ReadCamp: “รักการอ่าน” ในโลก 2.0 ?

 

หลายคนเมื่อได้ยินคำว่า “รักการอ่าน” ก็อาจจะส่ายหัว เบื่อหน่าย แล้วรู้สึกไปว่าเป็นพวกรณรงค์ให้เด็กๆมารักการอ่านแนวกระทรวงฯซึ่งมักไม่ค่อยได้ผลอะไรเท่าใด พวกคนเล่นเว็บหลายๆคนอาจจะรู้สึกต่อต้านด้วยซ้ำเพราะผู้จัดงานและนักวิชาการเกี่ยวกับ “รักการอ่าน” นั้นชอบกล่าวหาว่าอินเทอร์เน็ตทำให้สมาชิกสั้น ทำให้เด็กอ่านหนังสือหนังสือน้อยลง ทำให้ขาดความลึกซึ้งของการอ่านแบบดั้งเดิม

แล้วทางออกที่จะทำให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมา “อ่านๆๆๆ” นั้นจะอยู่ที่ไหน คำถามนี้ดูจะไร้คำตอบ และหายไปในสายลมแห่งเทคโนโลยี

แต่เมื่อวันที่ 29 พศจิกายนที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์ใหม่ของคนรักการอ่าน    เมื่อบรรดาผู้ที่ชื่นชอบการอ่านในโลกออนไลน์ได้รวมตัวกันจัดกิจกรรม “ReadCamp ทุกอย่าง อ่านได้” ขึ้นที่หอศิลป์กรุงเทพฯ  ในงานมีบรรยากาศที่แปลกใหม่พอควรสำหรับวงการนักอ่าน เพราะไม่ได้มีการกำหนดเนื้อหาหรือกำหนดการมาก่อน  ใครอยากมา “อ่าน” อะไรก็เอาหัวข้อที่ตัวเองอยากอ่านให้คนอื่นฟังไปแปะไว้ที่กระจก  แล้วคนมางานคนอื่นๆก็เอาสติกเกอร์กลมๆเล็กๆไปแปะไว้ข้างๆหัวข้อนั้นถือเป็นการโหวต  หัวข้อไหนมีคนโหวตมากก็จะได้รับเชิญไปอยู่ในตารางหน้าห้องที่เตรียมไว้ 3 ห้อง ส่วนคนมาร่วมงานคนไหนอยากฟังเรื่องไหนก็เข้าห้องนั้น ซึ่งเป็นวิธีจัดงานสไตล์ใหม่คล้ายๆงาน BarCamp ในกลุ่มนักเทคโนโลยีสารสนเทศรุ่นใหม่ๆ

หัวข้อการอ่านก็หลากหลาย ไม่ได้มีแค่มาอ่านหนังสือให้ฟังเหมือนงานรักการอ่านทั่วๆไป  เพราะมีคนที่เอาหนังสือพิมพ์มาอ่าน  อ่านการ์ตูน อ่านนิทาน อ่านสติ้กเกอร์ท้ายรถ มาอ่านเว็บไซต์ หรือแม้แต่มาอ่าน twitter (บริการออนไลน์คล้ายๆ MSN)

นอกจากการอ่านสื่อที่หลากหลาย หัวข้อก็ยิ่งหลากหลาย มีตั้งแต่อ่านสามก็กแบบโรแมนติก  อ่าน paper วิชาการอย่างไรให้สนุก ข้อดีข้อเสียของการอ่าน subtitle หนังภาพยนต์   อ่านความคิดจากพฤติกรรม นอกจากนั้นก็ยังมีการแถมวิธีการอ่านหัวใจผู้ชายเจ้า และอื่นๆอีกมากมาย  หัวข้อมากมายเหล่านี้กลายเป็นตลาดเปิดท้ายขายความคิด-ความเห็น-ความรู้ ไปอย่างน่าสนใจ

