บทเรียนจาก ​GBI สถาบันการลงทุนเพื่อผู้ประกอบการทางสังคม

February 17th, 2008 § 37 comments § permalink

วันนี้ได้คุยกับ Harold Rosen ซึ่งเป็น director และ Rawong Rojvanit,  Program Analyst จาก IFC’s Grassroot Business Initiative ที่ไปสนับสนุนองค์กรที่ประกอบการทางสังคม (social enterprise) ในระดับ scale-up ขึ้นไป ลงทุนปีละหลายล้านเหรียญ

การพัฒนาตลาดทุนเพื่อการประกอบการทางสังคม

เรื่องส่วนใหญ่ก็คุยว่าเราจะนำเงินลงทุนจากต่างประเทศมาสนับสนุน social enterprises ในเมืองไทยและภูมิภาคได้อย่างไร โดยเฉพาะในกลุ่มที่ตั้งขึ้นใหม่ (start-ups) ซึ่งย่อมจะค่อยๆโตขึ้นไปจนกลายเป็นลูกค้าของ GBI ได้ในอนาคต หากไม่รีบสร้างกลุ่มพวกนี้ไว้ ตลาดขององค์กรด้านนี้ที่มีคุณภาพอาจจะโตไม่ทันกับความคาดหวังของผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการขยายตัวของตลาดการลงทุนในเชิงสังคม

ซึ่งเราก็เล่าให้ฟังว่าปีที่แล้วเราเข้าไปลงทุนสนับสนุนผู้ประกอบการทางสังคมรุ่นใหม่ผ่านหน่วยย่อยใน TRN ที่เราเรียกเท่ๆเอาเองว่า KaosCapital  ประมาณ 6 กลุ่มในประเทศไทย และ 7 กลุ่มในต่างประเทศ  ซึ่งมีหลากหลายตั้งแต่ทำ E-commerce ของชาวบ้าน ไปจนถึงทำ video podcasting service ซึ่งล้วนเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่มียุทธศาสตร์และแผนธุรกิจชัดเจนที่จะสร้างรายได้ให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงไม่ต้องพึ่งทุนให้เปล่าตลอดไป

อีกประเด็นหนึ่งก็คือลักษณะแนวโน้มขององค์กรอย่าง GBI และกองทุนที่ใกล้เคียงกันซึ่งกำลังค่อยๆจะลดบทบาทในเชิง retail investment ไปเป็น wholesome investment เพราะจะต้องพัฒนาความสามารถของการแข่งขันของตนบนเครือข่ายการเงินระดับสูง (high finance) มากกว่าจะมาพัฒนาขีดความสามารถในการเข้าถึง คัดกรอง และจัดการองค์กรประกอบการทางสังคมทังหลายโดยตรง  หน้าที่ดังกล่าวจึงจะต้องมีองค์กรที่มาทำหน้าที่ในลักษระตัวกลางที่เชื่อมโยงประสานและจัดการการลงทุนทางสังคมในระดับ retail กล่าวคือลงทุนตรงกับองค์กรประกอบการทางสังคมต่างๆ

ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ TRN พยายามจะทำให้เกิดขึ้นโดยการพัฒนาความสามารถขององค์กรให้ทำหน้าที่นี้ให้ได้  ซึ่งก็คล้ายๆกับที่ สสส. ที่ต้องมีองค์กรมาบริหารงาน retail อีกทีซึ่งเรียกว่าผู้จัดการแผนงานนั้นเอง  แต่ในกรณีนี้จะเป็นการจัดการในเชิง financial intermediary (ตัวกลางทางการเงิน) ซึ่งก็เป็นการเติบโตของอุตสาหกรรมการลงทุนเพื่อสังคม ซึ่งเริ่มมีการแบ่งงานตามความสามารถที่แท้จริงมากขึ้น ก็่ย่อมจะมี intermediary เหมือนในตลาดทุนทั่วๆไปนั้นเอง

