January 17th, 2009 §

เมื่อคนรุ่นใหม่จะเปลี่ยนโลกด้่วยสื่อสร้างสรรค์ จะเริ่มต้นอย่างไร?
ในช่วงเศรษฐกิจที่แย่ทั้งโลกนี้ หลายๆคนที่เพิ่งจะเรียนจบ หรือคนที่กำลังเริ่มทำงานในวงการผลิตสื่อก็คงจะกุมขมับ เพราะนอกจากงานจะหายากแล้ว ลูกค้าอาจจะหายากกว่าเสียอีก บริษัทต่างๆในวงการโฆษณา วงการนิตยสาร หรือแม้แต่วงการอนิเมชั่นก็ต่างเริ่มได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่กำลังถดถอย
นิตยสาร Fuse ได้พยายามเค้นหาและนำเสนอต้นแบบ แนวคิด วิธีการ กรณีตัวอย่าง ทั้งจากไทยและต่างประเทศมาตลอด ที่ล้วนแสดงให้เห็นว่านอกจากงานในวงการสื่อกระแสหลักแล้ว จริงๆผู้ที่มีความสนใจที่จะใช้ความสามารถด้านสื่อสร้างสรรค์แนวใหม่ๆมาใช้เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมก็ยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างองค์กรคนรุ่นใหม่ที่ใช้ความสามารถในการสร้างสื่อมาช่วย NGO ในประเทศฟิลิปปิินส์ ในประเทศไทยก็มีตัวอย่างหลากหลาย ตั้งแต่กลุ่มสร้างคลิปวิดิโอ/ทำทีวีออนไลน์เพื่อสังคม หรือแม้แต่กลุ่มทำเกมส์คอมพิวเตอร์เพื่อสังคม ที่ล้วนเคยนำเสนอมาแล้วใน Fuse เล่มก่อนๆ
สรุปพอได้ว่าทำงานเพื่อสังคม ไม่เห็นต้องกินแกลบ
กิจการสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคมที่สร้างโดยคนรุ่นใหม่เหล่านี้เป็นอีกทางออกหนึ่งสำหรับการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เป็นกระแสที่เกิดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่เกาะอังกฤษไปจนถึงทวีปอาฟริกา โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจย่ิงจะเป็นโอกาสสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากสร้างกิจการสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม/สิ่งแวดล้อม เพราะสองเหตุผลสำคัญ
เหตุผลแรก วิกฤตเศรษฐกิจมักจะนำมาซึ่งวิกฤตอื่นๆทางสังคมอีกมหาศาล ซึ่งจะทำให้เกิดความต้องการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน หรือแม้แต่องค์กรระหว่างประเทศในการที่จะต้องคิดหาวิธีการสื่อสารใหม่ๆกับประชาชนเพื่อที่จะร่วมแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น
แต่องค์กรเหล่านี้ขาดวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจมากพอ ไม่คุ้นในการใช้สื่อใหม่ๆเช่นสื่อผสมบนเว็บไซต์ หรือแม้แต่สื่อการแสดงละคร/การแสดงการเต้นร่วมสมัยที่สะท้อนประเด็นทางสังคมในมุมมองที่แตกต่างออกไป ที่สำคัญองค์กรเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้มีงบประมาณมากพอที่จะไปจ้างบริษัทโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่แพงลิบ