เรียกว่าสมกับชื่องานที่ว่า “ทุกอย่าง อ่านได้” จริงๆ

งานนี้มีคนมารวมกันราวหนึ่งร้อยคน สลับกันพูด สลับกันอ่าน สลับกันฟัง เป็นกิจกรรมที่เน้นการสร้างความมีส่วนร่วมตั้งแต่ก่อนเริ่มงานจนจบงาน แล้วยังไปบล็อก (blog) กันต่อถึงความประทับใจ เนื้อหา และการสร้างเพื่อนใหม่ๆที่เจอในงานอย่างสนุกสนาน    ผลที่เกิดขึ้นในการที่ผู้คนมาร่วมกันเปิดโลกใหม่ๆจากมุมมองแปลกๆของแต่ละคนผ่านการ “อ่าน” ซึ่งสร้างความสนุกสนาน ประทับใจ และเปิดโลกการเรียนรู้ เมื่อเทียบกับงาน “รักการอ่าน” อื่นๆนั้นจะเห็นได้ว่าต่างกันอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วิธีคิดไปจนถึงกิจกรรมการจัดงาน   แม้งานนี้อาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการณ์หมดงบประมาณเป็นล้าน และไม่ได้มีนักการเมืองหรือผู้ใหญ่ผู้โตมาเปิดงาน  แต่ก็เป็นทางเลือกใหม่ของการส่งเสริมการอ่านในประเทศไทย  หากกระบวนการมีส่วนร่วมแบบนี้ได้รับการขยายผลไปอยู่ในระดับโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือแม้แต่ตามสำนักงานต่างๆ สังคมไทยอาจจะค่อยๆเกิดวัฒนธรรมการอ่านการเรียนรู้ที่สนุกสนานและเต็มไปด้วยเพื่อนดีๆก็เป็นได้

และนี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างที่เกิดขึ้นจากคนกลุ่มเล็กๆที่รวมตัวกันออนไลน์สร้างสรรค์สิ่งดีๆใหม่ๆในโลกแห่งความเป็นจริงของประเทศ  ไม่ต้องเลือกสี ไม่ต้องเลือกข้าง ไม่ต้องพึ่งการเมือง :)

ติดตามเรื่องราว เนื้อหา และกิจกรรมของ ReadCamp ได้ที่ www.readcamp.org  

โอบาม่าปฏิวัติการระดมเงินหาเสียงเลือกตั้ง

Communication Nation เป็น Blog ของเจ้าของ xplane.com ได้ทำภาพสรุปวิธีที่โอมาบ่าใช้อินเทอร์เน็ตและเครือข่ายสังคมออนไลน์ เป็นเครื่องมือหลักในการรณรงค์หาเสียงแทนที่จะใช้แนวทางเข้าคนรวยๆไม่กี่คนเหมือนกับผู้สมัครคนอื่นๆดังเช่นนางฮิลลาลี่ คลินตัน  ซึ่งการใช้เว็บ 2.0 เป็นเครื่องมือในการระดมการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางของประชาชนในการมาช่วยหาเสียงทั้งลงแรง ลงเงิน ลงเพื่อนนี้ทำให้เขาได้รับชัยชนะในการเลือกผู้แทนพรรคเดโมเครตในการลงแข่งในตำแหน่งประธานาธิปดีของสหรัฐในอนาคต

โหลด pdf ได้ที่นี่

หากอยากดูเอามันด้านล่างครับ

โอบามาคลิป

http://youtube.com/watch?v=wKsoXHYICqU

คลินตันคลิป

http://youtube.com/watch?v=xiHhCDphOkk

dotSUB.com เครื่องมือช่วยกันแปลซับไตเติล

เมื่อวานเห็น http://www.twistimage.com ซึ่งเป็นเว็บเกี่ยวกับ Marketing 2.0 ที่ผมตามๆอยู่ post เรื่อง Social Media in Plain English ของ CommonCraft แล้ววันนี้ก็เห็น bact’ mail มาโดยเอามาจาก blog ที่ http://www.rachanont.com/ เลยรู้สึกว่าโอ.. โลกนี้มันเร็วจัง

ที่เยี่ยมกว่านั้นคือ rachanont ได้แนะนำให้ไปช่วยกันแปลคลิปที่ว่าที่ dotSUB.com ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับช่วยกันแปลซับไตเติลสไตล์เว็บ 2.0 คือสามารถอับโหลดหรือ mash-up แล้วมาช่วยกันแปล แล้วเอาไปเผยแพร่ต่อได้  (เช่นที่แปะอยู่ด้านบน) ลองคลิกๆดูก็รู้สึกมันทำได้ใช้ง่ายมาก และมีงานภาษาไทยอยู่บ้างที่มีคนช่วยแปลอยู่บนระบบ

