Bad to worst: a situation in Thai social financing

In the last 10 years I’ve been working in social sector. Social sector financing in Thailand is getting from bad to worst, more and more rules and restrictions that do not bring in any real effectiveness or efficiency, yet hindering more and more creativity, innovation and boldness.

As a person whose job includes major role in fund-raising, things are not getting easier and trust doesn’t really lead to better partnering relationship.

The donors and funders seem to think of themselves as more rational, intellectual and process-oriented when in reality they are taking much less risk, how can they ever hope for breakthrough in creating scalable impact in Thai society?

I guess we to reinvent social financing, bringing new models and a completely new set of players or to accept that the cost structure, to maintain competent workforce in the medium to longer run, is no longer feasible to only work in Thailand.

Mr. Wayne, Calvert & Buddhism

Few weeks ago in HK, I met D. Wayne Silby , the founder of Calvert, a 15 billion USD investment management group focusing on socially responsible investment and impact investment. As we walked up the HongKong’s “Peak”, he told me how he got really inspired by the buddhist concept of right livelihood of which triggered his founding of Calvert. He gave me an article he published about his thought on social investment and the right livelihood. (link to his article)

I told him about the Asian sustainable agriculture financing works we are engaging with Oxfam, he told me that he was involved in the early days of Root Capital, a famous sustainable agriculture loan fund, and that there are so many opportunities to do similar things in Asia!

I was really inspired. Really hope to bring him to Thailand to inspire and jump start Thai SRI investors communities as well as looking forward to learn from Calvert and Wayne’s experiences in growing impact-focused investment facilities in Asia!

http://svn.org/meet-our-members/featured-member-profiles/wayne-silby

Social enterprise / social investment day!

21.1.13
Social Enterprise / Social Investment Day! :
10.00 weekly management review
11.30 ChangeFusion Nepal visit, looking into new future of building SEs in Nepal.
14.00 Social impact fund meeting with the board (a kind of first proper VP fund in Thailand in development stage) many great people from NPO and Capital market sectors join forces!
17.00 Thai Social Innovation Foundation board meeting .. looking into building new massively scalable SEs in Thailand around disability jobs placement, affordable elderly housing, etc.
20.00 Skype chat with Asia Community Ventures on how SENA/CF can help with Rockefeller’s Impact Investment Forum in HK around March. Great collaboration in the making!

What social investors want from a pitch?

From our little experience facilitating early stage social investment both in term of venture philanthropy and impact investment, the social investors normally look for few things on the pitches by social entrepreneurs. They are;

  • Is the problem they are trying to solve interesting ?
  • What’s the innovative solution ?
  • What’s the impact ?
  • How big would this be, what is the scalability ? (both in term of impact & revenue potential)
  • Do I believe in this social entrepreneur? (right person? right team? right attitude? will they able to pivot for major model rethink?)
In fact, it seems to be that there are almost no different between the traditional venture investors and social investors except that the later are trying to also optimise/maximise for social impact.

เหลียวมองนักการเงินสวิสฯ บทเรียนการลงทุนเพื่อสังคมและโลก

นักการเงินกับการพัฒนาสังคมเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะห่างไกลกันคนละขั้ว แต่หากเรามองไปยังประเทศสวิสเซอร์แลนด์ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและยาวนานกับประเทศไทย เราอาจจะเริ่มเห็นบทบาทของนักการเงินที่จะเป็นคานงัดสำคัญที่อาจจะพลิกพื้นสังคมให้พ้นไปจากวิกฤตครั้งนี้ได้

Switzerland!