คนรุ่นใหม่ที่มีใจอยากช่วยสังคมและสามารถนำเสนอประเด็นทางสังคมใหม่ด้วยเครื่องมือและมุมมองที่ใหม่และโดนใจคนผู้คนในยุคใหม่ จึงมีแต้มต่อที่จะเข้าไปคุยกับหน่วยงานเหล่านี้ เพื่อไปช่วยทำสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคมโดยมีค่าตอบแทนพอสมควร อาจจะไม่ถึงกับรวยแต่ก็พออยู่ได้
เหตุผลที่สองก็คือในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเหล่านี้ บริษัทจำนวนมากจะชลอการจ้างงานใหม่ หรืออาจจะปลดพนักงานออกด้วยซ้ำ ผู้คนเหล่านี้ย่อมมีคนที่สนใจประเด็นสังคมและมีฝีมืออยู่บ้าง การค้นหาและชักชวนคนมีฝือมือมาร่วมสร้างกิจการใหม่เพื่อสังคมจึงมักจะทำได้ง่ายกว่าช่วงเศรษฐกิจกำลังดี เพราะคนเหล่านี้จะถูกบริษัทต่างๆแย่งตัวไปหมด
หรือแม้แต่บางคนที่อยากทำงานเพื่อสังคมแต่พ่อแม่และครอบครัวอาจจะไม่ยอมเพราะต้องการให้เข้าบริษัทที่มั่นคง แต่ในช่วงที่บริษัทไม่มีการจ้างงานมากนัก คนเหล่านี้จึงพอจะอธิบายครอบครัวได้ง่ายขึ้นในการมาเข้าร่วมกิจการเพื่อสังคม นอกจากนั้น ค่าเช่าออฟฟิสในช่วงนี้ก็มักจะไม่แพงเกินไปอีกด้วย
ที่สำคัญที่สุดก็คือการที่คุณจะมีโอกาสในการสร้างสรรค์สังคมด้วยฝีมือการสร้างสื่อของคุณเอง ไม่่ว่าคุณจะเริ่มเป็น Freelance ที่ทำงานที่มีประโยชน์กับสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือคุณจะสร้างกิจการสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคม นิตยสาร Fuse จะขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะสนับสนุนให้คุณสร้้างฝันและทำให้ได้จริง
ไม่ว่าคุณจะสร้างสื่อผ่านกระดาษ แผ่นฟิลม์ เว็บ หรือการร่ายรำ หากคุณคิดว่าคุณสามารถใช้ความสามารถเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆกับมีแนวทางการสร้างรายได้ให้อยู่ได้ เตรียมทีมของคุณไว้ให้พร้อม…
โปรดติดตามโครงการสร้างกิจการสื่อสร้างสรรค์เพื่อสังคมโดยคนรุ่นใหม่ที่นี่ เร็วๆนี้
April 29th, 2008 §

สิ่งที่เมืองไทยไม่เคยขาดคือคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถเรื่องศิลปะ การเขียน การสื่อสาร การทำหนังสั้น การทำกราฟิิค การเต้นร่วมสมัย และคนในกลุ่มนี้จำนวนหนึ่งก็มักจะมีความสนใจประเด็นทางสังคมอย่างมาก ปัญหาก็คือคนกลุ่มนี้มักจะสามารถทำอะไรให้สังคมได้อยู่พักสั้นๆ เช่น ทำเคมเปญในประเด็นเช่นโลกร้อน ซึ่งอาจจะน่าสนใจ และสำเร็จมาก แต่สุดท้ายพวกเขาก็จะไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืนได้ และต้องแยกย้ายกันไปทำสิ่งอื่นๆเพื่อความอยู่รอด
ผมเชื่อว่าหนึ่งในทางออกของประเด็นนี้ก็คือสิ่งที่เรียกว่าการประกอบการเพื่อสังคม (social enterprising) คือการตั้งองค์กรไม่ว่าจะเป็นธุรกิจหรือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรก็ตาม แต่จะมีภารกิจหลักในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาโอกาสเพื่อสังคม แต่จะเน้นว่าจะต้องสร้างรายได้เองทางใดทางหนึ่ง ไม่ใช่หวังทุนให้เปล่าแต่อย่างเดียว