เชื่อว่าเว็บแอบ (web app) นี้ต้องเป็นประโยชน์มากๆในอนาคตแน่ๆ  :)

foosci.com: เว็บ social network ต้านมาลาเรีย

ไปอ่านเว็บรวมข่าวและเนื้อหาด้านวิทยาศาสตร์ของไทย foosci.com เจอบทความสุดยอดครับ อยากให้ web master ไทยคิดอย่างงี้บ้าง และรู้สึกดีที่มีคนไทยอย่าง foosci ที่อุตส่าห์แปลบทความอย่างงี้ให้บนเว็บครับ

เจ้าของ soccer.net คนแรกที่ขายเว็บนี้ให้กับ ESPN ไปในราคา 40 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อตอนอายุ 17 ปีได้เปลี่ยนความสนใจของตัวเองมาสร้างเว็บ social network เพื่อต่อสู้กับมาลาเลียในอาฟริกาซึ่งสามารถนำไปสู่การลงทุนตรงกับนักวิจัยใน Africa ได้

อ่านต่อ http://foosci.com/node/61

6 บทเรียนจาก Mozilla ผู้พัฒนา Firefox!

Mozilla เป็นองค์กรที่เป็นผู้พัฒนา Firefox ซึ่งมีผู้โหลดไปใช้กว่า 500 ล้านครั้ง มีส่วนแบ่งตลาด Browser อยู่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์และเกิดจากการทำตลาดของกลุ่มผู้ใช้เองเป็นหลัก ผมเชื่อว่า Firefox ดีกว่า Internet Explorer ของ Microsoft หลายเท่า แต่ firefox เป็น Open Source ซึ่งมี code ที่เปิดและทุกๆคนสามารถเข้ามาร่วมพัฒนาได้ เป็นสิ่งแรกที่ทำลายการผูกขาดของ Microsoft ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มหัศจรรย์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะในเป้าหมายขององค์กรที่ต้องการจะพลักดันให้อินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่เปิดและเสรี

Mitchell Baker ประธาน Mozilla ได้ไปพูดไว้ที่ Stanford Technology Ventures Program เกี่ยวกับประวัติของ Mozilla project ตั้งแต่สมัยยังอยู่กับ Netscape ไป AOL จนมาถึงปัจจุบัน และได้สรุปบทเรียนสำคัญๆไว้อย่างน่าสนใจ ผมเลยถือโอกาสสรุป (อีกแล้ว) มาตามด้านล่างครับ อาจจะไม่ครบทั้งหมด แต่ก็คงพอใช้ได้ :) (ไม่ใช่รูปคนข้างๆนี้นะครับ รูปข้างๆเป็นผู้ใช้ที่ร่วม campaign spreadfirefox แหะ แหะ)

Download podcast ได้ที่ http://edcorner.stanford.edu/authorMaterialInfo.html?mid=1683

1. Open source project จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีกลุ่มคนที่เกาะติดอย่างต่อเนื่องยาวนาน

เธอบอกว่าเบื้องหลังโครงการ open source ใดๆจะต้องมีคนที่เกาะติดยาวนานเสมอ คนพวกนี้อาจจะเปลี่ยนงานประจำไปเป็นสิบครั้ง แต่ก็ยังร่วมพัฒนา open source project นั้นๆอยู่ คือมีความตั้งใจและติดตามอย่่างต่อเนื่อง การจัดการความสัมพันธ์ของคนในโครงการที่ีมาจากทั่วสารทิศในโลกออนไลน์นั้นจึงสำคัญมากๆว่าทำอย่างไรจึงจะเกิดคนกลุ่มดังกล่่าวขึ้น

2. สร้างให้ผู้ใช้ที่เป็นคนธรรมดาใช้ได้อย่างง่ายได้ประโยชน์ ไม่ใช่สร้างให้ geek ใช้

เธอบอกว่าตอนแรกมีปัญหาว่าสร้างอะไรขึ้นมาก็จะเน้นตามโลกของ geek / engineer / programmer ไปหมด ซึ่งก็ย่อมไม่ “โดน” สำหรับคนทั่วไป แม้แต่หน้าแรกของ firefox เองเดิมก็ออกแนว geek แต่สุดท้ายก็ต้องปรับให้มันง่ายที่สุด ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ที่สุด ต้องไม่ลืมข้อนี้เด็ดขาด