ประเทศสวิสฯนอกจากจะมีชื่อเสียงเกี่ยวกับภาคการเงินแล้ว ยังเป็นประเทศที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้ชีวิตในช่วงการเรียนรู้และพัฒนาความคิดของพระองค์ องคมนตรีท่านหนึ่งเคยเล่าว่าที่มาของโครงการสารานุกรมสำหรับเยาวชนนั้น ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะความประทับใจของระบบห้องสมุดและสารานุกรมในประเทศสวิสเซอร์แลนด์จึงดำริว่าเด็กไทยเองก็ควรมีโอกาสเข้าถึงความรู้เช่นนั้นบ้าง นอกจากนั้นแนวคิดเรื่องระบบสหกรณ์ที่พระองค์ทรงนำมาเน้นหนักให้เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น ในประเทศสวิสฯระบบสหกรณ์มีความแข็งแรงมาก โดยเฉพาะในภาคการเกษตรหรือแม้ภาคการค้าปลีกเช่นห้างสรรพสินค้านั้นก็ล้วนมีสหกรณ์เป็นธุรกิจที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ซึ่งล้วนเป็นธุรกิจที่เต็มไปด้วยศักยภาพพร้อมๆกับความล้ำสมัยทางเทคโนโลยี ด้วยเหตุนี้รายได้มหาศาลที่เกิดจากการพัฒนาภาคเกษตรและการค้าปลีก จึงตกอยู่กับเกษตกรและประชาชนทั่วไปที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ เป็นที่น่าเสียดายที่ภาคสหกรณ์ในประเทศไทยยังไม่สามารถขยายตัวได้ดังพระราชดำริ ปัญหาความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ในประเทศไทยส่วนหนึ่งก็เกิดจากความล้มเหลวที่จะใช้ระบบสหกรณ์เป็นเครื่องมือที่นำในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

lib

จะเห็นได้ว่าประเทศสวิสเซอร์แลนด์อาจมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการนำแนวคิดสำคัญในการพัฒนาอย่างยั่งยืนเข้ามาสู่ประเทศไทย อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยังมีปรากฏการณ์ใหม่ๆของสวิสที่ประเทศไทยสามารถเรียนรู้ได้ โดยเฉพาะบทบาทของภาคตลาดทุนต่อการพัฒนาสังคมสิ่งแวดล้อม สวิสฯเป็นประเทศที่มีภาคการเงินที่เป็นที่ยอมรับทั่วไปว่ามีศักยภาพ มีเสถียรภาพ น่าเชื่อถือ และมีความสำคัญระดับโลก แม้ในช่วงวิกฤตการเงินโลกที่ผ่านมา ประเทศสวิสก็สามารถแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว และในภาคการเงินนี้เองก็มีนวัตกรรมการเงินการลงทุนเพื่อสังคมระดับโลกที่น่าเรียนรู้อย่างมากสำหรับนักการเงินและนักลงทุนไทย

การเงินการลงทุนเพื่อสังคมในสวิสฯอาจจะแบ่งได้เป็นสองส่วนสำคัญ ส่วนแรกคือสิ่งที่เรียกว่าการลงทุนที่รับผิดชอบต่อสังคม (Socially Responsible Investment) ซึ่งเรียกสั้นๆว่า SRI และส่วนที่สองก็คือการลงทุนโดยตรงในกิจการที่สร้างมูลค่าเพิ่มต่อสังคมสิ่งแวดล้อมโดยตรง เช่น การลงทุนในกิจการเพื่อสังคม หรือโครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่สร้างรายได้ ส่วนที่สองนี้มักจะเรียกว่า Impact Investment ซึ่งจากการประมาณการณ์ในปี 2009 พบว่าทั้งสองส่วนนี้มีมูลค่ารวมถึงสามหมื่นสี่พันล้านสวิสฟรัง (34 Billion CF) หรือราวหนึ่งแสนล้านบาท