ตัวอย่างที่น่าสนใจของกิจการเพื่อสังคมของ creative artist รุ่นใหม่ก็คือองค์กรที่เรียกว่า Idea!s Creative ที่ฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ 5 คนที่ทำงาน ad agency ได้ประมาณสองปีแล้วลาออกมาร่วมกันตั้งองค์กรที่ทำหน้าที่ออกแบบและจัดการการสื่อสาร (design & communication management) ให้กับองค์กรด้านสังคม พวกเขาเชื่อว่างานด้านสังคมยังขาดการนำเสนออย่างน่าสนใจ ขาดความแปลกใหม่ ทำให้ประเด็นสำคัญๆในสังคมที่องค์กรสาธารณะประโยชน์ต่างๆทำอาจจะไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร
Idea!s Creative มีลูกค้าตั้งแต่ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) และแผนก CSR (งานด้านความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม) ของบริษัทใหญ่ๆซึ่งสามารถจ่ายได้มากไปจนถึงกลุ่ม NGO เล็กๆที่อาจจะไม่มีเงินจ้างพวกเขาแต่มีประเด็นทางสังคมที่น่าสนใจ พวกเขาทำตั้งแต่เว็บไซต์ หนังสือ แผ่นพับ ไปจนถึงวิดีโออนิเมชั่นให้กับลูกค้า และได้รับความนิยมมาก ภายในปีแรกพวกเขาสามารถทำรายได้รวมเกือบหนึ่งล้านบาท ซึ่งทำให้พวกเขาเริ่มที่จะอยู่ได้อย่างยั่งยืนและกำลังขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง
ในประเทศไทยเองก็เริ่มมีองค์กรคนรุ่นใหม่อายุยังเลขสองอยู่ เช่น Thoth Media ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายการ Duocore.tv ซึ่งเป็นทีวีออนไลน์แบบกวนๆแนวๆในโลกของไอที แต่พวกเขาไม่ได้ทำแค่นั้น แต่ยังนำความสามารถกวนๆอย่างมีสาระของพวกเขานั้นไปสร้างคลิปรณรงค์ (viral clips) ให้กับหน่วยงานด้านสังคมต่างๆ

โดยมีเป้าหมายที่จะสื่อสารประเด็นที่สำคัญแต่เข้าใจยาก ให้กลายเป็นคลิปวิดีโอที่เข้าใจง่ายๆ น่าสนใจ ขำๆกวนๆ พวกเขาได้ทำคลิปรณรงค์ทั้งเรื่องเกี่ยวกับ safe sex ไปจนถึงการยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง หรือสหประชาชาติ ซึ่งคลิปเหล่านี้มีคนมาดูนับแสนครั้ง ทำให้พวกเขาสามารถหารายได้ในระดับหนึ่ง และยังสามารถไปทำอะไรที่พวกเขาและเพื่อนๆสนใจ เช่นในช่วงเลือกตั้ง ส.ว. พวกเขาได้เป็นอาสาสมัครทำเว็บ fanrosana.com ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้สมัครรายหนึ่งที่พวกเขาชื่นชอบ ในรูปแบบที่เน้นคลิปสั้นๆ กระชับ น่าสนใจ ซึ่งย่อมจะเป็นก้าวเล็กๆของสื่อทางเลือกอิสระที่จะค่อยๆมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย
ตัวอย่างเพิ่มเติมงาน thoth media
http://www.youtube.com/watch?v=OIBRv7GLNAM
http://www.youtube.com/watch?v=XlxyJ9nndYc
รูปแบบการประกอบกิจการเพื่อสังคมของคนที่มีความสามารถทางศิลป์อันหลากหลายและสนใจประเด็นทางสังคมนี้ จะเป็นทางออกที่ยั่งยืนทางหนึ่งทั้งสำคัญอาชีพการงานของพวกเขา และอาจเป็นทางออกของประเทศซึ่งถูกสื่อกระแสหลักครอบงำและเต็มไปด้วยความคับแคบทางความคิดนี้ไปพร้อมๆกันอีกด้วย
