Information Design to change the world!
การออกแบบเพื่อนำเสนอข้อมูลอย่างสร้างสรรค์ เรื่องเล็กๆที่อาจเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง
ปัญหาหลักของทุกวงการในยุคนี้นอกจากเรื่องเศรษฐกิจถดถอยแล้วก็คือเรื่องข้อมูลทะลัก ด้วยความรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศและเทคนิควิธีการค้นหาข้อมูลต่างๆทำให้ข้อมูลเต็มไปหมด ปัญหาใหญ่ก็คือการที่จะจัดการข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่จะสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้รู้เรื่อง บางทีภาษาชาวบ้านจะเรียกว่าการย่อยข้อมูล
ภาคธุรกิจเองก็เริ่มมีตัวช่วยใหม่ๆจะกลุ่มนักออกแบบที่สามารถนำข้อมูลสถิติมหาศาลมาจัดระบบให้เข้าใจง่ายแล้วใช้ภาพหรืออนิเมชั่นมาช่วยในการสื่อสารให้ตรงใจกับกลุ่มเป้าหมาย วิธีการนำเสนอข้อมูลด้วยภาพในลักษณะนี้ภาษาอังกฤษเรียกว่า Information Visualization ซึ่งกำลังเป็นหนึ่งในกระแสการออกแบบที่ฮ๊อตที่สุด ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านห่างไกลหรือผู้บริหารระดับสูงก็ล้วนต้องการรูปแบบการนำเสนอข้อมูลที่เข้าใจง่ายๆสั้นๆนำไปสู่การตัดสินได้ทั้งนั้น
คราวนี้ภาคสังคมที่มีข้อมูลมหาศาลไม่ว่าจะเป็นข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลเศรษฐกิจ ข้อมูลความยากจน ข้อมูลการเมือง ข้อมูลงบประมาณ ฯลฯ ข้อมูลที่ล้นทะลักเหล่านี้หากไม่ได้รับการนำมาจัดรูปแบบที่เหมาะสมนั้นย่อมจะก่อให้เกิดปัญหาได้ เช่นไม่สามารถตัดสินใจจากข้อมูลได้เพราะข้อมูลเยอะแยะซับซ้อนเกิน หรือบางทีความสัมพันธ์บางอย่างที่มีอยู่ชัดๆในข้อมูลงบประมาณของชาติก็ไม่สามารถมองเห็นได้ เพราะตัวเลขเยอะแยะไปหมด ไม่รู้ว่าอะไรสำคัญ ไม่สำคัญ ไม่เข้าใจว่าจะสรุปเรื่องนั้นๆอย่างไร
แต่เริ่มมีนักออกแบบหลายกลุ่มทั่วโลกเริ่มมาจับงาน Information Visualization เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบมากขึ้น จนนำไปสู่การที่คนในสังคมจะสามารถเข้าใจประเด็นยากๆได้ง่ายขึ้น หรือผู้บริหารก็สามารถตัดสินใจต่างๆได้ง่ายขึ้นจากการออกแบบการนำเสนอข้อมูลที่ดีขึ้น

ตัวอย่างมีมากมาย เช่น นาย ฮัน โรสลิ่ง นักวิชาการจากสวีเดนได้สร้างระบบการนำเสนอภาพเคลื่อนไหวจากข้อมูลสถิติสำคัญๆด้านสุขภาพอัตโนมัติ (www.gapminder.org) ซึ่งทำให้คนทั่วไปและผู้บริหารองค์กรสำคัญๆของโลกเห็นความสัมพันธ์ที่ซ่อนอยู่ในข้อมูลอย่างชัดเจน เช่นการเปรียบเทียบการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกับสุขภาพที่ดีขึ้นในประเทศนับสิบประเทศโดยใช้อนิเมชั่นง่ายๆ ให้ผู้ชมสามารถเลือกดูความสัมพันธ์ของข้อมูลต่างๆได้เองและสร้างอนิเมชั่นได้อย่างอัตโนมัติ จนทำให้ประเด็นดังกล่าวเป็นที่สนใจไปทั่วโลก เกิดข้อถกเถียงอย่างสร้างสรรค์เกี่ยวกับช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคมที่อนิเมชั่นนั้นได้แสดงไว้อย่างกว้างขวาง