ในส่วน SRI นั้นมักจะลงทุนในหุ้น พันธบัตร และสินทรัพย์ต่างๆของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกที่ผ่านเกณฑ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อมหรือที่เรียกว่า CSR (Corporate Social Responsibility) อย่างเข้มข้นพอสมควร มีการรายงานเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจนและวัดผลได้ กล่าวคือเป็นการใช้เงินลงทุนผลักดันสนับสนุนให้กิจการสำคัญๆทั่วโลกมีมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคม นอกจากนั้นกองทุน SRI จำนวนมากยังเข้าไปมีบทบาทในฐานะผู้ถือหุ้นที่จูงใจและแนะนำให้บริษัทต่างๆดำเนินกิจการโดยคำนึงถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะผ่านการประชุมผู้ถือหุ้น การที่ตลาดทุนของสวิสฯเป็นตลาดทุนที่มีความสำคัญและเชื่อมโยงการลงทุนไปทั่วโลกนั้น เมื่อมีวาระสำคัญเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมพ่วงไปด้วย จึงย่อมเกิดผลมหาศาลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลก โดยทั่วไปแล้วผลตอบแทนการลงทุนในกองทุนประเภท SRI นั้นมักจะไม่น้อยไปกว่าอัตราตลาด และยังเชื่อว่าบริษัทที่เข้าไปลงทุนนัั้นเมื่อมีความรับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบวัดผลได้ จึงย่อมจะมีแนวโน้มที่จะมั่นคงกว่าบริษัทอื่นๆอีกด้วย นอกเหนือจากนั้นจุดขายสำคัญของกองทุนประเภทนี้ก็คือการเปิดโอกาสให้นักลงทุนและผู้มีสินทรัพย์เป็นจำนวนมากนั้นสามารถที่จะมีทางเลือกที่จะลงทุนได้อย่างยั่งยืนและมีประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

s

นอกจาก SRI แล้ว บทเรียนที่อาจจะเรียกได้ว่าน่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีกก็คือประเด็น Impact Investment ซึ่งเน้นไปลงทุนเพื่อที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขึ้นโดยตรง โดยทั่วไปแล้วมักจะเป็นที่เข้าใจกันว่าการสร้างคุณค่าทางสังคม สุขภาวะ และสิ่งแวดล้อมนั้นจะต้องทำผ่านมูลนิธิและองค์กรสาธารณะประโยชน์เท่านั้น ซึ่งที่มาของทุน (source of fund) ก็ย่อมจะต้องเป็นการบริจาคเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามกระแสโลกเกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นล้ำหน้าไปกว่าขั้นดังกล่าวอย่างมาก ปัจจุบันมีองค์กรจำนวนมาก โดยเฉพาะกิจการเพื่อสังคม และองค์กรในลักษณะอื่นๆที่สามารถสร้างคุณค่าทางสังคมได้โดยไม่ต้องใช้ทุนให้เปล่า แต่กลับสามารถสร้างรายได้และขยายผลงานของตนได้อย่างกว้างขวางและมีความแข็งแรงทางการเงินอีกด้วย ตัวอย่างเช่นกิจการเพื่อสังคมในประเด็นต่างๆเช่น การเงินชุมชน (micro-finance) เกษตรยั่งยืน การค้าขายที่เป็นธรรมต่อผู้ผลิต (fair trade) พลังงานทดแทน การท่องเที่ยวที่จัดการโดยชุมชน สุขภาพทางเลือก ฯลฯ ซึ่งองค์กรเหล่านี้สามารถใช้เงินทุนได้ทั้งในลักษณะการลงทุนในหุ้น สินเชื่อ และเครื่องมือการเงินต่างๆ ซึ่งล้วนจะนำไปสู่การสร้างผลที่เป็นรูปธรรมต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโลก พร้อมๆไปกับการสร้างผลตอบแทนทางการเงินตามสมควรอีกด้วย

ตัวอย่างของกองทุนสวิสฯประเภท Impact Investment ที่น่าสนใจก็คือ Blue Orchard ซึ่งบริหารจัดการกองทุนที่ไปลงทุนกับองค์กรการเงินชุมชนทั่วโลก (Micro-finance Institution) กล่าวได้ว่าเป็นกองทุนแม่ (Fund of funds) ที่ลงทุนกับกองทุนลูกทั่วโลกซึ่งไปปล่อยสินเชื่อขนาดเล็กมากให้กับผู้คนทั่วโลก คล้ายกับกรณีธนาคารกรามีนของบังคลาเทศที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ยากจนสามารถเข้าถึงสินเชื่อเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างอาชีพของพวกเขาได้อย่างเหมาะสม ซึ่งกองทุน Blue Orchard นั้นมีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (Assets under Management -AuM) อยู่ราวเกือบหนึ่งพันล้านสวิสฟรัง ล่าสุดได้เปิดกองทุนใหม่ Bamboo Finance ที่เน้นไปลงกับกิจการเพื่อสังคมที่สร้างสินค้าและบริการให้กับคนจนทั่วโลก เช่น ระบบจัดการน้ำขนาดเล็กสำหรับเกษตกร บริการทางการแพทย์เพื่อชุมชนยากจน บริการพลังงานทดแทนและไฟฟ้าสำหรับชุมชนห่างไกล เป็นต้น