March 13th, 2008 §

วันนี้ได้คุยในวงกระทรวงวัฒนธรรมเกี่ยวกับเรื่องการประเมินสถานการณ์เกมส์คอมพิวเตอร์ในสังคมไทย ก็เลยได้มีโอกาสคิดว่าปีนี้ TRN กับ สสส. และภาคีจะช่วยกันหนุนเสริมเรื่องเกมส์ดีๆอย่างไร
ประเด็น: ต้องการพัฒนาให้เกิดขึ้นจริงๆก็คือการพัฒนาองค์กรคนรุ่นใหม่ที่ผลิตเกมส์เพื่อสังคมได้อย่างยั่งยืน โดยการสร้างเครือข่ายตลาดเกมส์เพื่อสังคมสิ่งแวดล้อม คล้ายๆกลุ่ม serious game developers ในต่างประเทศที่พัฒนาเกมส์เช่น foodforce ที่ให้ผู้เล่นสามารถสวมบทบาทในการปฏิภารกิจต่างๆ เช่นการใช้เฮลิคอปเตอร์ไปส่งอาหารให้คนยากจนในพื้นที่เสี่ยงต่างๆของ World Food Programme และ PeaceMaker ซึ่งให้ผู้เล่นมีโอกาสที่จะพยายามแก้ปัญหาระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์
ความท้าทาย:
1. เมืองไทยมีการส่งเสริม การประกวด เกมส์ต่างๆมากมาย แต่ยังขาดการต่อยอด โดยเฉพาะในกลุ่มที่ชนะการประกวดต่างๆ สุดท้ายก็ไม่สามารถทำอะไรต่อได้ ต้องเข้าไปในบริษัทใหญ่ๆเช่นเดิม ไม่สามารถพัฒนาเกมส์ตามความสนใจได้
2. การบริโภคเกมส์ของตลาดก็จะเป็นการเน้นเกมส์ต่างประเทศ เช่น เกาหลี และจีน เกมส์ที่ผลิตเองก็มีปัญหาต่างๆ เช่น เกมส์กล่องก็จะเจอปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ (piracy) เกมส์ออนไลน์ก็ยังไม่ค่อยมีตัวอย่างมากนัก
โอกาส:
การปรับโมเดลทางธุรกิจของผู้ผลิตเกมส์เพื่อสังคม เพื่อให้สอดคล้องและใช้โอกาสพิเศษด้านสังคมที่ผู้ผลิตเกมส์ปกติไม่มี โดยสำหรับการพัฒนากิจการเพื่อสังคม (social enterprise)
1. การหาผู้สนใจสนับสนุนการสร้างเกมส์ประเด็นสังคมในลักษณะ wholesale sponsor
ซึ่งน่าจะสามารถสร้างตลาดหรือพืิ้นที่เชื่อมโยงผู้สนใจสนับสนุนและผู้ผลิตได้ โดยจะต้องทำในลักษณะที่
- เข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อ ผู้สปอนเซอร์ โดยเฉพาะในระดับสถาบันหรือองค์กรขนาดใหญ่ ทั้งของรัฐ องค์กรอิสระ องค์กรประชาสังคมที่มี่ทุน และส่วน CSR ของภาคธุรกิจ
- เข้าถึงผู้ผลิตที่มีคุณภาพและอยากผลิตเกมส์ที่มีประเด็นด้านสังคม
- มีผู้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงทั้งผู้สนับสนุนและผู้ผลิต เป็นตัวกลางบริหารความน่าเชื่อถือ โดยเป็นผู้พัฒนาความร่วมมือ การติดตามประเมินผลแต่ละ deal ที่เกิดขึ้น
2. การหาผู้สนับสนุนรายย่อย (retail sponsor)
- การเข้าถึงผู้สนับสนุนรายย่อยที่มีความสนใจประเด็นด้านสังคม
- การแก้ปัญหาเรื่องขนาดและการกระจาย เช่น ผ่านการสร้างความร่วมมือในช่องทางการกระจายเกมส์แบบใหม่ๆซึ่งมีขนาดใหญ่มากพอ เช่น การเปิดตลาดการกระจายเกมส์เพื่อสังคมไปยังโรงเรียน หน่วยงานระดับพื้นที่ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ เครือข่าย wifi สาธารณะ ซึ่งจะทำให้ช่องทาง (outlet) มีขนาดใหญ่จนสามารถดึงดูดผู้สนับสนุนรายย่อย (retail sponsors) โดยอาจมีการใช้กลไกแรงจูใจมาเสริม เช่นการแบ่งรายได้กับร้านเกมส์เน็ตคาเฟ่