3. ไม่ปฏิเสธการหารายได้

หลายๆคนเข้าใจผิดว่า open source ต้องแปลว่าทำเงินไม่ได้โดยเด็ดขาด แต่จริงๆแล้วหากคุณทำโครงการ open source อย่างจริงจัง เป็นองค์กรขึ้นมาก็ย่อมต้องมีค่าใช้จ่าย จึงจำเป็นต้้องหารายได้ให้ได้ทางใดทางหนึ่ง ซึ่ง mozilla เองก็ได้ผ่าน Firefox (AdSense) แต่ต้องไม่ใช่เป้าหมายหลัก เพราะหากสามารถสร้างสิ่งที่เยี่ยมที่สุดสำหรับผู้ใช้ได้ การสร้างรายได้ก็ย่อมจะทำได้ไม่ยาก
4. เลือกวิธีหารายได้ที่ไม่ทำให้ผู้ใช้หนีไป

สำคัญก็คือต้องไม่สร้างรายได้ด้วยอะไรที่จะทำให้ผู้ใช้เบื่อ รำคาญ หรือเป็นการไม่เหมาะสม เช่นการขายพื้นที่จุดนั้นจุดนี้ หรือขาย bookmark บน firefox ซึ่งย่อมขายง่าย ได้เงินเยอะ แต่อาจจะนำไปสู่ความรู้สึกที่ไม่พอใจของผู้ใช้ได้ในที่สุด

5. ให้สิทธิในการตัดสินใจกับกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาจากภายนอก (Delegate authorities) แล้วพวกเขาจะลงทุนด้วยเวลาและกำลังอย่างเต็มที่

หากต้องการการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่จากคนภายนอก จะต้องให้สิทธิในการตัดสินใจในประเด็นต่างๆกับผู้นำของชุมชนนั้นๆเป็นส่วนๆ (modular authorities) ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่เช่นนั้นก็ย่อมไม่มีใครรู้สึกว่าอยากจะทุ่มเทกับโครงการ

6. ทำการตลาดด้วยหลักการ open source

หลักการเดียวของการพัฒนา software แบบ open source ก็เอามาใช้กับการทำการตลาดได้ ก็คือชักชวนขยายชุมชนที่อยากจะมาร่วมกันทำตลาดให้โครงการ โดยมีการให้สิทธิในการตัดสินใจ สิทธิในการพูด และเครื่องมือ เอกสาร พื้นฐานที่จำเป็น เช่น campaign บนอินเทอร์เน็ตอย่าง spreadfirefox.com ซึ่งผู้ใช้สร้างเครื่องมือพื้นฐานและพื้นที่ซึ่งให้ผู้ใช้คนอื่นๆสามารถไปชักชวนคนอื่นมาใช้ firefox กันได้อย่างเป็นระบบและขยายตัวเสมือนเป็นไวรัส

และ ในกรณีโฆษณา Firefox ใน New York Times ที่มีผู้ใช้หลายพันคนมาช่วยกันลงแขกซื้อ Ad แล้วก็มีรายชื่อพวกเขาอยู่ใน Ad เลย

ถอดรหัสสร้างนวัตกรรมสไตล์ Google

นิตยสาร Harvard Business Review ฉบับ April 08 มีบทความที่ชื่อ Reverse Engineering Google’s Innovation Machine ผมก็เลยคิดว่าเอามาสรุปให้เพื่อนๆที่สนใจเรื่องนวัตกรรม และการสร้างธุรกิจแบบใหม่ๆ โดยเฉพาะในหมู่นักประกอบการทางสังคมรุ่นใหม่และ TRN ซึ่งร่วมหัวจมท้ายด้วยอยู่ก็น่าจะมีประโยชน์บ้าง

ผู้เขียนบทความนี้คือ Bala lyer และ Thomas H. Daveport ซึ่งพยายามเลือกแนวการจัดการนวัตกรรมสำคัญๆของ google บางส่วนที่ธุรกิจหรือหน่วยงานอื่นๆน่าจะนำไปประยุกต์ได้ ซึ่งก็ประกอบไปด้วย

1. การจัดการด้วยความใจเย็นอย่างมียุทธศาสตร์ (Strategic patience)