sustainable food

นอกจากนั้นก็ยังมีบริษัท ResponsAbility ซึ่งเป็นบริษัทจัดการการลงทุนที่มีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการกว่าแปดร้อยล้านสวิสฟรัง ซึ่งเน้นไปลงทุนกับกิจการเพื่อสังคมในประเด็นสำคัญๆ เช่น สื่อเสรี การค้าที่เป็นธรรมต่อผู้ผลิต การเงินชุมชน กิจการเพื่อสังคมประเภทอื่นๆ รวมถึง SMEs ในประเทศที่ผู้ประกอบการขนาดเล็กไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจของตนได้อีกด้วย จุดที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือการที่ ResponsAbility และพันธมิตรเข้าไปพัฒนากองทุนที่เรียกว่า Media Development Loan Fund (MDLF) หรือกองทุนสินเชื่อระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาสื่อเสรี ซึ่ง MDLF มีบทบาทสำคัญในการลงทุนในสื่อเสรีและสื่อพลเมืองที่ขยายผลได้ทั่วโลก ประเภทของสื่อที่เข้าไปลงทุนนั้นมีหลากหลายไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ เครือข่ายวิทยุชุมชน สื่อออนไลน์ เช่น ในประเทศมาเลเซีย สื่อเสรีที่มีชื่อเสียงอย่างยิ่งก็คือเว็บไซต์ข่าวมาเลเซียคินี่ ซึ่งมีผู้เข้าชมหลายล้านคนต่อวัน นำเสนอข่าวและมุมมองที่ตรงไปตรงมา ไม่เลือกข้าง เน้นตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และยังสามารถสร้างรายได้มากว่าปีละ 2 ล้านเหรียญสหรัฐ จากตัวอย่างนี้จึงเห็นได้ว่าเป็นการลงทุนที่สร้างผลต่อสังคมเป็นวงกว้างไปทั่วโลกในด้านประชาธิปไตย และการต่อต้านคอร์รับชั่นในประเทศกำลังพัฒนา

บทเรียนที่สำคัญต่อภาคการเงินไทยก็คือกระบวนการที่บริษัทจัดการการลงทุนเหล่านี้สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับธนาคารขนาดใหญ่ และสภาบันการเงินต่างๆซึ่งมีลูกค้าผู้มีสินทรัพย์จำนวนมาก และนักลงทุนสถาบัน ซึ่งต่างย่อมมีความสนใจที่จะสร้างประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆกับผลตอบแทนทางการเงิน การเรียนรู้ความสนใจด้านสังคมของลูกค้า การสร้างปฏิสัมพันธ์จนนำไปสู่การสร้างบริการทางการเงินที่เหมาะสมสำหรับลูกค้าแต่ละรายนั้น และยังให้บริการเป็นที่ปรึกษาด้านการเงินการลงทุนเพื่อสังคมให้กับธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆเพื่อให้หน่วยงานเหล่านั้นสามารถไปแนะนำลูกค้าของตนเองได้ กระบวนการเหล่านี้แท้จริงก็คือการใช้ทักษะของนักการเงินสวิสฯที่สั่งสมมานาน แต่นำมาใช้ในด้านที่จะสร้างประโยชน์ต่อความยั่งยืนของโลกนั้นเอง

หากนักการเงินไทยเหลียวมองบทเรียนจากสวิสฯเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย อย่างน้อยจากมุมนวัตกรรมเพื่อสังคมจากประเทศที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วนั้น เราอาจจะพบแนวทางหนึ่งซึ่งสามารถมีส่วนสำคัญในการสร้างบทบาทของภาคธุรกิจต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยสู่ความยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ และต่อต้านคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะการขับเคลื่อนของภาคการเงินการลงทุนซึ่งมีกำลังมหาศาลนั้น หากนำเอาบทเรียนเรื่องการเงินการลงทุนเพื่อสังคมจากสวิสฯทั้่งในด้าน SRI และ Impact Investment ไปปรับใช้ ก็ย่อมจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นรูปธรรมที่จะทำให้ทั้งภาคธุรกิจขนาดใหญ่มีความรับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบมากขึ้น และยังสามารถลงทุนสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมในประเทศไทยอันหลากหลายให้เกิด และขยายผลได้อย่างกว้างขวาง จนอาจจะเล่มเทียนสำคัญที่จะทำให้คนไทยเริ่มเห็นแสงที่ปลายอุโมงของวิกฤตสังคมการเมืองในครั้งนี้ก็เป็นได้

