ่งที่ทำอยู่แล้วเพื่อ attract investor / donors.

สิ่งที่ผมเสียดายก็คือไม่มีโอกาสทำความเข้าใจหรือเห็นไอเดียที่ KaosCapital จะเข้าไปหนุนได้ นอกเหนือจากที่พยายามหนุนอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยก็คงมีคนสงสัยว่าไอ้ KaosCapital ที่อยู่หลักเสื้อมันคืออะไร