เป็นการยอมที่จะพัฒนาธุรกิจใหม่ๆโดยไม่ผูกกับผลสำเร็จระยะสั้นมากเกินไป แต่อดทนรออย่างใจเย็นในการสร้างนวัตกรรมที่หลากหลายซึ่งมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์กับองค์กร ซึ่งจะเกิดผลได้ในระยะกลางหรือยาว  ในกรณีของ google ก็คือการเปิดบริการหรือ product ใหม่ๆตลอดเวลาจาก google labs

CEO ของ google ที่ชื่อ Eric Schmidt เองก็เคยกล่าวว่าจะต้องสร้างตลาดของบริการที่มีคนใช้มากๆๆอย่างยั่งยืนก่อน จากนั้นย่อมจะสามารถหาวิธีฉลาดๆในการทำเงินจากบริการนั้นๆได้อย่างแน่นอน

แต่เราก็ต้องระลึกว่าที่ google สามารถอดทนรอได้ในลักษณะนี้ ก็ย่อมเป็นเพราะรายได้มหาศาลจากการลงโฆษณานั้นมีมากพอที่จะทดแทนรายจ่ายที่เสียไปกับการพัฒนาบริการใหม่ๆนี้

สิ่งที่ทำให้การจัดการในลักษณะนี้ของ google นั้นสำเร็จก็คือการที่บริการต่างๆที่เพิ่มขึ้นมานั้นเป็นการขยายขอบเขตบริการแต่อยู่ในภารกิจหลักของ google ในการที่จะจัดการข้อมูลสารสนเทศของโลกให้สามารถเข้าถึงได้อย่างเสมอภาคและมีประโยชน์  และ google ยังใส่ใจกับการพัฒนารายละเอียดของบริการใหม่ๆเหล่านี้อย่า่งต่อเนื่องอีกด้วย

2. การวางและใช้ระบบทรัพยากรพื้นฐานที่มีเพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆได้อย่างคุ้มค่าที่สุด (Exploit an infrastructure “built to build”

Google ทุ่มเทไปกับการสร้างระบบทรัพยากรพื้นฐานในทางเทคโนโลยีเพื่อให้เป็นพื้นที่ในการสร้างงานใหม่ๆที่สามารถขยายตัวได้ (scalable) ผ่านทั้ง hardware และ software ที่เพียบพร้อมสำหรับนักพัฒนาโปรแกรม

ระบบยังเร่งกระบวนช่วงชีิวิตของการพัฒนาบริการ (accelerated product-development life cycle) ให้รวดเร็วขึ้น   โดยเมื่อนักพัฒนาสร้างต้นแบบของโปรแกรมบริการใหม่ๆ และเริ่มเกิดความสนใจในหมู่ผู้ใช้ก็สามารถปล่อยของมาเป็นขั้น beta ให้ผู้ใช้ที่หัวก้าวหน้าใช้ทดสอบก่อน

ซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์พิเศษระหว่างนักพัฒนาและผู้ใช้ จนทำให้การทดสอบบริการใหม่และการทำการตลาดแทบจะแยกกันไม่ออก เพราะผู้ใช้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาบริการใหม่ๆที่ร่วมสร้างสรรค์กำหนดพัฒนาการของบริการนั้นๆอีกด้วย

และยังสนับสนุนให้มีพันธมิตรมาร่วมพัฒนาและเชื่อมโยง (third-party development & masups) อีกด้วย โดยให้บริการต่างๆของ google เป็นมาตรฐานเปิด ซึ่งนักพัฒนาข้างนอกสามารถดึงมาร่วมใช้ในระบบของตนเองได้อย่างสะดวกและอิสระเสรี

ซึ่งทำให้บริการหลายๆอย่่างของ googleได้รับการนำไปใช้อย่างขว้างขวางในหมู่นักพัฒนาที่สร้างบริการใหม่ๆของตนเองอยู่นอกเหนือ google เอง ซึ่งพัฒนาอยู่บน platform หรือระบบพื้นที่ของ google และนักพัฒนาภายนอกเหล่านี้ก็ย่อมให้ feedback ที่สำคัญและต่อเนื่องกับ google ในการพัฒนาบริการต่างๆอีกด้วย