สุนิตย์ เชรษฐา ChangeFusion Institute / July 2010

วิธีคิดและเทคนิคการระดมทุนเพื่อสังคม

เมื่อวานเพิ่งไปบรรยายให้ class ปริญญาโท สิทธิมนุษยชน ที่มหิดลฟังเรื่องเกี่ยวกับการระดมทุนทั้งกับทุนให้เปล่าและทุนไม่ให้เปล่า (โดยเฉพาะสำหรับ social enterprise)  เลยเอา slide มาแปะไว้เผื่อจะมีประโยชน์  เป็น creative commons เช่นเดิมจ้า

Bootcamp for Social Startups (Thailand!)

เมื่อวานได้นัดคุยกับเจ้านายเก่าของสหายผู้หนึ่ง   ได้ความว่าเรามีความสนใจตรงกันหนึ่งเรื่อง กล่่าวคือการทำให้คนรุ่นใหม่เข้ามาการประกอบการทางสังคม (social enterprise) ซึ่งก็คือการริเริ่มองค์กรที่มีเป้าหมายในการแก้ปัญหาสังคมหรือสิ่งแวดล้อมโดยมีแนวทางที่มีความใหม่ เป็นนวัตกรรม มีประสิทธิภาพวัดผลได้ และยังสามารถสร้างรายได้ให้ยั่งยืนได้ด้วยตัวเองทางใดทางหนึ่ง

ไม่จำเป็นต้องขอเงินแหล่งทุนไปเรื่อยๆ หรือมีความสัมพันธ์ที่พิเศษกับแหล่งทุนเพียงพอที่ทำให้แหล่งทุนต้องใช้บริการอย่างต่อเนื่องและมั่นคง

ตัวอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นองค์กรที่ทำ E-Commerce ให้ชาวบ้านโดยรายได้ส่วนใหญ่กลับไปที่ชาวบ้าน   ธุรกิจการทำ podcasting ประเด็นทางสังคม  ธุรกิจการเป็นที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมในเชิงสถาปัตฯ  หรือแม้แต่การทำภาพยนต์สะท้อนประเด็นทางสังคมแต่สามารถทำให้น่าสนใจ มีคนดู อันนำไปสู่การสร้างรายได้ที่มั่นคงอีกด้วย

อย่างไรก็ตามคนรุ่นใหม่ที่คิดไปในแนวทางนี้มีอยู่น้อยมากๆ  จำเป็นที่ต้องเร่งจุดประกาย และหนุนเสริม กระตุ้นให้เกิดขึ้นมากๆ ไม่เช่นนั้นแม้จะสามารถสร้างตลาดทุนสำหรับการประกอบการทางสังคมได้สำเร็จก็อาจจะไม่สามารถหาองค์กรหรือธุรกิจเพื่อสังคมที่มากพอที่จะเกิดประสิทธิภาพในการลงทุนที่มีคุณภาพได้

ด้วยเหตุนี้จึงมีแนวคิดที่จะทำอะไรคล้ายๆการสร้างบรรยากาศแบบ Silicon Valley Startup Culture แต่เป็นสำหรับผู้ประกอบการทางสังคมขึ้น  คือเป็นโครงสร้างและวัฒนธรรมที่ชื่นชมนวัตกรรมใหม่ ยอมที่จะเสี่ยง ล้มแล้วลุกได้ มี mentor และผู้สนใจให้ความช่วยเหลือ แต่เป็นไปด้วยการแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ ฯลฯ


(รูปจาก KaosPilot)