ประเด็นสำคัญในเชิงเทคนิคก็คือการสร้าง Financial vehicle ที่จะสามารถจัดการทุนเหล่านี้ได้และการสร้าง portfolio หรือ survey ว่าตลาดดังกล่าวนี้มีขนาดเท่าใดในภูมิภาค  ซึ่งทาง GBI อาจจะเข้ามาร่วมช่วยสนับสนุน TRN ในเชิงความร่วมมือทางเทคนิคได้ (technical assistance) เมื่อได้ข้อมูลและเข้าใจสถานการณ์จริงของตลาดแล้วจึงค่อยๆดูว่าจะร่วมมือกันในเชิงการจัดการการลงทุนอย่างไรต่อไป

เมื่อเขาถามว่าแล้วจะให้เขาช่วย TRN ได้อย่างไร  ผมก็บอกว่าเบื้องต้นนอกจากความร่วมมือเชิงเทคนิคแล้ว  สิ่งที่ผมอยากได้จริงๆก็มีสองข้อ คือ

1. เวลาของเขา  ขอคุยด้วยแค่ 2 ครั้งต่อปี ที่ใดที่หนึ่งในโลก ซักครั้งละ 3 ชม.

2. ขอส่งทีมงานไปเรียนรู้ว่า GBI เขาลงทุนและจัดการการลงทุนอย่างไร  ขอเวลาซักหนึ่งอาทิตย์เท่านั้น จะบินไปเอง และจ่ายค่าใช้จ่ายเอง

ดูเขาก็อึ้งๆไปแป๊ปหนึ่ง แล้วก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นรู้สึกสนุกขึ้นมาทันที เขาก็ตอบตกลง และบอกว่าหากเราไปจริงๆเขาจะจัด session เล็กๆให้ได้คุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มอื่นๆที่ DC เช่น Acumen fund ด้วย  เราก็ happy เลย….

การยอมรับว่าตนไม่รู้หรือไม่แน่ใจอาจเป็นสิ่งที่สร้างความเชื่อใจให้นักลงทุน

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการสนทนากับเขาก็คือเรื่องของการยอมรับว่าเราอาจจะไม่แน่ใจหรือไม่รู้จริงๆในทุกเรื่องที่เรากำลังทำอยู่   เขาถามหลายรอบในหลายประเด็นที่ผมยังคิดไม่แตก ผมก็ตอบไปตรงๆว่ายังไม่แน่ใจหรือไม่รู้  ซึ่งเมื่อสนทนาเรียบร้อยแล้ว เขาก็เสริมขึ้นมาว่าเขาชอบการสนทนานี้เพราะเราไม่มั่นใจเกินไป เปิดกว้างที่จะเรียนรู้ใหม่ๆ และกล้าที่จะยอมรับว่าไม่รู้ในหลายๆเรื่อง

ซึ่งเขาบอกว่าเป็นสิ่งที่เขาไม่ค่อยได้เจอในวงการ เขาจึงอยากช่วยหนุนเราเพื่อให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาตลาดทุนเพื่อการประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship capital market) อย่างน้อยก็จากประสบการณ์ที่เขามี   เนื่องจากเราบอกว่าเราไม่แน่ใจและไม่รู้ซึ่งเป็นความจริง ไม่ปิดบัง เขาจึงบอกว่าเขาเชื่อใจเรา เชื่อว่าน่าจะร่วมมือกันได้

ความยอมรับในความไม่สมบูรณ์ของตน ว่าตนไม่รู้ทั้งหมด ว่าทุกอย่างเป็นไปได้ ไม่แน่นอนนั้น กลับกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าขึ้นมาในสายตาของนักลงทุนบางคน  ซึ่งค่อนข้างจะแปลกไปจากที่หนังสือแนะนำเกี่ยวกับการระดมทุนมักกล่าวว่าเราจะต้องแสดงให้เห็นว่าเรารู้จริงๆว่าเราคิดมาดีมากๆแล้ว และต้องไม่แสดงความสงสัยตัวเอง

สุดท้ายเขาว่า self-criticism is truly important ที่จะทำให้งานสำเร็จในวงการใหม่นี้

เลยเอาเรื่องนี้มาฝากคนที่อาจสนใจเรื่องคล้ายๆกัน…