3. การครองระบบนิเวศของตัวเองและการใช้การควบคุมเชิงระบบ

Google ทำหน้าที่เป็นหินหลัก (key stone) ซึ่งเชื่อมโยงส่วนอื่นๆไว้ด้วยกัน เนื่องจากบริการต่างๆของนัักพัฒนาภายนอก ธุรกิจภายนอก การลงโฆษณา และการใช้งานของผู้ใช้นั้นล้วนเกิดขึ้นในระบบนิเวศที่ google สร้างขึ้นและตัวเองอยู่ตรงกลางทั้งสิ้น   google ย่อมจะมีข้อมูลอย่างชัดเจนว่าส่วนไหนในระบบนิเวศนี้ซึ่งประสบผลสำเร็จ ล้มเหลว หรือมีความน่าสนใจอย่างไร

สถานะการเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายเชิงนิเวศนี้ จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญทีึ่หน่วยงานหรือองค์กรต่างๆจะสามารถศึกษาและเรียนรู้ได้ โดยเฉพาะการสร้างระบบพื้นที่ให้หุ้นส่วนหรือหน่วยต่างๆมามีปฏิสัมพันธ์กันซึ่งจะสามารถพัฒนาขยายผลต่อยอดได้ในทางยุทธศาสตร์และธุรกิจ

และสถานะการเป็นศูนย์กลางนี้เองจึงทำให้ google สามารถที่จะควบคุมเชิงระบบโดยการเลือกที่จะเปิดหรือจัดการกับระบบนิเวศของตนให้ใครหรือไม่ก็ได้ในกรณีที่ partner นั้นๆจะส่งผลร้ายให้กับเครือข่าย หรือตัวของ google เอง

4. การผสานนวัตกรรมเข้าไปในการออกแบบองค์กร (build innovation into organizational design)

 วางเวลาเพื่อนวัตกรรมเข้าไปในใบลักษณะงาน (job description) เช่นการให้พนักงานใช้ 20% ในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆในเชิงเทคนิคที่เขาสนใจหรือเลือกเอง  ซึ่งไม่ใช่แค่การอนุญาตให้คิดอะไรใหม่ๆในเวลาว่างๆ แต่สร้างวัฒนธรรมที่พนักงานจะต้องพยายามหาเวลาเพื่อไปสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆในเวลา 20%  ซึ่งผลงานนั้นจะมีผลต่อการวัดผลประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานอย่างชัดเจน

ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกไปให้หมด เพื่อให้สามารถพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ

สร้างรสนิยมแห่งความล้มแล้วลุกและความสับสนอลม่าน (chaos)   ทำให้เกิดวัฒนธรรมที่จะทดลองอะไรได้อย่างไม่ต้องกลัวความล้มเหลว ถ้าจะล้มก็รีบล้มให้เร็วที่สุด เรียนรู้จากประสบการณ์นั้นๆแล้วก้าวต่อไปอย่างรวดเร็ว Larry Page ผู้ก่อตั้ง google กล่าวว่าเขาต้องการที่จะบริหารองค์กรที่เคลื่อนที่เร็วและมากเกินไป ไม่ใช่ขี้ระวังและไม่ค่อยทำอะไร  ถ้าเราไม่มีความผิดผลาดล้มเหลวเลยก็หมายความว่าเรายังไม่รับความเสี่ยงเท่าที่ควร

5. สนับสนุนแรงบรรดาลใจและนวัตกรรมใหม่ๆด้วยข้อมูลที่ชัดเจน

google ใช้ข้อมูลอย่างเต็มที่ในการสนับสนุนไอเดียใหม่ๆที่พวกเขาทดลอง  โดยเฉพาะเมื่อไอเดียจะต้องพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆแล้วจำเป็นต้องให้ทีมบริหารดูเพื่อให้รับทราบ และจัดสรรทรัพยากรนั้นจะต้องมีการสนับสนุนด้วยข้อมูลที่แข็งแรงเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ของผู้ใช้ในบริการหรือนวัตกรรมนั้นๆ หรืออาจจะข้อมูลในลักษณะอื่นๆเช่นแนวโน้มต่างๆ

หรือการใช้ตลาดการทำนาย (prediction market) ซึ่งให้คนในองค์กรมาร่วมกันทำนายผลของนวัตกรรมต่างๆผ่านกลไกคล้ายๆตลาดหุ้นจำลอง  โดยดูว่าผู้เชีี่ยวชาญต่างๆในองค์กรจะสังเคราะห์ความเห็นในแต่ละเรื่องอย่างไร