3. การพัฒนากลไกเฉพาะเพื่อสนับสนุนธุรกิจเกมส์เพื่อสังคม
- การเชื่อมโยงกับกลไกกองทุนร่วมลงทุน (VC Funds) ทั้งที่ One Assets, SME Bank ทำอยู่ แต่ต้องมีการบริหารจัดการและพัฒนา deal ร่วมกับ คือต้องมีคนทำหน้าที่หา deal และพัฒนาให้ตรงกับ Investment criteria หรือเกณฑ์การลงทุน (Investment banking function) ไม่งั้นก็จะเข้าไม่ถึง
- การร่วมมือกับต่างชาติในเชิงวัฒนธรรม เพื่อจัดตั้งกองทุนในลักษณะเฉพาะ เช่น EU Fund, Media Development Loan Fund, Cultural fund
- การจัดระบบการเก็บภาษีวัฒนธรรม โดยเอาเงินจากสื่อเสี่ยงมาหนุนสื่อดี เช่นแนวทางที่เยอรมันเริ่มพัฒนาระบบภาษีที่คิดมลพิษทางวัฒนธรรมในลักษณะใกล้เคียงกับสิ่งแวดล้อม ส่วนนี้อาจจะใช้เวลานานกว่าจะสำเร็จ แต่หากสำเร็จก็ย่อมจะสามารถเกิดผลมหาศาลได้
February 17th, 2008 §
เมื่อวานได้นัดคุยกับเจ้านายเก่าของสหายผู้หนึ่ง ได้ความว่าเรามีความสนใจตรงกันหนึ่งเรื่อง กล่่าวคือการทำให้คนรุ่นใหม่เข้ามาการประกอบการทางสังคม (social enterprise) ซึ่งก็คือการริเริ่มองค์กรที่มีเป้าหมายในการแก้ปัญหาสังคมหรือสิ่งแวดล้อมโดยมีแนวทางที่มีความใหม่ เป็นนวัตกรรม มีประสิทธิภาพวัดผลได้ และยังสามารถสร้างรายได้ให้ยั่งยืนได้ด้วยตัวเองทางใดทางหนึ่ง
ไม่จำเป็นต้องขอเงินแหล่งทุนไปเรื่อยๆ หรือมีความสัมพันธ์ที่พิเศษกับแหล่งทุนเพียงพอที่ทำให้แหล่งทุนต้องใช้บริการอย่างต่อเนื่องและมั่นคง
ตัวอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นองค์กรที่ทำ E-Commerce ให้ชาวบ้านโดยรายได้ส่วนใหญ่กลับไปที่ชาวบ้าน ธุรกิจการทำ podcasting ประเด็นทางสังคม ธุรกิจการเป็นที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมในเชิงสถาปัตฯ หรือแม้แต่การทำภาพยนต์สะท้อนประเด็นทางสังคมแต่สามารถทำให้น่าสนใจ มีคนดู อันนำไปสู่การสร้างรายได้ที่มั่นคงอีกด้วย
อย่างไรก็ตามคนรุ่นใหม่ที่คิดไปในแนวทางนี้มีอยู่น้อยมากๆ จำเป็นที่ต้องเร่งจุดประกาย และหนุนเสริม กระตุ้นให้เกิดขึ้นมากๆ ไม่เช่นนั้นแม้จะสามารถสร้างตลาดทุนสำหรับการประกอบการทางสังคมได้สำเร็จก็อาจจะไม่สามารถหาองค์กรหรือธุรกิจเพื่อสังคมที่มากพอที่จะเกิดประสิทธิภาพในการลงทุนที่มีคุณภาพได้
ด้วยเหตุนี้จึงมีแนวคิดที่จะทำอะไรคล้ายๆการสร้างบรรยากาศแบบ Silicon Valley Startup Culture แต่เป็นสำหรับผู้ประกอบการทางสังคมขึ้น คือเป็นโครงสร้างและวัฒนธรรมที่ชื่นชมนวัตกรรมใหม่ ยอมที่จะเสี่ยง ล้มแล้วลุกได้ มี mentor และผู้สนใจให้ความช่วยเหลือ แต่เป็นไปด้วยการแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ ฯลฯ

(รูปจาก KaosPilot)