ทางออกของเรื่องนี้คือแนวคิดที่จะสร้างอะไรคล้ายๆโรงเรียนสอนธุรกิจทางเลือก (alternative business school) ขึ้นมาคล้ายๆเป็นวิทยาลัยการจัดการเพื่อการประกอบการทางสังคม ซึ่งในโลกนี้ใกล้เคียงที่สุดก็คือสิ่งที่เรียกว่า KaosPilot ทีเดนมาร์ค เป็น business school ที่เน้นให้นักศึกษาหรือผู้เข้ากระบวนการเรียนรู้เรื่องการทำธุรกิจแบบใหม่ๆโดยเฉพาะที่เป็นธุรกิจซึ่งเป็นนวัตกรรมทางสังคม และต้องให้ทดลองตั้งธุรกิจจริงๆขึ้นมาด้วยไม่ใช่แค่เรียนจากหนังสือหรือการพูดคุย   เราก็อยากเห็นอะไรแบบนี้ในแบบ Asian เหมือนกัน แต่จะตั้งวิทยาลัยแบบนี้ขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราวก็คงไม่ง่ายนัก  แต่เป็นเรื่องที่ผมอยากทำให้ได้เรื่องหนึ่ง

ก่อนที่จะเป็นขั้นนั้น  ก็มีแนวคิดที่จะทำสิ่งที่เรียกว่า Thailand Bootcamp for Social Startups ซึ่งก็อาจจะเป็นอะไรคล้ายๆกับ Y-Combinator ที่ยุโรป  หรือ Global Social Benefit Incubator (GSBI) ที่อเมริกา ซึ่งเป็นลักษณะของการค้นหาและคัดกรองคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียและกำลังเริ่มประกอบการทางสังคมที่มีความเป็นนวัตกรรมและมีโอกาสสร้างให้เกิดผลต่อสังคมสิ่งแวดล้อมได้มาก  แล้วเอาคนพวกนี้มาจัดอบรมแบบเนื้อๆเน้นๆประมาณหนึ่งอาทิตย์เกี่ยวกับเรื่องแผนธุรกิจ ยุทธศาสตร์ การเงิน ฯลฯ และนำผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายมิติเช่นเทคโนโลยีหรือการเงินมาช่วยออกความคิดเห็น แนะนำให้กับผู้ประกอบการทางสังคมรุ่นใหม่ได้คิด ได้พัฒนาแนวทางของตน หรือสร้างความร่วมมือระหว่างกันและกัน เป็นแนวๆค่ายพัฒนาศักยภาพแบบเน้นผลงานสุดๆนั้นเอง

จากนั้นจึงคัดเลือกกลุ่มที่ผ่านกระบวนการ bootcamp ซึ่งมีแผนธุรกิจหรือแนวคิดที่พร้อมจริงๆ แล้วให้ seed money กับบางกลุ่มเพื่อให้เริ่มงานได้ เบื้องต้นคิดว่า seed pool รวมๆแล้วซักประมาณ 3 ล้านบาทก็จะสามารถทำให้คนสนใจได้แล้ว อาจจะลงกับแต่ละที่ 2 แสนขึ้นไปแล้วแต่ความเหมาะสม

ซึ่งองค์กรที่ได้รับ seed capital เหล่านี้ก็จะสามารถค่อยๆกลายเป็นองค์กรประกอบการทางสังคมที่อาจจะสามารถระดมทุนได้เองจากแหล่งทุนต่างๆได้ในอนาคต ซึ่งหากแหล่งทุนเหล่านั้นเห็นว่าผ่านกระบวนการลักษณะนี้มาแล้ว และได้รับการลงทุนระดับ seed มาแล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่เสี่ยงที่สุดในการลงทุน  พวกแหล่งทุนต่างๆก็ย่อมจะอยากลงทุนมากขึ้น  เพราะมีคนจัดการส่วนการลงทุนกับความเสี่ยง​ (risk-capital) ให้บ้างแล้ว

สรุปคือ TRN ในปีนี้น่าจะจัด Thailand Bootcamp Social Startups ที่จะมี intensive-workshop + access to seed capital เพื่อสร้างตลาดการประกอบการทางสังคม (อาจจะเน้น technology sector หน่อยตามความถนัดของเรา) แล้วค่อยๆดูว่าจะขยายเป็นวิทยาลัยได้อย่างไรในอนาคต