นอกจากนั้นยังมีกลไกที่ให้พนักงานสามารถ email ไอเดียบริการใหม่ๆ หรือวิธีปรับปรุงบริการเดิมไปยังตู้เสนอข้อคิดเห็นออนไลน์และพนักงานทั้งหมดสามารถให้ความเห็นหรือให้คะแนนไอเดียต่างๆเหล่านั้ันได้อย่างเสรี

6. การสร้างวัฒนธรรมแห่งการสร้างสรรค์ส่ิงใหม่ๆ

Google มุ่งที่จะกระตุ้นให้พนักงานมีความสนใจที่หลากหลายในด้านความรู้ วิชาการ และประเด็นต่างๆ เช่นผ่านการจัด Tech talk หรือ Authors @ google ซึ่งเชิญนักเขียนและผู้เชี่ยวชาญดังๆในแต่ละด้านที่หลากหลายมาพูดตั้งแต่เรื่องเทคนิค การพัฒนาอย่างยั่งยืน ไปจนถึงการทำอาหาร อย่างต่อเนื่องและมีการบันทึกไปจนถึงการกระจายผ่าน youtube

Google แสดงให้เห็นอย่างชััดเจนว่าทรัพยากรบุคคลสำคัญที่สุดและควรจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เห็นได้จากการออกแบบ office ที่ใกล้ชิดกันเพื่อการสื่อสารที่ดีขึ้น  การประชุมกลุ่มใหญ่ทุกวันศุกร์พร้อมๆกับแจกเบียร์  และการสัมภาษณ์อย่างเอาจริงเอาจังหลายๆรอบซึ่งพนักงานจะต้องเข้าร่วมด้วย

แน่นอนว่า Google มีความคาดหวังที่จะให้คนทำงานหนัก และมีระบบการประเมินผลพนักงานที่ครอบคลุมรอบด้านของผลงานและพฤติกรรมของพนักงานคนนั้นๆซึ่งปรับปรุงอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

สุดท้ายนี้ผมเชื่ออย่างมากว่าบทเรียนอย่าง google แทบทุกข้อนั้นสามารถประยุกต์เข้ากับ startup หรือองค์กรเริ่มใหม่ได้อย่างเหมาะสม และต้องคิดให้ทะลุ  โดยเฉพาะเกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง การสร้างระบบพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่ขยายผลได้  การสร้างระบบนิเวศที่มีตนเองเป็นศูนย์กลางสำคัญจุดหนึ่ง การผสมผสานนวัตกรรมเข้าในกระบวนการทำงาน และการใช้ข้อมูลอย่างเต็มที่เป็นระบบในการสนับสนุนการทำงาน

ผมคิดอีกอย่่างว่าจริงๆประเด็นเหล่านี้แม้แต่ละองค์กรไม่มีทรัพยากรที่จะทำได้อย่างเพียงพอด้วยตัวเอง แต่หากร่วมกันแล้วพัฒนาระบบนิเวศร่วมกัน มีการแบ่งปัน share ทรัพยากร ในขณะที่แต่ละคนก็สร้าง niches ที่ซ้อนกันตามความถนัดที่สามารถเกื้อกูลกันได้  บางทีเราอาจจะสามารถสร้างสภาพแวดล้อมของชุมชนแบบ google แต่เป็น open systems / distributed google-like eco-systems model ที่ไม่ได้มีใครเป็นเจ้าของแบบรวมศูนย์ก็ได้  ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเชื่อและพยายามชัดชวนคนมาทำอยู่ ถ้าใครมีไอเดียอะไร ก็น่าจะลองมาคุยๆและร่วมกันทำนะครับ

สุนิตย์

Wish-list ระบบนิเวศเน็ตไทยเพื่อปฏิวัติความรู้

ช่วงนี้ TRN กำลังคิดวางแผนว่าปีนี้จะมีแนวทางการหนุนเสริมเรื่องการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการแสวงหาและพัฒนาความรู้ที่หลากหลายอย่างไร  อยากชวนคนอื่นคิดด้วยว่าปีนี้เราอยากให้เกิดอะไรขึ้นบ้างในโลกออนไลน์ไทย เบื้องต้นที่ TRN ได้แนวๆคร่าวๆ แบ่งเป็น Ecosystem layers คล้ายๆในหนังสือ the wealth of networks ดังนี้