นอกจากนั้นยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำรูปที่แสดงเปรียบเทียบการหาเสียงและการระดมความมีส่วนร่วมของประชาชนระหว่างนายบารัค โอบามา และนายจอน เมคเคน ว่าแตกต่างกันอย่างไร โครงสร้างการระดมทุนต่างกันอย่างไร จนเห็นได้ชัดว่านายโอบามาแม้จะระดมเงินหาเสียงได้มหาศาลแต่ส่วนใหญ่แล้วมาจากเกินก้อนเล็กๆคนละไม่กี่สิบเหรียญของคนจำนวนมหาศาล เมื่อเทียบกับนายจอนเมคเคนที่เงินหาเสียงเป็นลักษณะดั้งเดิม คือมาจากคนรวยๆเป็นหลัก ซึ่งเป็นภาพที่ให้นัยยะสำคัญต่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอเมริกันอย่างมาก

(link-to-bigger-file)
ในประเทศไทยเองก็เริ่มมีการออกแบบรูปจากข้อมูลที่สำคัญกับสังคมเช่นเดียวกัน เช่นตัวอย่างของกลุ่ม Siam Intelligence Unit ซึ่งนำเอาข้อมูลงบประมาณปี 52 นี้มาออกแบบเป็นภาพ ใช้ขนาดของวงกลมแสดงขนาดของงบประมาณของกระทรวงและหน่วยงานต่างๆของรัฐบาลได้อย่างน่าสนใจ ผู้ที่เห็นภาพนี้ย่อมสามารถค้นหาความสัมพันธ์ของงบประมาณกับสิ่งต่างๆที่ตนเองสนใจได้อย่างตื่นเต้น
การออกแบบภาพจากข้อมูลนั้นจึงจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากขึ้นเรื่อยๆในอนาคต นักออกแบบรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสังคมสามารถที่จะเอาเครื่องมือนี้มาใช้เพื่อทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจในเรื่องสำคัญๆต่างๆได้ง่ายขึ้น บางทีจุดเล็กๆเช่นนี้อาจเปลี่ยนแปลงทุกอย่างก็เป็นได
วันนี้ได้มีโอกาสกินข้าวเย็นคุยกับเก่งและคนทำงานใน google สองคนที่รับผิดชอบภูมิภาคแถวนี้… เขาดูง่วงกันพอควรเพราะเห็นว่าเครื่องเพิ่ง landed เมื่อสองชั่วโมงที่แล้ว คุยไปคุยมาหลายเรื่อง.. แต่ที่สนใจที่สุดคือ gap minder ซึ่งก็เป็น tool ใหม่ที่ google เพิ่งไป acquired มา เป็นเครื่องมือทำ data visualization ที่ interactive เหมาะกับการนำเสนอข้อมูลที่ซับซ้อนมาทำใหเข้าใจง่าย เช่นอัตราการตายเมื่อเทียบกับการเจริญทางเศรษฐกิจระหว่างหลายประเทศ หรือจังหวัด ซึ่งน่าจะเกิดประโยชน์มากกับการสื่อสารเพื่อให้เกิดผลเชิงนโยบาย ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไว้ที่ blog เดิมสนใจคลิกอ่านได้ที่นี่เขาว่าตอนนี้ที่ google head office ทางเข้าจะมี gap minder โชว์หราอยู่ คนที่ google ก็เลยรู้เรื่องนี้กันทั่วไป สิ่งที่น่าสนใจก็คือการนำข้อมูลสำคัญๆ เช่นข้อมูลสุขภาพคนไทยจากกระทรวงสาธารณสุขหรือ สสส. มานำเสนอ แบ่งตามจังหวัด แล้วเอาไปให้ที่ประชุมผู้ว่าดู รับรองว่าเกิดผลสุดๆแน่ เช่นการแข่งขันของแต่ละจังหวัดเรื่องการตายจากเอดส์ หรือแม้แต่ข้อมูลไข้หวัดนก อย่างไรก็ตามเขาว่าจะ connect ให้เพราะทางทีมที่ทำ gap minder คงอยากได้ dataset จากประเทศกำลังพัฒนาเพื่อเอาไปทดลองดู หวังว่าคงจะได้ทำอะไรเรื่องนี้ในอนาคตอันใกล้เขาว่าสิ่งที่เขาสนใจคือเรื่องของ content ในไทย ก็เลยชวนเขาว่าหากจะทำ google books / google scholars นั้นเรายินดีจะลองช่วยกันหา partner ที่สนใจในเมืองไทย เพื่อให้ฐานข้อมูลความรู้ งานวิจัย และหนังสือสำคัญๆเข้าถึงได้โดยคนทั่วไป ซึ่งอย่างไร TRN ก็คงต้องทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะทำกับใคร แต่หากมี technology partner ที่มีประสบการณ์มาแล้วก็คงจะดี