ทางออกของเรื่องนี้คือแนวคิดที่จะสร้างอะไรคล้ายๆโรงเรียนสอนธุรกิจทางเลือก (alternative business school) ขึ้นมาคล้ายๆเป็นวิทยาลัยการจัดการเพื่อการประกอบการทางสังคม ซึ่งในโลกนี้ใกล้เคียงที่สุดก็คือสิ่งที่เรียกว่า KaosPilot ทีเดนมาร์ค เป็น business school ที่เน้นให้นักศึกษาหรือผู้เข้ากระบวนการเรียนรู้เรื่องการทำธุรกิจแบบใหม่ๆโดยเฉพาะที่เป็นธุรกิจซึ่งเป็นนวัตกรรมทางสังคม และต้องให้ทดลองตั้งธุรกิจจริงๆขึ้นมาด้วยไม่ใช่แค่เรียนจากหนังสือหรือการพูดคุย เราก็อยากเห็นอะไรแบบนี้ในแบบ Asian เหมือนกัน แต่จะตั้งวิทยาลัยแบบนี้ขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราวก็คงไม่ง่ายนัก แต่เป็นเรื่องที่ผมอยากทำให้ได้เรื่องหนึ่ง
ก่อนที่จะเป็นขั้นนั้น ก็มีแนวคิดที่จะทำสิ่งที่เรียกว่า Thailand Bootcamp for Social Startups ซึ่งก็อาจจะเป็นอะไรคล้ายๆกับ Y-Combinator ที่ยุโรป หรือ Global Social Benefit Incubator (GSBI) ที่อเมริกา ซึ่งเป็นลักษณะของการค้นหาและคัดกรองคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียและกำลังเริ่มประกอบการทางสังคมที่มีความเป็นนวัตกรรมและมีโอกาสสร้างให้เกิดผลต่อสังคมสิ่งแวดล้อมได้มาก แล้วเอาคนพวกนี้มาจัดอบรมแบบเนื้อๆเน้นๆประมาณหนึ่งอาทิตย์เกี่ยวกับเรื่องแผนธุรกิจ ยุทธศาสตร์ การเงิน ฯลฯ และนำผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายมิติเช่นเทคโนโลยีหรือการเงินมาช่วยออกความคิดเห็น แนะนำให้กับผู้ประกอบการทางสังคมรุ่นใหม่ได้คิด ได้พัฒนาแนวทางของตน หรือสร้างความร่วมมือระหว่างกันและกัน เป็นแนวๆค่ายพัฒนาศักยภาพแบบเน้นผลงานสุดๆนั้นเอง
จากนั้นจึงคัดเลือกกลุ่มที่ผ่านกระบวนการ bootcamp ซึ่งมีแผนธุรกิจหรือแนวคิดที่พร้อมจริงๆ แล้วให้ seed money กับบางกลุ่มเพื่อให้เริ่มงานได้ เบื้องต้นคิดว่า seed pool รวมๆแล้วซักประมาณ 3 ล้านบาทก็จะสามารถทำให้คนสนใจได้แล้ว อาจจะลงกับแต่ละที่ 2 แสนขึ้นไปแล้วแต่ความเหมาะสม
ซึ่งองค์กรที่ได้รับ seed capital เหล่านี้ก็จะสามารถค่อยๆกลายเป็นองค์กรประกอบการทางสังคมที่อาจจะสามารถระดมทุนได้เองจากแหล่งทุนต่างๆได้ในอนาคต ซึ่งหากแหล่งทุนเหล่านั้นเห็นว่าผ่านกระบวนการลักษณะนี้มาแล้ว และได้รับการลงทุนระดับ seed มาแล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่เสี่ยงที่สุดในการลงทุน พวกแหล่งทุนต่างๆก็ย่อมจะอยากลงทุนมากขึ้น เพราะมีคนจัดการส่วนการลงทุนกับความเสี่ยง (risk-capital) ให้บ้างแล้ว
สรุปคือ TRN ในปีนี้น่าจะจัด Thailand Bootcamp Social Startups ที่จะมี intensive-workshop + access to seed capital เพื่อสร้างตลาดการประกอบการทางสังคม (อาจจะเน้น technology sector หน่อยตามความถนัดของเรา) แล้วค่อยๆดูว่าจะขยายเป็นวิทยาลัยได้อย่างไรในอนาคต