Physical layer

  • Alternative Public Wifi Network ก็เริ่มมีแนวคิดอย่าง FON ที่น่าจะเริ่มกันได้เลย
  • พยายามให้อะไรคล้ายๆ One Laptop Per Child หรือคล้ายๆกันของ Intel ให้เกิดขึ้นใช้จริงในโรงเรียนไทย
  • Thai Resilient Internet Plan มาช่วยกันวางแผนว่าทำอย่างไรเน็ตไทยถึงจะมีความต้านทาน หรือ resilient กับการแทรกแซงของอำนาจเผด็จการทุกชนิด  เช่นมาดูว่าต้องใช้ท่อไหนต่อไปไหนหากมีกรณีการปฏิวัติในอนาคตและคราวนี้เขาจะปิดเน็ต

Meta layer

  • หนุน Thai Wikipedia และชุมชนแลกเปลี่ยนความรู้อื่นๆเช่น วิชาการ.com หรือ gotoknow.org
  • Aggregator engine คล้ายๆ answers.com
  • Thai Technorati เพื่อเชื่อมโยง จัดการ และกระจายfeed ต่างๆจากทั่วประเทศ + Public Ping Server
  • Creative Commons Thai Porting  & Promotion เพื่อเสริมเรื่องลิขสิทธิ์การแลกเปลี่ยนของกันออนไลน์ ตอนนี้ธรรมนิติทำจะเสร็จแล้ว จะมาช่วยกัน promote อย่างไรดี
  • Thai OpenID ใช้ username/password share กัน อันนี้ mk เคยเสนอไว้
  • OpenCare ผลักดันให้เป็นระบบกลางภาคประชาชนในการเชื่อมโยงและจัดการข้อมูลเกี่ยวกับภาวะวิกฤต

Content layer

  • Thai bloggers – new media directory & online portal  เชื่อมโยงเครือข่าย blogger ไทยให้หากันเจอ และให้คนภายนอกหางานเขียน หรือ video podcast ดีๆเจอ
  • Thai Open Base ฐานความรู้เปิดที่ให้ทุกคน up file ที่เกี่ยวข้องกับความรู้อะไรรูปแบบไหนก็ได้เป็น open knowledge repository
  • ผลักดัน Open Courseware ในเมืองไทยให้เกิดตัวอย่างจริงๆจังๆทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและโรงเรียน
  • Open creative media repository ที่ใช้ creative commons คล้ายๆ fuse.in.th ให้มีมากขึ้นๆ
  • Thai TED Talk เป็นที่รวมวิดิโอของคนสุดยอดหรืออะไรที่น่าสนใจมากๆออนไลน์ที่เกี่ยวกับเมืองไทยหรือคนไทยควรจะรู้
  • ระบบข้อมูลทางการเมืองที่เปิดใช้ประชาชนเข้าถึงได้ เข้าใจง่าย และมีส่วนร่วมได้ เช่น politicalbase.in.th
  • ทำสรุปconcept สำคัญๆ เช่น  long-tail, wikinomics, massive collaboration ฯลฯ ให้คนทั่วไปเข้าใจได้ทั้งเป็นหนังสือและ online

Social movement support layer

  • พยายามจัดตั้งอะไรคล้ายๆ Electronic Frontier Foundation ในเมืองไทย เพื่อหนุนเสริมและปกป้องโลกออนไลน์ของไทยให้มีเสรีภาพบนฐานความรับผิดชอบ  มีการดูแลต่างๆเช่นกรณี blogger ถูกฟ้อง
  • จัดตั้ง Micro Social Venture Capital ที่ลงทุนด้านต่างๆที่กล่าวมากับองค์กรที่ทำประโยชน์ให้สังคมแต่สร้างรายได้อยู่ได้ด้วยตัวเอง
  • ผลักดันให้เกิดเครือข่าย citizen journalism ของแท้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว สามารถกลายเป็น alternative media platform แทนสื่อกระแสหลักได้บ้าง   บางส่วนอาจจะทำให้อยู่ได้เลยคล้ายๆ nowpublic.com
  • หนุนให้เกิดการเจอกันของคนในวงการเว็บใหม่ๆ เช่น YouFEST และ BarCamp

ขอความเห็นหน่อยนะครับ